ถ้าพูดถึงวัตถุดิบติดครัวที่ทำง่าย มีประโยชน์สูง และนึกอะไรไม่ออกก็ต้องหยิบมาใช้ แน่นอนว่าคำตอบอันดับหนึ่งในใจทุกคนคือ “ไข่” แต่เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเวลาเราไปทานอาหารที่ร้านอาหาร ไข่ต้มของเขาถึงมีเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่ม ไข่แดงเยิ้มกำลังดี น่าทานกว่าที่เราต้มเองที่บ้านเยอะเลย? วันนี้ลุงจะมาแกะสูตรลับจาก Infographic ยอดฮิตที่จะเปลี่ยนคุณจากมือใหม่ ให้กลายเป็น “Master เชฟด้านการต้มไข่” กับ 4 เทคนิคการต้มไข่ 4 สไตล์ยอดฮิต ไม่ว่าจะเป็น ไข่ลวกยามเช้า ไข่ยางมะตูมสุดฟิน ไข่ออนเซ็นสุดละมุน หรือ Poached Egg สไตล์คาเฟ่สุดหรู พร้อมแล้วเตรียมตั้งหม้อแล้วมาลุยกันเลยครับ 1. ไข่ลวก: เมนูปลุกพลังยามเช้า เนื้อนุ่มละมุน เริ่มต้นด้วยเมนูคลาสสิกทานคู่กับกาแฟดำหรือโจ๊กร้อนๆ ยามเช้า ไข่ลวกที่ดีต้องมีไข่ขาวที่เริ่มจับตัวเป็นวุ้นสีขาวขุ่น และไข่แดงที่ยังเหลวเป็นน้ำซอสเยิ้มๆ สูตรนี้มีเคล็ดลับอยู่ที่การควบคุมอุณหภูมิน้ำครับ วัตถุดิบและอุปกรณ์ ขั้นตอนการทำ 2. ไข่ยางมะตูม: ยอดฮิตตลอดกาล เยิ้มสะใจ ไม่ว่าจะทานคู่กับกะเพราแท้ๆ หรือราดบนข้าวหมูแดง ไข่ยางมะตูมคือคำตอบสุดท้าย! จุดเด่นคือไข่ขาวต้องสุกเป็นทรงสวย แต่ไข่แดงข้างในยังเหนียวข้น เยิ้มเป็นลาวา ขั้นตอนการทำ 3. ไข่ออนเซ็น: สไตล์ญี่ปุ่น…
Category Archives: Lifestyle
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมมนุษย์เราถึงยอมตกเป็นทาสแมว กันทั่วบ้านทั่วเมือง? ทั้งที่บางครั้งเจ้านายสี่ขาเหล่านี้ก็แสนจะหยิ่งยโส เมินเก่ง แถมยังชอบทำลายข้าวของในบ้าน แต่เราก็ยังเต็มใจเปย์ทั้งค่าอาหาร ค่าทรายแมว และของเล่นให้อยู่เสมอ คำตอบง่ายๆ ก็คือ เพราะการมีอยู่ของพวกเขามันทำให้เรามีความสุขยังไงล่ะ แต่นอกเหนือจากความน่ารักปนกวนประสาทแล้ว รู้หรือไม่ว่าการเป็นทาสแมวนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของเราอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มาแล้วด้วยนะ วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกข้อดีของการเลี้ยงแมว ที่จะทำให้คุณรักเจ้าเหมียวมากขึ้นไปอีกขั้น 1. เสียงเพอร์ (Purr) มนตรามหัศจรรย์ช่วยเยียวยาร่างกาย เวลาที่แมวนอนซบบนตักหรือข้างกายเรา แล้วส่งเสียงครางครืดคราดในลำคอเบาๆ ที่เรียกว่าเสียงเพอร์ (Purr) นั่นไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ที่บอกว่าพวกเขากำลังฟินเท่านั้น แต่เสียงนี้มีพลังงานบางอย่างซ่อนอยู่ 