เวลาเจ็บคอ มีไข้ หรือปวดกล้ามเนื้อ เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเดินเข้าไปในร้านขายยาแล้วพูดประโยคยอดฮิตนี้ว่า “ขอยาแก้อักเสบหน่อยครับ/ค่ะ” แล้วก็ได้ยาแคปซูลสีฟ้า-เขียว หรือสีแดง-ดำ กลับมาทานที่บ้าน แต่รู้หรือไม่ว่า… ยาที่คุณเพิ่งกินเข้าไปนั้น อาจไม่ใช่ “ยาแก้อักเสบ” แต่เป็น “ยาฆ่าเชื้อ” หรือยาปฏิชีวนะต่างหาก! ความเข้าใจผิดที่คิดว่ายาสองชนิดนี้เป็นยาตัวเดียวกันและใช้แทนกันได้ เกิดขึ้นกับคนไทยมาอย่างยาวนาน จนบางครั้งเราเผลอกินยาผิดประเภท นอกจากจะไม่ช่วยให้หายป่วยแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ยาและวิกฤต “เชื้อดื้อยา” ที่อาจอันตรายถึงชีวิตอีกด้วย วันนี้ลุงจะพามาเจาะลึกเปรียบเทียบมวยคู่เอก ยาแก้อักเสบ VS ยาฆ่าเชื้อ แบบเข้าใจง่ายๆ เพื่อสุขภาพที่ดีและปลอดภัยของคุณกันครับ 1. ยาแก้อักเสบ – ลดปวด ลดไข้ แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อโรค เริ่มต้นกันที่ ยาแก้อักเสบ (Anti-inflammatory drugs) ยาตัวนี้ทำหน้าที่ตรงตามชื่อเลยครับ คือช่วยลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย ลดอาการปวด บวม แดง ร้อน และช่วยลดไข้ได้ดี แต่สิ่งที่หลายคนมักเข้าใจผิดคือ ยาแก้อักเสบนี้ “ไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคใดๆ ทั้งสิ้น” ไม่ว่าจะเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส เราควรใช้ยาแก้อักเสบเมื่อไหร่? ตัวอย่างยาแก้อักเสบที่คุ้นหู ได้แก่ แอสไพริน (Aspirin),…
Category Archives: Fun Fact
เคยไหมครับ? ก่อนออกจากบ้านต้องเปิดตารางสีเสื้อมงคล ดูว่าวันนี้ควรใส่สีอะไรเพื่อเสริมความมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องความรัก หรือเรื่องโชคลาภ วงการสีมงคลในบ้านเรานั้นเติบโตและทรงอิทธิพลอย่างมาก จนหลายคนตั้งคำถามขึ้นมาในใจว่า วงการสีมงคลมันมีอยู่จริงหรือเปล่า? หรือเป็นแค่เรื่องที่เราคิดไปเอง? วันนี้เราจะพักเรื่องของโชคลางไว้สักครู่ แล้วลองหันมามองในมุมของวิทยาศาสตร์และจิตวิทยากันดูบ้าง เพราะแท้จริงแล้วสีสันที่เราเห็นอยู่ทุกวัน มีอิทธิพลต่อสมองและอารมณ์ของเราอย่างน่าทึ่ง และนี่คือเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายว่าทำไมสีถึงส่งผลต่อชีวิตเราได้มากมายขนาดนี้ครับ วิทยาศาสตร์อธิบายเรื่องพลังแห่งสี ในทางวิทยาศาสตร์ อารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อเรามองเห็นสีต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเวทมนตร์ แต่เป็นกระบวนการทำงานของร่างกายและสมองที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ดังนี้ครับ อารมณ์ของ 4 สีรอบตัว: