เคยตื่นนอนมาพร้อมกับอาการปวดคอ ทำงานหน้าจอไม่ทันไรก็ต้องเอามือบีบนวดบ่า หรือพอนั่งเก้าอี้นาน ๆ ก็รู้สึกปวดร้าวที่หลังส่วนล่างไหมครับ อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของอายุ แต่มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายว่ากระดูกสันหลังของคุณกำลังถูกทำร้ายอย่างหนักจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน กระดูกสันหลังเปรียบเสมือนเสาเข็มของร่างกายที่ช่วยพยุงโครงสร้างทั้งหมด และเป็นเส้นทางของระบบประสาทที่สำคัญ แต่หลายครั้งเรากลับทำร้ายกระดูกสันหลังโดยไม่รู้ตัว วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึก 3 ส่วนสำคัญของกระดูกสันหลัง พร้อมเช็กพฤติกรรมอันตรายที่คุณอาจกำลังทำอยู่ทุกวัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ 1. กระดูกสันหลังส่วนบน (คอและบ่า) จุดเริ่มต้นของอาการหัวยื่น-คอเสื่อม กระดูกสันหลังส่วนคอเป็นส่วนที่มีความยืดหยุ่นสูง แต่ก็เปราะบางมากเช่นกัน เพราะต้องแบกรับน้ำหนักของศีรษะตลอดเวลา พฤติกรรมยอดฮิตที่ทำร้ายส่วนนี้ ได้แก่ 2. กระดูกสันหลังส่วนกลาง (อกและหลังช่วงบน) ตัวการของบุคลิกภาพที่เสียไป กระดูกสันหลังส่วนอกเป็นส่วนที่เชื่อมต่อกับซี่โครง มีหน้าที่ปกป้องอวัยวะภายใน แต่พฤติกรรมทำลายสุขภาพเหล่านี้กำลังทำให้หลังของคุณค่อมลงเรื่อย ๆ 3. กระดูกสันหลังส่วนล่าง (เอวและสะโพก) ฐานรากที่เสี่ยงบาดเจ็บและพังทลายง่ายที่สุด กระดูกส่วนเอวเป็นส่วนที่รับน้ำหนักตัวมากที่สุดในบรรดากระดูกสันหลังทั้งหมด จึงเป็นบริเวณที่เกิดอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้บ่อยที่สุด เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ ปรับพฤติกรรมวันนี้ ก่อนจะสายเกินแก้ การดูแลรักษากระดูกสันหลังไม่ใช่เรื่องยาก แค่เริ่มจากการปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวัน เช่น ยกมือถือให้อยู่ในระดับสายตา เพื่อลดการก้มคอ ปรับท่านั่งให้หลังตรง พยายามลุกขึ้นขยับร่างกายทุก ๆ 45-50…
Category Archives: Disease
อาการนอนกรนเสียงดัง สะดุ้งตื่นกลางดึก หรือรู้สึกอ่อนเพลียเหมือนนอนไม่พอ ทั้งที่นอนครบ 8 ชั่วโมง อาจไม่ได้เกิดจากความเหนื่อยล้าธรรมดา แต่อาจมีสาเหตุมาจากภาวะลิ้นอ้วน (Fat Tongue) ที่เราไม่เคยรู้ตัวมาก่อน คำว่าลิ้นอ้วน อาจฟังดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่ในทางการแพทย์แล้ว นี่คือหนึ่งในภัยเงียบที่ทำลายสุขภาพการนอน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) ซึ่งอันตรายถึงชีวิต วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกว่าคนลิ้นอ้วนคืออะไร ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไรครับ ทำไมลิ้นถึงอ้วนได้? หลายคนอาจจะคิดว่า เวลาเราน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ไขมันจะไปสะสมอยู่ตามพุง ต้นแขน ต้นขา