เคยตื่นนอนแล้วรู้สึกโลกหมุนจนต้องเกาะขอบเตียง หรือบางทีเดินขึ้นบันไดแค่ไม่กี่ขั้นก็เหนื่อยเหมือนไปวิ่งมินิมาราธอนมาไหมครับ? อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของความเหนื่อยล้าธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายเกี่ยวกับโรคความดันโลหิต ที่เรามักละเลยกัน หลายคนมักคุ้นคำว่าความดันสูง แต่รู้ไหมว่าความดันต่ำก็ส่งผลเสียต่อร่างกายไม่แพ้กัน แถมโรคความดันเหล่านี้ในช่วงแรกมักจะไม่แสดงอาการอะไร จะมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่อาการหนักแล้ว วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกความแตกต่างระหว่างความดันสูง VS ความดันต่ำ พร้อมวิธีรับมือ และดูแลตัวเองแบบเข้าใจง่ายๆ กันครับ ตัวเลขเท่าไหร่ถึงเรียกว่า “ต่ำ” หรือ “สูง” มาทำความเข้าใจค่าตัวเลขบนเครื่องวัดความดันกันก่อนครับ เวลาวัดความดันจะมีตัวเลขแสดงผล 2 ค่า คือค่าบน (ความดันขณะหัวใจบีบตัว) และค่าล่าง (ความดันขณะหัวใจคลายตัว) เช็กด่วน! อาการแบบนี้ความดันต่ำ หรือความดันสูง? ร่างกายเรามักส่งสัญญาณเตือนที่แตกต่างกันไปตามประเภทของความดัน ลองมาเช็กอาการกันดูครับว่าคุณกำลังเข้าข่ายแบบไหนอยู่ อาการของคนความดันต่ำ คนที่มีภาวะความดันต่ำ มักมีอาการที่เกี่ยวข้องกับการที่เลือดไปเลี้ยงสมอง และส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ ดังนี้ อาการของคนความดันสูง สำหรับความดันสูง ขึ้นชื่อว่าเป็นมฤตยูเงียบ เพราะหลายคนไม่แสดงอาการเลย แต่หากเริ่มมีอาการรุนแรง จะพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ วิธีปรับพฤติกรรมดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะมีปัญหาความดันแบบไหน เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยบรรเทาอาการ และควบคุมระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ครับ วิธีรับมือสำหรับคนความดันต่ำ วิธีรับมือสำหรับคนความดันสูง สิ่งที่ควรเลี่ยง นอกจากปฏิบัติตัวข้างต้นแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทั้งคนความดันสูงและความดันต่ำควรเลี่ยงที่สุดคือ การดื่มเบียร์หรือแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก…
Author Archives: Aitim
ทำไมบางคนวิ่งเท่าไหร่ก็ไม่เจ็บ บางคนวิ่งแป๊บเดียวก็เริ่มปวดเข่า ปวดหลัง หรือเจ็บฝ่าเท้าจนต้องถอนตัว? คำตอบของเรื่องนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ความฟิตของร่างกาย แต่อยู่ที่อุ้งเท้าของเรานี่เองครับ โบราณว่าไว้ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง แต่สำหรับนักวิ่งต้องบอกว่า รู้เท้าเรา วิ่ง 100 ครั้ง สมูท 100 ครั้ง เพราะรูปเท้าของแต่ละคนแตกต่างกัน การเลือกรองเท้าวิ่งที่เข้ากับลักษณะเท้า จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราวิ่งได้ไกลขึ้น สนุกขึ้น และห่างไกลจากอาการบาดเจ็บ วันนี้ลุงจะพาไปสำรวจรูปเท้าของตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ พร้อมคำแนะนำในการเลือกรองเท้าวิ่งที่ใช่ที่สุดสำหรับคุณกันครับ เช็กรูปเท้าง่ายๆ ได้ที่บ้าน