สีไหนส่งผลอย่างไรกับใจเราบ้าง? นักจิตวิทยาได้ทำการศึกษาและแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับอิทธิพลของสีหลัก ๆ ที่เราพบบ่อยในชีวิตประจำวันไว้ ซึ่งแต่ละสีก็ทำหน้าที่กระตุ้นความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้ 1. สีน้ำเงิน: สีแห่งความสงบ ปลอดภัย และเป็นระเบียบเรียบร้อย เคยสังเกตไหมครับว่าทำไมแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย ธนาคาร หรือองค์กรใหญ่ ๆ ถึงนิยมใช้สีน้ำเงิน? นั่นก็เพราะสีน้ำเงินเป็นสีที่ให้ความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ และทำให้จิตใจของเราเข้าสู่สภาวะสงบ มีสมาธิ พร้อมสำหรับการจัดการสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย 2. สีแดง: สีแห่งความตื่นเต้น มีแรง และพลังงานล้นเหลือ หากคุณต้องการความกระตือรือร้น…
สำหรับคอกาแฟหลายคน การเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยกาแฟหอมกรุ่นสักแก้ว ถือเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว แต่เคยสังเกตตัวเองไหมว่า ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เรานอนตื่นสาย หรือวันไหนที่งานยุ่งจัดจนไม่มีเวลาแวะร้านกาแฟ จู่ๆ อาการปวดหัวตึ้บก็มาเยือนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย บางคนปวดร้าวลามไปถึงเบ้าตา ปวดขมับจนคิดว่าตัวเองเป็นไมเกรนรุนแรงหรือเปล่า? จริงๆ แล้ว อาการนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการในทางการแพทย์ว่าอาการถอนคาเฟอีน (Caffeine Withdrawal Headache) ซึ่งเกิดขึ้นกับคนนับล้านทั่วโลก วันนี้ลุงจะมาเจาะลึกกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจง่ายสุดๆ จากข้อมูลอินโฟกราฟิกของ Jones’ Salad ว่าทำไมแค่ขาดกาแฟแก้วเดียว ถึงทำให้เรารู้สึกหัวจะระเบิดได้ขนาดนี้ พร้อมวิธีรับมือที่คุณสามารถทำตามได้ทันที ทำไมกาแฟถึงควบคุมหลอดเลือดในสมองเราได้? เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราต้องย้อนกลับไปดูตอนที่เรากำลังเพลิดเพลินกับการดื่มกาแฟในแต่ละวัน ร่างกายของเราจะมีกลไกการทำงานที่เปลี่ยนไปเพราะสารที่ชื่อว่าคาเฟอีน ดังนี้ครับ อยากลดกาแฟ เลิกอย่างไรไม่ให้ปวดหัวทรมาน? หลายคนพอเจออาการปวดหัวเล่นงาน ก็มักจะตัดสินใจหักดิบเลิกดื่มไปเลย ซึ่งเป็นวิธีที่ทรมานร่างกายอย่างยิ่ง วิธีป้องกันอาการปวดหัวที่ดีที่สุดคือการค่อยๆ ลด อย่าหักดิบ โดยมีเทคนิคง่ายๆ ดังนี้ 3 วิธีแก้ปวดหัวฉบับเร่งด่วน เมื่อเผลอหักดิบไปแล้ว ถ้าคุณตื่นมาแล้วปวดหัวตึ้บไปแล้ว และไม่อยากยอมแพ้กลับไปพึ่งกาแฟแก้วใหม่ นี่คือ 3 วิธีธรรมชาติบำบัดที่จะช่วยกู้ชีพคุณได้ทันที ประโยชน์อีกด้าน คาเฟอีนคือยาลดปวดชั้นยอด หากใช้ให้เป็น อ่านมาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งเกลียดกาแฟกันนะครับ เพราะวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า หากเราได้รับคาเฟอีนในปริมาณที่เหมาะสมและพอดี มันจะช่วยลดอาการปวดหัวและปวดไมเกรนได้สูงถึง 40%…
เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมร่างกายของมนุษย์เราที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการมาอย่างชาญฉลาดและซับซ้อน ถึงยังมีบางส่วนที่ดูเหมือนจะสร้างแต่ปัญหามากกว่าสร้างประโยชน์? ตั้งแต่ฟันคุดที่คอยแต่จะอักเสบ ไปจนถึงไส้ติ่งที่พร้อมจะระเบิดตัวเองได้ทุกเมื่อ สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานชั้นดีที่แสดงว่า ร่างกายของเรากำลังอยู่ในช่วงปรับตัว และมีอวัยวะหลายชิ้นที่กำลังจะกลายเป็นขยะวิวัฒนาการที่ธรรมชาติเตรียมโละทิ้ง ร่างกายมนุษย์ก็คล้ายกับสังคมที่เราอยู่ มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อะไรที่ไม่ได้ใช้ นานวันเข้าก็จะถูกลดทอนความสำคัญลงไปเรื่อยๆ วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปส่อง 5 อวัยวะและกล้ามเนื้อส่วนเกินที่แทบไม่มีประโยชน์กับมนุษย์ยุคปัจจุบัน และกำลังจะหายไปตามกาลเวลา จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย 1. ฟันคุด (Wisdom Teeth): ฝันร้ายในช่องปากที่ไม่มีใครต้องการ สำหรับใครที่เคยผ่านประสบการณ์ผ่าฟันคุดมา คงจะซาบซึ้งถึงความเจ็บปวดนี้ดี ในอดีตบรรพบุรุษของเราต้องใช้ฟันกรามซี่ในสุดนี้ในการบดเคี้ยวอาหารดิบๆ ที่เหนียวและแข็ง เช่น เนื้อสัตว์ดิบ รากไม้ หรือเปลือกไม้หนาๆ แต่เมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการใช้ไฟและทำอาหารให้สุกและอ่อนนุ่มลง ขากรรไกรของเราจึงค่อยๆ หดเล็กลงตามวิวัฒนาการ ทำไมต้องเอาออก?: เมื่อขากรรไกรเล็กลง แต่จำนวนฟันเท่าเดิม ฟันคุดจึงไม่มีที่ขึ้น มันจึงพยายามแทรกตัวขึ้นมาในแนวเฉียงหรือแนวนอน ส่งผลให้ฟันล้ม เก ฟันผุ และอักเสบปวดบวม ทางออก: ทันตแพทย์ส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ผ่าหรือถอนออกทันที เพราะเก็บไว้ก็มีแต่จะสร้างปัญหา 2. ไส้ติ่ง (Appendix): ระเบิดเวลาที่ไม่มีหน้าที่ชัดเจน ไส้ติ่งเคยเป็นอวัยวะสำคัญในระบบย่อยอาหารของบรรพบุรุษที่กินพืชเป็นหลัก โดยทำหน้าที่ช่วยย่อยเซลลูโลส แต่สำหรับมนุษย์ยุค 5G ที่กินชาบู…