หรือใบหน้าเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว อวัยวะในช่องปากอย่างลิ้นก็สามารถอ้วนขึ้นได้เช่นกัน เมื่อร่างกายของเรามีไขมันสะสมในปริมาณมาก ไขมันเหล่านั้นจะเข้าไปแทรกอยู่ตามกล้ามเนื้อลิ้น ทำให้ลิ้นมีขนาดใหญ่ หนา และมีน้ำหนักมากขึ้น ซึ่งลิ้นที่อ้วนจะสร้างปัญหาใหญ่ในตอนที่เราหลับ เมื่อลิ้นอ้วนปิดกั้นทางเดินหายใจ ช่วงที่เราหลับ กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายจะคลายตัวลง รวมถึงกล้ามเนื้อลิ้นด้วย ซึ่งกระบวนการที่ทำให้คนลิ้นอ้วนเกิดภาวะหยุดหายใจมีดังนี้ ผลเสียของลิ้นอ้วน ที่มากกว่าแค่เสียงกรน การปล่อยให้ลิ้นอ้วนต่อไปโดยไม่แก้ไข นอกจากสร้างความรำคาญใจแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงในระยะยาวด้วยครับ วิธีแก้ไข และป้องกันอาการลิ้นอ้วน หากพบว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดมีสัญญาณของอาการลิ้นอ้วน อย่าเพิ่งตื่นตระหนก เพราะสามารถแก้ไขให้ลิ้นกลับมาสุขภาพดีได้ด้วย 2 วิธีง่ายๆ…
ในยุคที่ชีวิตเร่งรีบ และเต็มไปด้วยสิ่งล่อตาล่อใจ หลายคนอาจจะกำลังเพลินกับการใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยง ทั้งการกินตามใจปาก ทำงานหนักจนละเลยสุขภาพ หรือหาความสุขชั่วครู่ชั่วคราว พฤติกรรมเคยชินในชีวิตประจำวันเหล่านี้ กำลังเป็นตั๋วเที่ยวเดียวที่พาเราไปสู่ความตายก่อนวัยอันควร วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาส่องสถิติพฤติกรรมเสี่ยงยอดฮิตของคนไทย ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยต่อวันในจำนวนที่น่าตกใจ มาดูกันว่าพฤติกรรมไหนบ้างที่เข้าข่าย และเราจะปรับตัวอย่างไรก่อนจะสายเกินไป 1. ปิ้งย่าง-เนื้อแดง แชมป์อันดับหนึ่งพามะเร็งถามหา (เสียชีวิต 215 คน/วัน) หมูกระทะ ชาบู ปิ้งย่างเกรียม ๆ และเนื้อแดงฉ่ำ ๆ คือเมนูโปรดของใครหลายคน แต่รู้ไหมว่านี่คือฆาตกรเงียบอันดับหนึ่งของคนไทยเลยทีเดียว การกินอาหารที่ไหม้เกรียม และเนื้อแดงในปริมาณมากเกินไป เป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายได้รับสารก่อมะเร็งโดยไม่รู้ตัว 2. ติดหวาน-ควันบุหรี่ ปลายทางคือเบาหวานและอ้วน (เสียชีวิต 200 คน/วัน) ชาไข่มุกหวานร้อย ขนมหวานอร่อย ๆ บวกกับการสูบบุหรี่จัดเพื่อคลายเครียด เป็นสูตรที่ทำให้ร่างกายพังอย่างรวดเร็ว ความหวานที่มากเกินจะสะสมเป็นไขมัน และดื้ออินซูลิน ส่วนบุหรี่ทำลายระบบหลอดเลือดและปอด 3. กินของมัน-ไม่ขยับตัว โรคหัวใจโบกมือทักทาย (เสียชีวิต 48 คน/วัน) พฤติกรรมนั่งติดเก้าอี้ ทำงานทั้งวันไม่ลุกไปไหน แถมมื้อกลางวันและมื้อเย็นยังจัดเต็มด้วยของทอด ของมัน ทำให้ไขมันอุดตันในเส้นเลือดแบบไม่รู้ตัว พฤติกรรมขี้เกียจขยับตัวแบบนี้…