ก่อนจะซื้อรองเท้าคู่ใจ เรามาทำความรู้จักเท้าของตัวเองกันก่อน ด้วยวิธีที่ง่าย และใช้อุปกรณ์เพียงไม่กี่ชิ้น ดังนี้ครับ เจาะลึก 3 รูปเท้ากับรองเท้าวิ่งที่คู่ควร 1. เท้าปกติ (Normal Arch): สายสมดุล วิ่งสบายไร้กังวล หากรอยน้ำบนกระดาษของคุณมีส่วนเว้าตรงอุ้งเท้าพอดี ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป คุณคือผู้มีเท้าปกติ ซึ่งเป็นลักษณะเท้าที่พบได้บ่อยที่สุด เท้าของคุณสามารถกระจายน้ำหนัก และรับแรงกระแทกจากการวิ่งได้ดีตามธรรมชาติ ข้อเท้าไม่บิดเข้าด้านในหรือออกด้านนอกมากเกินไป สามารถเลือกใส่รองเท้าวิ่งแบบไหนก็ได้ตามความชอบ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าที่เน้นความโปร่งสบาย หรือรองเท้าวิ่งทั่วไป ก็พร้อมจะพาคุณพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างใจนึก 2. เท้าแบน (Flat Foot):…
สิ่งมีชีวิตรอบตัวเรามีความฉลาดแตกต่างกันแค่ไหน? บางคนอาจคิดว่าสัตว์ตัวเล็กๆ คงไม่มีสมอง หรือสัตว์ตัวโตๆ ต้องฉลาดกว่าแน่นอน แต่ในทางวิทยาศาสตร์ ความเฉลียวฉลาด และการทำงานของระบบประสาท ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดตัวเสมอไป ทว่ามันถูกกำหนดด้วยสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าเซลล์สมอง (Neurons) วันนี้ลุงจะพาไปส่องจำนวนเซลล์สมองของเหล่าสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ ตั้งแต่แมลงตัวจิ๋วไปจนถึงมนุษย์ผู้ครองโลก พร้อมทั้งไขความลับชวนคิดที่ว่า ทำไมมนุษย์เราที่มีเซลล์สมองมหาศาลถึงแสนล้านเซลล์ หากปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ไม่ยอมใช้งาน สมองอาจจะขึ้นสนิม และฝ่อลงได้ เปิดสถิติจำนวนเซลล์สมองของสัตว์ ลอบสเตอร์: 100,000 เซลล์ แม้ลอบสเตอร์จะมีเซลล์สมองแค่หนึ่งแสนเซลล์ แต่ระบบปมประสาท (Ganglia) ของมันก็ทำงานประสานกันได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยให้มันล่าเหยื่อ และเอาตัวรอดในทะเลลึกได้อย่างสบายๆ แมลงวัน: 250,000 เซลล์ แมลงวันตัวจิ๋วมีเซลล์สมองมากกว่าลอบสเตอร์ถึง 2.5 เท่า นี่คือเหตุผลว่าทำไมพวกมันถึงมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็ว บินหลบมือเราได้อย่างพลิ้วไหว แมลงสาบ: 1,000,000 เซลล์ แมลงสาบมีเซลล์สมองแตะหลักล้านเซลล์ ด้วยจำนวนมากขนาดนี้ ทำให้มันเป็นสุดยอดนักเอาตัวรอดที่เรียนรู้ และปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว สุนัข: 2,300 ล้านเซลล์ มาที่สัตว์เลี้ยงแสนรู้ขวัญใจมนุษย์ สุนัขมีเซลล์สมองสูงถึง 2,300 ล้านเซลล์ ทำให้พวกมันมีความจำที่ดีเลิศ สามารถเรียนรู้คำสั่ง…
เคยสังเกตตัวเองในกระจกแล้วพบว่า ทำไมจุดนี้บนร่างกายมันดูคล้ำขึ้น หรือมีสีดำโผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัวบ้างไหมครับ? ร่างกายมนุษย์เรามีความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง คือเมื่อระบบภายในเริ่มทำงานผิดปกติ หรือมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนแปลง มันมักจะแสดงออกผ่านสีผิวหรือจุดต่างๆ บนร่างกาย วันนี้ลุงจะพาไปไขความลับของสีดำบนจุดต่างๆ บนร่างกาย