2. เล่นกับแมววันละนิด สยบความเครียด ป้องกันซึมเศร้า หลังจากเผชิญกับโลกภายนอกและงานที่แสนเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน การกลับบ้านมาเจอหน้าเจ้าเหมียวคือยาใจที่ดีที่สุด เพียงแค่คุณสละเวลามานั่งเล่น นวดพุง หรือหยอกล้อกับแมววันละ 15 – 30 นาที ร่างกายของคุณจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกทันที 3. ยาดีจากธรรมชาติ ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ การมีแมวอยู่ในบ้านไม่ได้ดีแค่ต่อสภาพจิตใจ แต่ส่งผลดีอย่างเป็นรูปธรรมต่อระบบไหลเวียนโลหิตและหัวใจของคุณด้วย มีงานวิจัยชิ้นสำคัญที่ทำการศึกษาและเก็บข้อมูลยาวนานถึง 13 ปี พบว่า 4. “ไปดูแมวที่ห้องเราไหม?” มุกจีบสุดฮิตที่ได้ผลลัพธ์เกินคาด ปิดท้ายด้วยประเด็นชวนอมยิ้มกับประโยคยอดฮิตในโลกโซเชียลอย่าง “มาดูแมวที่ห้องเราไหม?”…
เคยเจอสถานการณ์น่าอึดอัดแบบนี้ไหมครับ? ไปปาร์ตี้บ้านเพื่อน หรือไปร้านอาหารญี่ปุ่นที่ต้องถอดรองเท้า ทันทีที่ถอดรองเท้าปุ๊บ กลิ่นอับลึกลับที่รุนแรงราวกับ ‘ชีสเน่า’ ก็ลอยโชยมาเตะจมูกทันที จนทำให้เราเสียความมั่นใจอย่างรุนแรง แทบอยากจะวาร์ปหายตัวไปจากตรงนั้น กลิ่นเท้าเหม็นไม่ใช่เรื่องตลก และที่สำคัญคือมันเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าคุณจะอาบน้ำสะอาดแค่ไหนก็ตาม วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกวิทยาศาสตร์เบื้องหลังกลิ่นเท้า ว่าทำไมอวัยวะเล็กๆ อย่างเท้าถึงส่งกลิ่นได้รุนแรงขนาดนี้ พร้อมแจกสูตรลับง่ายๆ จากผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยให้เท้าของคุณหายเหม็นอย่างถาวร กลับมาพกความมั่นใจได้เต็มร้อยในทุกย่างก้าวกันครับ ทำไมเท้าเราถึงส่งกลิ่น? ก่อนที่เราจะไปรู้วิธีแก้ปัญหา เรามาทำความเข้าใจร่างกายของเรากันก่อนครับ หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า “เท้า” เป็นส่วนที่มีต่อมเหงื่อหนาแน่นที่สุดในร่างกาย โดยฝ่าเท้าทั้งสองข้างของเรามีต่อมเหงื่อรวมกันมากถึง 250,000 ต่อม เลยทีเดียว ด้วยจำนวนต่อมเหงื่อที่มหาศาลขนาดนี้ ทำให้ในแต่ละวัน เท้าของเราสามารถผลิตเหงื่อออกมาได้มากถึง 1 ถ้วยต่อวัน เลยทีเดียว ซึ่งจริงๆ แล้ว ตัวเหงื่อตามธรรมชาติไม่ได้มีกลิ่นเหม็น แต่ตัวการที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเขียวเหม็นเปรี้ยวก็คือสมการลับนี้ครับ 3 เคล็ดลับกู้เท้าเหม็น ป้องกันง่ายๆ ทำได้ทันที เมื่อเรารู้แล้วว่าต้นตอของกลิ่นเกิดจากความอับชื้นและแบคทีเรีย