เคยไหม? อยู่ดี ๆ ก็มีอาการระคายคอ จนต้องไอออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจ ยิ่งช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย หรือร่างกายอ่อนแอ อาการไอก็มักจะแวะเวียนมาทักทายเราอยู่เสมอ แต่รู้หรือไม่ว่า อาการไอที่เราเผชิญอยู่นั้น ไม่ได้เหมือนกันไปเสียหมด บางคนไอแล้วมีน้ำมูก มีเสมหะ แต่บางคนกลับไอแห้งจนเจ็บหน้าอกไปหมด เพื่อการดูแลตัวเองที่ถูกต้องและตรงจุด วันนี้ลุงจะพามาดูความต่างระหว่าง ไอมีเสมหะ VS ไอแห้ง ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีวิธีปฏิบัติตัวอย่างไรให้หายไอเร็วที่สุด ทำไมร่างกายเราถึงต้องไอ? มาทำความเข้าใจก่อนว่า การไอไม่ใช่โรค แต่เป็นกลไกการป้องกันตัวตามธรรมชาติของร่างกาย โดยสมองของเราจะเป็นผู้สั่งให้ไอ ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ ไอมีเสมหะ เกิดจากการที่มีเสมหะหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปอยู่ในระบบหายใจส่วนบน สมองจึงสั่งให้เราไอ เพื่อขับเสมหะ และสิ่งสกปรกเหล่านั้นออกไป เมื่อเสมหะถูกขับออกจนหมด ร่างกายก็จะหายไอไปเอง ไอแห้ง เกิดจากการที่ระบบทางเดินหายใจระคายเคืองหรืออักเสบ (แต่ไม่มีเสมหะ) สมองจึงสั่งให้เราไอ เพื่อปรับสมดุล และปกป้องทางเดินหายใจ เมื่ออาการอักเสบหรือระคายเคืองนั้นลดลง อาการไอแห้งก็จะค่อย ๆ หายไป ไอมีเสมหะ VS ไอแห้ง ดูแลตัวเองอย่างไรให้ถูกวิธี? เมื่ออาการไอสองแบบนี้มีสาเหตุต่างกัน วิธีการดูแลตัวเองและการเลือกใช้ยาก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย ดังนี้เลยครับ วิธีดูแลตัวเองเมื่อไอมีเสมหะ สิ่งที่ควรทำ ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ:…
เคยสังเกตตัวเองกันไหมครับ? เวลาที่นั่งทำงานเครียด ๆ อ่านหนังสือสอบ หรือแม้แต่นอนดูซีรีส์เพลิน ๆ มือไม้ของเรามักจะอยู่ไม่สุข บางคนรู้ตัวอีกทีก็กำลังแกะสะเก็ดแผลจนเลือดซิบ บางคนดึงเส้นผมเล่นจนหลุดร่วง หรือบางคนก็กัดเล็บตัวเองจนกุดแทบไม่เหลือเนื้อเล็บ พฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ หลายคนมักมองข้าม และคิดว่าเป็นแค่นิสัยส่วนตัว หรือ ความซนของมือ แต่ในความเป็นจริง มันอาจจะเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายที่กำลังบอกว่า คุณกำลังเผชิญกับภาวะเครียดไม่รู้ตัว อยู่ก็ได้ครับ วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกพฤติกรรมเหล่านี้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และเมื่อไหร่ที่ควรเริ่มระวังตัว 3 พฤติกรรมยอดฮิต เผลอทำเมื่อไหร่แปลว่าใจเริ่มล้า มาลองเช็กซิว่าคุณกำลังมีอาการเหล่านี้อยู่หรือเปล่า? 1. ชอบแกะหรือจิกผิวจนเป็นแผล ไม่ว่าจะเป็นรอยสิว สะเก็ดแผลเล็ก ๆ หรือแม้แต่ผิวแห้ง ๆ รอบเล็บ มือเจ้ากรรมก็ชอบไปแกะ ไปเกา ยิ่งแกะยิ่งรู้สึกมันมือ รู้ตัวอีกทีก็แผลเปิด เลือดซิบ และทิ้งรอยแผลเป็นแดง ๆ ดำ ๆ ไว้ให้ช้ำใจเล่น 2. ชอบดึงผมจนเริ่มบาง อาการนี้มักเกิดขึ้นเวลาที่ต้องใช้ความคิดหรือมีเรื่องกังวลใจ หลายคนเริ่มจากการม้วนผมเล่น ดึงเส้นผมเบา ๆ แล้วจบด้วยการดึงผมขาดติดมือออกมา ยิ่งเครียดก็ยิ่งดึง…
เสียงจามที่ดังขึ้นมาดื้อ ๆ หลายคนอาจเคยได้ยินความเชื่อโบราณที่บอกว่า จาม 1 ครั้งมีคนนินทา จาม 2 ครั้งมีคนคิดถึง แต่ความจริงทางวิทยาศาสตร์ การจามไม่ได้เกิดจากแรงคิดถึงของใครหรอกครับ มันคือปฏิกิริยาของร่างกายที่พยายามขับสิ่งแปลกปลอม หรือสารระคายเคืองที่หลุดเข้ามาในโพรงจมูกต่างหาก แล้วเคยสงสัยไหมว่า อาการจามที่เราเป็นบ่อย ๆ มันเป็นสัญญาณเตือนของโรคอะไรกันแน่? วันนี้ลุงจะพาทุกคนเช็กอาการจามรูปแบบต่าง ๆ เพื่อจะได้ดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง และไม่ต้องมโนไปไกล จาม + คัน + คัดจมูกน้ำมูกไหล = ภูมิแพ้ หากคุณมีอาการจามบ่อย ๆ ร่วมกับอาการคันยิบ ๆ ที่ตาหรือจมูก มีน้ำมูกใส ๆ ไหลออกมา และรู้สึกคัดจมูกจนหายใจไม่ค่อยสะดวก โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเจอกับฝุ่น ควัน เกสรดอกไม้ หรือขนสัตว์ อาการแบบนี้เดาได้ไม่ยากเลยครับ คุณกำลังเผชิญกับโรคภูมิแพ้นั่นเอง วิธีรับมือและดูแลตัวเอง จาม + ไข้ + เจ็บคอ มีน้ำมูก = ไข้หวัด ถ้าจามแล้วไม่ได้มีแค่คันจมูก แต่เริ่มมีไข้ต่ำ ๆ…
ตอนเอาลิ้นแตะๆ บริเวณโคนฟัน แล้วรู้สึกสากๆ หรือสังเกตเห็นคราบสีเหลืองอมน้ำตาลเกาะแน่นอยู่ตามซอกฟันไหม สิ่งนั้นคือหินปูน วายร้ายตัวฉกาจที่คอยจ้องจะทำลายรอยยิ้มและสุขภาพช่องปากของเราอยู่เงียบๆ วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกถึงต้นตอของหินปูน พร้อมเผยวิธีป้องกันที่จะช่วยเซฟฟันสวยๆ ให้อยู่คู่กับเราไปนานแสนนานกันครับ หินปูนเกิดขึ้นได้อย่างไร? หลายคนมักเข้าใจผิดว่าหินปูนเกิดขึ้นทันทีหลังกินอาหารเสร็จ แต่จริงๆ แล้ว กระบวนการสร้างหินปูนในช่องปากของเรามีขั้นตอนดังนี้ 3 ภัยร้าย เมื่อหินปูนยึดครองช่องปาก อย่าคิดว่าหินปูนเป็นแค่เรื่องของความสวยงามนะคะ เพราะถ้าปล่อยให้เจ้าวายร้ายนี้ลอยนวลอยู่ในปากนานเกินไป มันจะสร้างปัญหาใหญ่ตามมาถึง 3 ต่อด้วยกัน 1. ฟันผุและฟันโยก กรดที่แบคทีเรียบนหินปูนปล่อยออกมา จะค่อยๆ กัดเซาะเคลือบฟันจนทำให้เกิดปัญหาฟันผุ และหากหินปูนลุกลามลงไปใต้ขอบเหงือก มันจะเข้าไปทำลายกระดูกรองรับรากฟัน ทำให้ฟันเริ่มโยกเยกและอาจต้องสูญเสียฟันแท้ไปในที่สุด 2. โรคเหงือกอักเสบ หินปูนเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคชั้นดี ซึ่งจะคอยระคายเคืองเหงือก ทำให้เหงือกมีสีแดงช้ำ บวมโต และมีเลือดออกง่ายขณะแปรงฟัน นำไปสู่โรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง 3. กลิ่นปากกวนใจ เสียบุคลิกภาพ เศษอาหารและแบคทีเรียที่หมักหมมอยู่ภายใต้ซอกหินปูนอันหนาแน่น จะส่งกลิ่นเหม็นอับออกมาทุกครั้งที่เราพูดหรือหายใจ ทำให้เสียความมั่นใจและเสียบุคลิกภาพอย่างมากในการเข้าสังคม 4 วิธีป้องกันหินปูนง่ายๆ การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ! มาดูวิธีดูแลและป้องกันไม่ให้เจ้าหินปูนกลับมาเกาะกวนใจ ด้วยเคล็ดลับดูแลช่องปากที่ใครๆ ก็ทำได้ดังนี้ การมีสุขภาพฟันที่ดีและมีรอยยิ้มที่มั่นใจไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เราใส่ใจดูแลความสะอาดในช่องปากในทุกๆ วัน อย่าปล่อยให้เจ้าหินปูนวายร้ายเข้ามาตั้งรกรากจนทำลายฟันสวยๆ ของเราได้…