ว่าจุดไหนเป็นสัญญาณเตือนของโรค จุดไหนเป็นเรื่องธรรมชาติ และจุดไหนที่อาจจะต้องรีบดูแลด่วน ฟันดำ สัญญาณร้ายของสุขภาพช่องปาก ถ้าสังเกตเห็นจุดดำหรือเส้นสีดำตามซอกฟันหรือบนผิวฟัน นั่นไม่ใช่คราบอาหารธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณของฟันผุครับ สาเหตุหลัก เกิดจากกรดของแบคทีเรียไปทำลายผิวเคลือบฟัน (Enamel) จนผุพัง และกลายเป็นจุดดำ หากปล่อยทิ้งไว้ อาจลุกลามไปถึงโพรงประสาทฟัน ทำให้เกิดอาการปวดฟันอย่างรุนแรง จนต้องรักษารากฟันหรือถอนทิ้ง วิธีดูแล ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ใช้ไหมขัดฟัน และพบทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือน เพื่อเช็กสุขภาพช่องปากเป็นประจำ ใต้ตาดำ ปัญหาของคนนอนน้อย และคนมีโรคประจำตัว รอยคล้ำใต้ตาหรือที่ใครหลายคนเรียกว่า ‘ตาแพนด้า’ เป็นปัญหาผิวพรรณที่พบได้บ่อยมาก ซึ่งหลายคนคิดว่าเกิดจากการนอนน้อยเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วมันมีสาเหตุมากกว่านั้น สาเหตุหลัก นอกจากการอดนอนหรือพักผ่อนไม่เพียงพอแล้ว อาการใต้ตาดำยังอาจเกิดจากโรคภูมิแพ้ (เนื่องจากเส้นเลือดดำรอบดวงตาขยายตัว) หรือเกิดจากเงาของถุงใต้ตาที่หย่อนคล้อยตามวัย รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรมด้วย วิธีดูแล นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ หากเกิดจากภูมิแพ้ควรทานยาหรือหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น…
สำหรับคนรักอาหาร ชีส (Cheese) ถือเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ช่วยยกระดับความอร่อยให้อาหารดูน่าทานขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพาสต้าร้อนๆ แซนวิชยามเช้า หรือพิซซ่าหน้าล้นที่เยิ้มไปด้วยชีส แต่ในความอร่อยนี้ หลายคนอาจมีคำถามว่า จริงๆ แล้วในชีสมีสารอาหารอะไรซ่อนอยู่บ้าง? แล้วชีสที่เราเห็นวางขายหลากหลายประเภทมีความต่างกันอย่างไร? วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเปิดคัมภีร์เรื่องน่ารู้ของชีส เพื่อทำความเข้าใจประโยชน์ และวิธีเลือกทานชีสยอดนิยมทั้ง 4 ชนิดอย่างมืออาชีพกันครับ ในชีสมีอะไรดี? มารู้คุณค่าทางโภชนาการของชีสกันก่อนครับ เพราะชีสไม่ได้มีดีแค่ความอร่อย แต่ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้ อุดมด้วยโปรตีนและกรดอะมิโน ชีสผลิตมาจากน้ำนมเข้มข้น จึงทำให้มีโปรตีนคุณภาพดีสูงมาก ที่สำคัญคือมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน ซึ่งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กับร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม แคลเซียมสูงเทียบเท่านมกล่อง สำหรับใครที่ไม่ค่อยชอบดื่มนม ชีสเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เพราะชีส 1 แผ่น (ประมาณ 28 กรัม) มีปริมาณแคลเซียมสูงพอๆ กับนม 1 กล่องเลยทีเดียว ช่วยบำรุงกระดูก และฟันให้แข็งแรง แลคโตสน้อย ดีต่อระบบย่อยอาหาร สำหรับคนที่มีปัญหาแพ้นม (Lactose Intolerance) ดื่มนมแล้วมักท้องอืด ท้องเสีย การทานชีสเป็นทางออกที่ดี เนื่องจากในกระบวนการทำชีสนั้น น้ำตาลแลคโตสส่วนใหญ่จะถูกแยกออกไปพร้อมกับน้ำเวย์ ทำให้ชีสมีแลคโตสหลงเหลืออยู่น้อยมาก จึงย่อยง่าย และไม่ทำให้ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร…