เคยกังวลไหมเวลาจะออกจากบ้าน? ท้องฟ้าตอนเช้าแดดส่องแสงใสแจ๋ว แต่พอตกบ่ายกลับมืดครึ้มเหมือนฉากในหนังวันสิ้นโลก พยากรณ์อากาศในสมาร์ตโฟนก็บอกว่ามีโอกาสฝนตกแค่ 20% แต่เอ๊ะ! ทำไมฝนกลับเทลงมาซะอย่างนั้น จนทำให้เราต้องวิ่งหลบฝนกันจลาจล วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปสวมบทบาทเป็นนักอุตุนิยมวิทยาจำเป็น ด้วยการสังเกตสิ่งรอบตัวผ่านสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ ที่บอกล่วงหน้าได้ค่อนข้างแม่นยำเลยว่าฝนกำลังจะมาเยือนแล้ว เตรียมร่มของคุณให้พร้อม แล้วไปดูวิธีเช็กสภาพอากาศฉบับพึ่งพาธรรมชาติกันเลย 5 สัญญาณเตือนภัยธรรมชาติว่าฝนกำลังจะตก 1. เช็กสีของท้องฟ้า และสัมผัสความอบอ้าว ก่อนที่หยาดฝนจะร่วงหล่นลงมา ท้องฟ้ามักจะส่งสัญญาณเตือนเราล่วงหน้าเสมอ สัญญาณแรกที่สังเกตได้ชัดเจนที่สุดคือ สีของท้องฟ้า หากคุณตื่นมาตอนเช้าตรู่หรือมองท้องฟ้ายามเย็นแล้วเห็นฟ้ากลายเป็นสีแดงเข้มหรือส้มแดงจัด นั่นคือสัญญาณเตือนว่าสภาพอากาศในชั้นบรรยากาศกำลังแปรปรวนและมีความชื้นสูงมาก นอกจากนี้ หากในตอนกลางวันคุณรู้สึกว่าอากาศมันช่างร้อนอบอ้าว เหนียวเนื้อเหนียวตัวเป็นพิเศษ ลมก็นิ่งสนิทจนอึดอัด นั่นเป็นเพราะความชื้นในอากาศกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้อุณหภูมิรอบตัวเราอบอ้าว ซึ่งเป็นสภาวะที่เอื้อต่อการก่อตัวของพายุฝนนั่นเอง 2. สังเกตก้อนเมฆ เมฆยิ่งต่ำ ยิ่งดำ ยิ่งต้องระวัง ก้อนเมฆบนฟ้าสามารถบอกเล่าเรื่องราวสภาพอากาศได้ดีที่สุด ถ้าวันไหนคุณแหงนมองท้องฟ้าแล้วพบพฤติกรรมของก้อนเมฆเหล่านี้ เตรียมตัวหาที่ร่มได้เลย ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการสะสมตัวของละอองน้ำปริมาณมหาศาลในก้อนเมฆจนมันเริ่มหนักและหนาแน่น แสงอาทิตย์ไม่สามารถส่องทะลุผ่านได้ เมฆจึงมีสีดำเข้มและลอยต่ำลงเพื่อเตรียมกลั่นตัวเป็นหยดน้ำฝนลงมาถล่มเราในไม่ช้า 3. ทิศทางการปลิวของใบไม้ (พัดย้อนศรจากล่างขึ้นบน) ข้อนี้หลายคนอาจจะไม่เคยสังเกตมาก่อน แต่ขอบอกเลยว่าเป็นสัญญาณที่วิทยาศาสตร์อธิบายได้และแม่นยำมาก! ตามปกติแล้วเวลาลมพัด ใบไม้หรือเศษฝุ่นมักจะปลิวไปในแนวราบหรือร่วงหล่นลงสู่พื้นตามแรงโน้มถ่วง แต่ถ้าฝนใกล้จะตก ลมพายุจะเริ่มก่อตัวและเกิดกระแสลมหมุนเวียนที่เรียกว่า Updraft หรือกระแสลมที่พัดย้อนศรจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน หากคุณสังเกตเห็นใบไม้แห้งบนพื้น ปลิวว่อนลอยสูงขึ้นไปในอากาศจากข้างล่างขึ้นข้างบน…
แตงกวา ผักเคียงคู่โต๊ะอาหารไทยที่ไม่ว่าจะกินคู่กับน้ำพริกถ้วยโปรด ใส่ในจานข้าวมันไก่ หรือนำมาทำสลัดจานโปรด ก็ช่วยเพิ่มความสดชื่นฉ่ำน้ำได้เป็นอย่างดี แต่เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะเคยเจอกับประสบการณ์สุดเซ็ง เมื่อกัดแตงกวาเข้าไปคำโตแล้วพบกับรสชาติขมปี๋ จนแทบอยากจะคายทิ้งทันที รสขมนี้มาจากไหน? แล้วเราจะเลือกแตงกวาอย่างไรให้ได้ลูกที่หวาน กรอบ อร่อย และได้ประโยชน์ต่อสุขภาพแบบเต็มๆ วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปไขความลับและเรียนรู้เคล็ดลับดีๆ กันครับ ทำไมแตงกวาถึงขม? เคยสงสัยไหมว่าทำไมแตงกวาบางลูกถึงมีรสขม? ความจริงแล้ว รสขมนี้เกิดจากสารเคมีธรรมชาติชนิดหนึ่งที่อยู่ในยางแตงกวา ซึ่งต้นแตงกวาสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันตัวเองจากแมลงและศัตรูพืชตามธรรมชาตินั่นเอง โดยสารนี้มักจะสะสมอยู่บริเวณขั้ว เปลือก และปลายผล ซึ่งหากแตงกวาได้รับการดูแลไม่ดี ขาดน้ำ หรือถูกเก็บไว้นานเกินไป รสขมนี้ก็จะมีปริมาณเข้มข้นขึ้นจนเราสังเกตได้ชัดเจนนั่นเอง ประโยชน์สุดว้าวของแตงกวา แตงกวาไม่ได้มีดีแค่ความกรอบและสดชื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นผักสมุนไพรที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารมากมาย จนเราอยากแนะนำให้คุณทานทุกวัน มีน้ำเป็นส่วนประกอบกว่า 95%: แตงกวาช่วยเติมน้ำให้ร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม เหมาะสำหรับทานเพื่อแก้กระหาย ป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยลดอาการเวียนหัวที่เกิดจากการขาดน้ำหรือสภาพอากาศร้อนจัดได้ดีมาก อุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารหลายชนิด: โดยเฉพาะวิตามิน K ที่มีสูงถึง 19% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน ซึ่งช่วยบำรุงกระดูกและการแข็งตัวของเลือดให้ทำงานได้ปกติ แคลต่ำ…มิตรแท้ของคนควบคุมน้ำหนัก: แตงกวา 1 ถ้วย ให้พลังงานเพียง 16 Kcal เท่านั้น! จึงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับการนำมาจัดเป็นเมนูคุมน้ำหนัก…
ช่วงหน้าฝนหรือเวลาที่บ้านมีความชื้นสูง ๆ หลายคนมักจะเจอกับเหล่าสมาชิกแก๊งร้อยขา ที่ชอบคลานยั้วเยี้ยตามพื้นห้องน้ำ สวนหลังบ้าน หรือซอกมุมอับต่าง ๆ จนชวนขนลุก แต่รู้หรือไม่ว่าเจ้าสัตว์ตัวยาว ๆ มีขาเยอะ ๆ ที่เราเห็นบ่อย ๆ นั้น มีหน้าตาและพฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางตัวเป็นมิตรเงียบ ๆ ที่ช่วยพรวนดิน แต่บางตัวก็พกพิษสงมาเต็มเปี่ยมจนน่ากลัว วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาสวมบทบาทนักสืบธรรมชาติ แยกแยะให้ออกระหว่าง กิ้งกือ, ตะเข็บ และ ตะขาบ ว่าพวกมันมีความแตกต่างกันอย่างไร ไลฟ์สไตล์แบบไหน และถ้าโชคร้ายโดนกัดขึ้นมาจะต้องรับมืออย่างไรบ้าง มาดูกันเลยครับ 1. กิ้งกือ (Millipede): พี่ใหญ่สายหวาน ผู้รักสันโดษ เริ่มต้นกันที่พี่ใหญ่ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอย่างกิ้งกือ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่หลายคนกลัว แต่จริง ๆ แล้วน้องไม่มีพิษมีภัยและรักสงบมากครับ ลักษณะเด่น: ร่างกลมยาว ไม่มีกระดูกสันหลัง ใน 1 ปล้องของลำตัวจะมีขาถึง 2 คู่ (ยกเว้นปล้องแรกที่ไม่มีขา) และทีเด็ดคือ เวลาตกใจหรือโดนสัมผัส น้องจะขดตัวเป็นวงกลมทันทีเพื่อป้องกันตัว ไลฟ์สไตล์: ชอบอาศัยอยู่ตามที่ชื้น ๆ…
เคยไหมครับ? เวลาที่กำลังนอนหลับสบายแล้วมีเสียงหึ่งๆ ของยุงบินผ่านหู หรือจังหวะที่เปิดประตูห้องครัวแล้วเจอปีเตอร์ แมลงสาบตัวร้ายกางปีกเตรียมแลนดิ้งใส่ วินาทีนั้นเรามักจะตะโกนถามฟ้าดินในใจว่า “สัตว์พวกนี้มันเกิดมาทำไมเนี่ย?!” แต่ขึ้นชื่อว่าธรรมชาติแล้ว ไม่มีสิ่งใดถูกสร้างมาโดยไม่มีเหตุผลครับ วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปสวมบทบาทเป็นนักสืบสายธรรมชาติ ค้นหาคำตอบและความดีความชอบลับๆ ของเหล่าสิ่งมีชีวิตที่เรามักจะย่นจมูกใส่ 1. แมลงสาบ: นักกำจัดขยะแห่งอนาคต แม้จะเป็นฝันร้ายของใครหลายคน แต่ในเชิงระบบนิเวศแล้ว แมลงสาบเปรียบเสมือนพนักงานเก็บกวาดขยะระดับมือโปร 2. แมลงวัน: คุณหมอตัวจิ๋วและนักสืบมือฉกาจ เรามักมองว่าแมลงวันเป็นพาหะนำโรค แต่ในทางการแพทย์และกระบวนการยุติธรรม พวกมันมีประโยชน์มหาศาล:\n 3. ยุง: นักผสมเกสรและผู้ค้ำจุนห่วงโซ่อาหาร ก่อนจะตบยุงตัวต่อไป ลองมาฟังเรื่องนี้ก่อนครับ เพราะไม่ใช่ยุงทุกตัวที่จ้องจะดูดเลือดเรา 4. ปลิงทะเล: เครื่องดูดฝุ่นแห่งมหาสมุทร ปลิงทะเลหน้าตาเฉื่อยชาตัวนี้ คือผู้พิทักษ์แนวปะการังตัวจริงเสียงจริง 5. ปลวก: วิศวกรดินผู้เปลี่ยนซากไม้ให้เป็นปุ๋ย แม้จะเป็นศัตรูตัวร้ายของคนรักบ้านไม้ แต่ในป่าใหญ่ ปลวกคือผู้สร้างชีวิตใหม่ 6. คนโสด เกิดมาทำไม? หลังจากเข้าใจบทบาทของเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ไปแล้ว หลายคนอาจจะเริ่มหันกลับมามองตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มประชากรคนโสดที่มักจะโดนแซวบ่อยๆ ว่า แล้วเราล่ะ… เกิดมาทำไมในโลกใบนี้? หน้าที่ของคนโสดคือการบริหารเสน่ห์ ดูแลตัวเองให้ดูดี มีสไตล์ ใช้ชีวิตอิสระแบบสับๆ ชนิดที่ว่าใครเห็นก็ต้องเหลียวมอง…
สังเกตไหมเวลาเดินทางไปต่างประเทศ เสียงแตรรถยนต์ที่ได้ยินบนถนนมีโทนเสียง จังหวะ และความถี่ที่ต่างกัน บางประเทศบีบกันจนเป็นเรื่องปกติ บางประเทศแค่บีบแตรเบา ๆ ก็อาจทำให้คนหันมามองทั้งถนน บางประเทศบีบแตรแล้วอาจติดคุก วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกวัฒนธรรมการบีบแตรสุดแปลกจาก 4 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย ญี่ปุ่น เวียดนาม และไทย มาดูกันว่าเสียงแตรรรรร ของแต่ละที่เขาสื่อสารอะไรกัน อินเดีย: สวรรค์แห่งเสียงแตร บีบฉ่ำ เฉลี่ยทุก 2.5 วิ หากมีโอกาสได้ไปเที่ยวอินเดีย สิ่งแรกที่รอต้อนรับคือเสียงแตรที่ดังระงมอยู่ตลอดเวลา สำหรับคนอินเดียแล้ว เสียงแตรไม่ได้หมายถึงความโกรธ หรือการหาเรื่อง แต่มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตธรรมดาบนท้องถนน ผลสำรวจเผยว่า คนอินเดีย 