เคยไหม? ตื่นเช้ามาก็รู้สึกตึงๆ ที่ขมับ หรือบางวันนั่งทำงานอยู่ดีๆ ก็มีอาการปวดตุบๆ ที่ข้างแก้มจนพาลหมดอารมณ์ทำงาน อาการปวดหัวเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ใครๆ ก็ต้องเคยเจอ แต่รู้หรือไม่ว่า ตำแหน่งที่ปวดหัวนั้นไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มๆ เพราะร่างกายของเรากำลังส่งสัญญาณเตือนบางอย่างผ่านพิกัดเหล่านั้นต่างหาก วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปไขรหัสอาการปวดหัวยอดฮิตในแต่ละจุด พร้อมแชร์วิธีบรรเทาอาการอย่างถูกต้อง ถูกวิธี และที่สำคัญคือ สัญญาณเตือนแบบไหนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตที่ห้ามละเลยเด็ดขาด 1. ปวดตึงๆ ทั่วหัว: อาการยอดฮิตจากความเครียด (Tension Headache) อาการปวดหัวประเภทนี้มักเกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อรอบศีรษะและบ่าคอ มักมีลักษณะปวดตื้อๆ เหมือนมีอะไรมาบีบรัดรอบหน้าผากหรือขมับทั้งสองข้าง สาเหตุจากความเครียดจากการทำงาน การจ้องหน้าจอนานๆ หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ วิธีบรรเทาอาการ: 2. ปวดตุบๆ ข้างเดียว: วายร้ายไมเกรน (Migraine) หากคุณมีอาการปวดหัวข้างใดข้างหนึ่งอย่างรุนแรง มีลักษณะปวดตุบๆ ตามจังหวะชีพจร และบางครั้งอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือแพ้แสงแพ้เสียงร่วมด้วย นั่นคือสัญญาณชัดเจนของไมเกรน ซึ่งมักถูกกระตุ้นโดยแสงแดดจัด กลิ่นฉุน ความร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน วิธีบรรเทาอาการ: 3. ปวดหน่วงรอบกระบอกตาและโหนกแก้ม: สัญญาณจากไซนัสอักเสบ (Sinus Headache) ถ้าคุณมีอาการปวดตื้อๆ หน่วงๆ บริเวณหน้าผาก หัวคิ้ว…
หน้าร้อนเมืองไทย ไม่ว่าจะฤดูไหน แดดก็ร้อนแรงจนแทบจะร้องขอชีวิต หลายคนก้าวขาออกจากบ้านเพียงไม่กี่ก้าว ก็รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในเตาอบขนาดยักษ์ ความร้อนที่สะสมในร่างกายทำให้เราหงุดหงิด เหงื่อท่วมตัว และอ่อนเพลีย แต่รู้หรือไม่ว่า ภายใต้สภาพอากาศที่ร้อนจัดเช่นนี้ มีภัยเงียบร้ายแรงที่ซ่อนตัวอยู่ นั่นคือ โรคลมแดด หรือ Heat Stroke ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของอาการหน้ามืดเป็นลมธรรมดา แต่คือวิกฤตร่างกายที่รุนแรงถึงขั้นทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว และอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย เพื่อรับมือกับภัยร้อนนี้อย่างเท่าทัน วันนี้ลุงรวบรวมข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้คุณสังเกตอาการ ปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธี และรู้วิธีป้องกันตัวเองให้รอดพ้นจาก Heat Stroke มาฝากครับ สัญญาณเตือนภัย อาการแบบไหนกำลังเสี่ยง Heat Stroke ร่างกายมนุษย์เรามหัศจรรย์มากครับ เพราะเมื่อเริ่มทนความร้อนไม่ไหว ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนออกมาเป็นระยะ โดยเราสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของอาการออกเป็น 2 ช่วงหลักๆ ดังนี้ครับ 1. อาการเริ่มต้น (ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือน) ในช่วงแรก ร่างกายของคุณกำลังพยายามสู้กับความร้อนอย่างสุดความสามารถ สัญญาณเตือนที่พบได้บ่อย ได้แก่ 2. อาการขั้นวิกฤต (อันตรายอาจถึงตาย) หากร่างกายยังคงได้รับความร้อนสะสมต่อไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ระบบควบคุมอุณหภูมิในสมองล้มเหลว อาการจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที วิธีปฐมพยาบาลคนเป็น Heat Stroke อย่างถูกต้อง…
เคยสังเกตตัวเองไหมว่าในแต่ละวันเราเดินเข้าห้องน้ำไปฉี่กันกี่รอบ? และก่อนที่จะกดชักโครก คุณเคยหันกลับมามองสีของน้ำปัสสาวะกันบ้างหรือเปล่า? หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องฉี่เป็นแค่เรื่องธรรมชาติที่ปล่อยไปก็จบ แต่รู้ไหมว่าของเสียที่ร่างกายขับออกมานี้แหละ คือสัญญาณเตือนภัยชั้นดีที่บอกสถานะสุขภาพของคุณได้แม่นยำ วันนี้ลุงจะพามาเจาะลึกเรื่องของฉี่ที่บอกเลยว่ามีดีเทลมากกว่าที่คุณคิดแน่นอน วันหนึ่งคุณฉี่กี่ครั้ง? ความถี่ในการปัสสาวะในแต่ละวันสามารถบอกปริมาณน้ำในร่างกาย และประสิทธิภาพการทำงานของระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี ลองมาดูกันว่าคุณจัดอยู่ในกลุ่มไหน สีของฉี่บอกอะไรบ้าง? 1. ฉี่สีส้ม (ร่างกายขาดน้ำ หรือปัญหาเกี่ยวกับตับ) หากปัสสาวะของคุณมีสีส้มเข้มเฉดชาไทย ส่วนใหญ่เกิดจากอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง ควรดื่มน้ำสะอาดเพิ่มทันที แต่หากดื่มน้ำเยอะแล้วสีส้มยังไม่จางลง อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคที่เกี่ยวกับถุงน้ำดี ท่อน้ำดีอุดตัน หรือภาวะดีซ่าน 2. ฉี่สีชมพู หรือสีแดง (ระวังเลือดปน) สีนี้อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป เพราะบางครั้งอาจมาจากการทานอาหารที่มีสีแดงเข้ม เช่น บีทรูท แก้วมังกรแดง หรือบลูเบอร์รี่ แต่หากไม่ได้ทานอาหารเหล่านี้เลย ปัสสาวะสีชมพูหรือแดงมักเกิดจากมีกระแสเลือดปน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของการติดเชื้อ อักเสบ นิ่ว หรืออาจเป็นโรคร้ายแรงในระบบทางเดินปัสสาวะที่ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด 3. ฉี่สีฟ้า หรือ สีเขียว (ผลข้างเคียงจากยา หรือแบคทีเรีย) เป็นสีที่ดูแปลกประหลาดที่สุด แต่เกิดขึ้นได้จริง สาเหตุหลักมักมาจากผลข้างเคียงของการใช้ยาบางชนิด (เช่น ยาแก้ซึมเศร้า หรือยาสลบ) หรือโรคทางพันธุกรรมบางประเภท นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะกลุ่ม Pseudomonas ได้อีกด้วย…