‘ซี๊ดดด… เจ็บข้อมือจังเลย’ เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเผลอร้องอุทานคำนี้ออกมาระหว่างวันทำงาน ไม่ว่าจะตอนเกร็งข้อมือพิมพ์งานหน้าคอม ตอนหิ้วถุงช้อปปิ้งหนักๆ หรือตอนนอนไถสมาร์ตโฟนเล่นเพลินๆ จู่ๆ ก็มีอาการปวดจี๊ดขึ้นมาที่ข้อมือ จนต้องสะดุ้ง หลายคนเลือกที่จะมองข้าม และคิดว่าเดี๋ยวสักพักก็หายเอง แต่รู้หรือไม่ว่า ข้อมือที่บอบบางของคุณกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยอยู่ วันนี้ลุงจะมาเผยสาเหตุว่า ทำไมจู่ๆ ข้อมือของเราถึงเกิดอาการประท้วงเฉียบพลัน พร้อมบอก 4 วิธีแก้ไขและฟื้นฟูร่างกายแบบง่ายๆ ที่จะช่วยให้ข้อมือของคุณกลับมาแข็งแรง และทำงานได้อย่างเป็นปกติอีกครั้งครับ ทำไมถึงเจ็บข้อมือ? กลไกอาการปวดข้อมือที่หลายคนไม่รู้ โดยปกติแล้ว โครงสร้างตามธรรมชาติของข้อมือมนุษย์ถูกออกแบบมาให้หมุน บิด และงอได้ในมุมที่จำกัด ระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีความยืดหยุ่นไร้ขีดจำกัด แต่ในชีวิตประจำวันของคนยุคใหม่ เรามักใช้ข้อต่อส่วนนี้อย่างหักโหม และฝืนธรรมชาติ สถานการณ์ทำร้ายข้อมือ การผสมระหว่างแรงกดที่มากเกินไป ร่วมกับการเคลื่อนไหวที่เกินลิมิต จะทำให้เกิดแรงเสียดทานอย่างรุนแรงในช่องข้อต่อ ส่งผลให้ปลอกหุ้มเอ็นเกิดการอักเสบ และลุกลามจนกลายเป็นเส้นเอ็นข้อมืออักเสบในที่สุด ซึ่งนี่คือต้นเหจุของอาการเจ็บข้อมือที่คอยกวนใจตลอดทั้งวัน 4 วิธีแก้ไขและกู้ชีพข้อมือพัง หากคุณเริ่มรู้สึกเสียวแปลบที่ข้อมือ อย่าเพิ่งตกใจไป ลองนำ 4 วิธีนี้ไปเป็นแนวทางฟื้นฟูครับ 1. พักการใช้งานข้อมือทันที ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการหยุดพัก เลี่ยงทุกกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดการเจ็บเพิ่ม หากรู้สึกว่าพิมพ์งานแล้วปวด ให้ปล่อยมือจากแป้นพิมพ์ทันที การฝืนใช้งานข้อมือต่อ ในขณะที่ปลอกหุ้มเอ็นกำลังอักเสบ จะยิ่งทำให้เนื้อเยื่อฉีกขาด…
เคยตื่นนอนมาพร้อมกับอาการปวดคอ ทำงานหน้าจอไม่ทันไรก็ต้องเอามือบีบนวดบ่า หรือพอนั่งเก้าอี้นาน ๆ ก็รู้สึกปวดร้าวที่หลังส่วนล่างไหมครับ อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของอายุ แต่มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายว่ากระดูกสันหลังของคุณกำลังถูกทำร้ายอย่างหนักจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน กระดูกสันหลังเปรียบเสมือนเสาเข็มของร่างกายที่ช่วยพยุงโครงสร้างทั้งหมด และเป็นเส้นทางของระบบประสาทที่สำคัญ แต่หลายครั้งเรากลับทำร้ายกระดูกสันหลังโดยไม่รู้ตัว วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึก 3 ส่วนสำคัญของกระดูกสันหลัง พร้อมเช็กพฤติกรรมอันตรายที่คุณอาจกำลังทำอยู่ทุกวัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ 1. กระดูกสันหลังส่วนบน (คอและบ่า) จุดเริ่มต้นของอาการหัวยื่น-คอเสื่อม กระดูกสันหลังส่วนคอเป็นส่วนที่มีความยืดหยุ่นสูง