91% มองว่าการบีบแตรเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในการขับขี่ ที่นี่ใช้การบีบแตรเพื่อเตือน บอกตำแหน่ง สื่อสารระหว่างคัน หรือแม้กระทั่งใช้ทักทายกัน บนถนนอินเดียมีการบีบแตรเฉลี่ยสูงถึง 2.5 วินาทีต่อครั้งเลยทีเดียว เรียกได้ว่าถ้าใครไม่บีบแตร จะดูเป็นคนแปลกแยกไปเลย 2. ญี่ปุ่น: แดนแห่งความสงบ บีบมั่วซั่วมีสิทธิ์ติดคุก 5 ปี ประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบวินัยและความเกรงใจขั้นสุด วัฒนธรรมการใช้แตรของที่นี่แตกต่างจากอินเดียแบบคนละขั้วโลกเลย คนญี่ปุ่นจะบีบแตรเฉพาะในจุดที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น เช่น ทางโค้งอับสายตาที่มีป้ายเตือนให้บีบแตร…
เรามักได้ยินคนบ่นว่า “เมื่อก่อนโลกน่าอยู่กว่านี้ ไม่มีโรคภัย ไม่มีมลพิษ ผู้คนก็มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่” ความรู้สึกโหยหาอดีต หรือ Nostalgia เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ครับ แต่หากเราลองกลับไปมองประวัติศาสตร์ และตัวเลขสถิติที่เกิดขึ้นจริง เราอาจจะเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะในอดีตอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่เราเข้าใจเลย วันนี้ลุงจะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปพิสูจน์ว่าสมัยก่อนกับสมัยนี้ สมัยไหนที่แย่กว่ากัน ผ่าน 4 เรื่องราวที่จะทำให้คุณรักชีวิตในปัจจุบันมากขึ้นเป็นกอง ยุคนี้มีโควิด แต่ยุคก่อนเจอ “กาฬโรค” ล้างโลก เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มนุษยชาติเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 ที่สร้างความลำบากไปทั่วโลก หลายคนมองว่ายุคเก่าช่างโชคดีที่ไม่ต้องเจอกับโรคนี้ แต่ความจริงในอดีตน่ากลัวกว่ามาก โดยเฉพาะเหตุการณ์ระบาดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์อย่าง กาฬโรค (Black Death) ในศตวรรษที่ 14 กาฬโรคระบาด คร่าชีวิตคนในทวีปยุโรปไปครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด คิดเป็นจำนวนราว 25-50 ล้านคน ยุคนั้นมนุษย์ยังไม่มีความรู้เรื่องเชื้อโรค ไม่มีวัคซีน ไม่มียาปฏิชีวนะ การเจ็บป่วยจึงเท่ากับความตาย ต่างจากปัจจุบันที่เรามีระบบสาธารณสุขและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาไปไกลมาก สมัยก่อนไม่มี PM 2.5 แต่มี “หมอกพิษถล่มลอนดอน” ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM 2.5 กลายเป็นปัญหาระดับโลกในปัจจุบัน จนหลายคนคิดว่าในอดีตคงมีแต่อากาศบริสุทธิ์ แต่ความจริงมลพิษทางอากาศในอดีตเคยรุนแรงกว่าปัจจุบันหลายเท่าตัว ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ…
- 1
- 2