แต่ก็เปราะบางมากเช่นกัน เพราะต้องแบกรับน้ำหนักของศีรษะตลอดเวลา พฤติกรรมยอดฮิตที่ทำร้ายส่วนนี้ ได้แก่ 2. กระดูกสันหลังส่วนกลาง (อกและหลังช่วงบน) ตัวการของบุคลิกภาพที่เสียไป กระดูกสันหลังส่วนอกเป็นส่วนที่เชื่อมต่อกับซี่โครง มีหน้าที่ปกป้องอวัยวะภายใน แต่พฤติกรรมทำลายสุขภาพเหล่านี้กำลังทำให้หลังของคุณค่อมลงเรื่อย ๆ 3. กระดูกสันหลังส่วนล่าง (เอวและสะโพก) ฐานรากที่เสี่ยงบาดเจ็บและพังทลายง่ายที่สุด กระดูกส่วนเอวเป็นส่วนที่รับน้ำหนักตัวมากที่สุดในบรรดากระดูกสันหลังทั้งหมด จึงเป็นบริเวณที่เกิดอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้บ่อยที่สุด เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ ปรับพฤติกรรมวันนี้ ก่อนจะสายเกินแก้ การดูแลรักษากระดูกสันหลังไม่ใช่เรื่องยาก แค่เริ่มจากการปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวัน เช่น ยกมือถือให้อยู่ในระดับสายตา เพื่อลดการก้มคอ ปรับท่านั่งให้หลังตรง พยายามลุกขึ้นขยับร่างกายทุก ๆ 45-50…
ทุกครั้งที่ตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะเริ่มหันมาดูแลสุขภาพและฟิตหุ่นอย่างจริงจัง คำถามแรกที่มักจะผุดขึ้นมาในหัวคือ ควรออกกำลังกายตอนไหนดีที่สุด? บางคนก็บอกว่าตอนเช้าสิ ถึงจะเบิร์นดี บางคนแย้งว่าตอนเย็นสิ ร่างกายตื่นตัว และมีแรงกว่า การออกกำลังกายตอนเช้าและตอนค่ำ ต่างก็มีข้อดีและข้อควรระวังที่แตกต่างกัน วันนี้ลุงจะพาไปพบคำตอบว่า ช่วงเวลาที่เหมาะในการออกกำลังกาย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณคือช่วงเวลาไหน ออกกำลังกายตอนเช้าดียังไง? สำหรับคนตื่นเช้าที่ชอบเริ่มต้นวันใหม่ด้วยพลังบวก การตื่นมาออกกำลังกายตอนเช้า ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมครับ ซึ่งมีข้อดี และข้อควรระวังดังนี้ ข้อดีของการออกกำลังกายตอนเช้า ข้อควรระวังของสายตื่นเช้า ออกกำลังกายตอนค่ำดียังไง? สำหรับคนวัยทำงาน หรือคนที่ไม่ใช่สายตื่นเช้า การใช้เวลาช่วงเย็นหรือค่ำหลังเลิกงานมาสะบัดเหงื่อถือเป็นช่วงเวลายอดนิยมครับ ข้อดีของการออกกำลังกายตอนค่ำ ข้อควรระวังของสายเบิร์นดึก หากจะหาคำตอบว่าระหว่างตอนเช้าหรือตอนค่ำ ออกกำลังกายตอนไหนดีกว่ากัน คำตอบที่ดีที่สุดคือ ช่วงเวลาที่เราสะดวกที่สุด และสามารถทำได้สม่ำเสมอ นั่นเองครับ กฎเหล็กสำคัญในการดูแลสุขภาพคือ ไม่ต้องคิดมากเรื่องช่วงเวลาออกกำลังกาย เพราะการมัวแต่ลังเล ตั้งเงื่อนไข หรือกังวลกับทฤษฎีมากเกินไป สุดท้ายมักจะจบด้วยการไม่ได้ออกกำลังกายเลย ไม่ว่าคุณจะมีเวลาว่างตอนไหน ขอแค่จัดเวลาวันละ 30-45 นาที แล้วออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง แค่นี้ร่างกายที่แข็งแรงและหุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์มก็อยู่ไม่ไกลแล้วครับ
เคยสงสัยไหมว่า ในแต่ละวันเราต้องเจอเชื้อโรคมากมายแค่ไหน? หลายคนดูแลตัวเองอย่างดี อาบน้ำวันละสองหน ขัดผิวจนเนียนกริบ แต่กลับมองข้ามสิ่งของใกล้ตัวที่หยิบจับอยู่ตลอดเวลา รู้หรือไม่ว่าของใช้ในชีวิตประจำวันบางอย่างสะสมเชื้อโรคไว้มากกว่าที่เราคิดเสียอีก วันนี้ลุงจะพาไปส่องสิ่งใกล้ตัวที่ต้องรีบล้าง ที่อ่านแล้วจะทำให้คุณอยากรีบวิ่งไปหยิบน้ำยาฆ่าเชื้อมาทำความสะอาดแทบไม่ทัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย 1. โทรศัพท์มือถือ แหล่งสะสมเชื้อโรคเคลื่อนที่ (ต้องล้างทุกวัน) ปัจจุบันมือถือคืออวัยวะที่ 33 ของคนยุคนี้ เราจับมันแทบจะตลอดเวลา ไม่ว่าจะตอนกินข้าว ตอนทำงาน หรือแม้กระทั่งตอนเข้าห้องน้ำ พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้สมาร์ทโฟนเครื่องโปรดของคุณกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคชั้นดี ผลวิจัยพบว่าโทรศัพท์มือถืออาจมีเชื้อโรคสะสมเกินค่ามาตรฐานทั่วไปสูง 10 เท่า ควรใช้น้ำยาทำความสะอาดสำหรับหน้าจอมือถือโดยเฉพาะ เช็ดทำความสะอาดทุกวัน และที่สำคัญควรล้างมือทุกครั้ง หลังให้คนอื่นยืมมือถือไปใช้งาน 2. สายฉีดชำระ สมรภูมิรบในห้องน้ำ (ต้องล้างทุกอาทิตย์) สิ่งนี้คือสิ่งที่คนไทยที่ขาดไม่ได้เวลาเข้าห้องน้ำ แต่รู้ไหมว่าภายในนั้นอาจไม่สะอาดอย่างที่คิด โดยเฉพาะสายฉีดในห้องน้ำสาธารณะ ที่ผ่านมือ (และตูด) ผู้คนมาอย่างโชกโชน มีการตรวจพบว่าสายฉีดชำระมีเศษอุจจาระติดอยู่มากกว่า 85% เลยทีเดียว ควรทำความสะอาดหัวฉีด และสายฉีดเป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคฉีดพ่นทิ้งไว้ แล้วใช้แปรงสีฟันเก่าที่ไม่ใช้แล้ว ค่อย ๆ ขัดตามซอกมุม เพื่อขจัดคราบสกปรก 3. คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ สกปรกกว่าฝารองนั่งชักโครก (ต้องล้างทุกเดือน)…
แต่ละวันหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่เราต้องเผชิญกับเสียงต่าง ๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงเพลงจากหูฟัง เสียงการจราจรที่คับคั่ง หรือแม้แต่เสียงเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน หลายคนอาจมองว่าเสียงเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่รู้หรือไม่ว่า เสียงที่เราได้ยินอยู่ทุกวัน มีพลังทำลายหูกว่าที่คิด หากมันดังเกินขีดจำกัดที่หูของเราจะรับไหว วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกระดับความดังของเสียงในหน่วยเดซิเบลกัน ว่าเสียงแบบไหนปลอดภัย เสียงระดับไหนที่ทำลายระบบประสาทการได้ยินของเราให้พัง ทำความรู้จักเดซิเบล หน่วยวัดพลังของเสียง เดซิเบล (dB) คือหน่วยที่ใช้วัดความเข้มหรือความดังของเสียง โดยปกติหูของมนุษย์สามารถรับเสียงที่ปลอดภัยได้ที่ระดับไม่เกิน 75-80 เดซิเบล หากสูงกว่านั้น และต้องฟังเป็นเวลานาน โครงสร้างภายในรูหู โดยเฉพาะเซลล์ขนในหูชั้นในจะเริ่มถูกทำลาย เป็นจุดเริ่มต้นของอาการหูตึงหรือหูดับ ระดับเดซิเบลที่ต้องระวัง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาดูกันว่าเสียงในชีวิตประจำวันรอบตัวเรามีระดับกี่เดซิเบล ส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง วิธีปกป้องหูให้ปลอดภัยจากมลพิษทางเสียง ในเมื่อเราต้องใช้ชีวิตท่ามกลางเสียงดังอย่างเลี่ยงไม่ได้ การดูแลตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ ลองทำตามคำแนะนำง่าย ๆ เหล่านี้เพื่อถนอมหูให้อยู่ไปนาน ๆ