การป้องกันจึงต้องมุ่งเน้นไปที่การลดความชื้นและกำจัดแหล่งสะสมของแบคทีเรีย ด้วย 3 วิธีง่ายๆ ดังนี้ครับ 1. เลือกใส่ถุงเท้าที่ทำจากผ้าคอตตอน ถุงเท้าคือปราการด่านแรกที่ช่วยปกป้องเท้าของเรา การเลือกถุงเท้าผิดประเภทจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงขึ้น แนะนำให้เลือกถุงเท้าที่ทำจากผ้าคอตตอน (Cotton) หรือผ้าฝ้ายแท้…
เคยไหม? ซื้อครีมบำรุงราคาแพงแสนแพงมาใช้ แต่ผลลัพธ์กลับไม่ปังอย่างที่คิด หรือบางทีทาไปไม่กี่วันหน้าก็เยิ้มจนสิวอุดตันบุกเต็มหน้า ปัญหานี้อาจไม่ได้เกิดจากสกินแคร์ไม่ดี แต่อาจเป็นเพราะคุณกำลังใช้ในปริมาณที่ผิดต่างหาก การทาสกินแคร์น้อยเกินไปก็ทำให้ผิวไม่ได้รับการบำรุงจนเห็นผลช้า ส่วนการประโคมโบกเยอะเกินไปก็ทำให้ผิวอุดตันระคายเคือง แถมยังสิ้นเปลืองเงินในกระเป๋าโดยใช่เหตุ วันนี้ลุงเลยมัดรวม คู่มือตวงสกินแคร์ ฉบับเข้าใจง่ายที่จะช่วยให้คุณบำรุงผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คุ้มค่าทุกหยด และได้ผลลัพธ์ผิวสวยสุขภาพดีแบบเต็มร้อยมาฝากกัน ทาแค่ไหนถึงจะพอดี และได้ผลดีที่สุด? 1. โฟมล้างหน้า ขั้นตอนแรกของการมีผิวใสคือการทำความสะอาดผิวหน้า ปริมาณโฟมล้างหน้าที่เหมาะสมคือ 2 เซนติเมตร (หรือประมาณ 1 ข้อนิ้วมือ) ปริมาณเท่านี้จะช่วยให้เกิดฟองหนานุ่มที่เพียงพอต่อการชะล้างสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้าได้อย่างหมดจด โดยไม่ทำร้ายเกราะป้องกันผิวและไม่ทำให้ผิวแห้งตึงจนเกินไป 2. โทนเนอร์ เพื่อปรับสภาพผิวหลังล้างหน้าและเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงขั้นต่อไป ให้หยดโทนเนอร์ลงบนสำลีจน ชุ่มพอดี 1 แผ่น ไม่ควรประหยัดจนสำลีแห้งเกินไปเพราะแรงเสียดสีจากแผ่นสำลีอาจบาดผิวจนอักเสบ และไม่ควรเทจนเปียกโชกเกินไปเพราะจะทำให้สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ 3. เซรั่ม เซรั่มเป็นสกินแคร์ที่มีโมเลกุลขนาดเล็กและมีความเข้มข้นของสารบำรุงสูงมาก ดังนั้นใช้เพียงแค่ 1-2 ปั๊ม (หรือขนาดประมาณเมล็ดถั่วแดง) ก็เพียงพอที่จะเกลี่ยได้ทั่วทั้งใบหน้าและลำคอแล้ว การทามากกว่านี้ไม่ได้ช่วยให้เห็นผลเร็วขึ้น แต่จะทำให้ผิวเหนียวเหนอะหนะและระคายเคืองได้ง่ายขึ้น 4. อายครีม ผิวบริเวณรอบดวงตาบอบบางและเกิดริ้วรอยได้ง่ายที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดการอุดตันเป็นตุ่มไขมัน (Milia) ได้ง่ายเช่นกัน ปริมาณอายครีมที่เหมาะสมจึงเท่ากับ 1 เมล็ดถั่วลันเตา…
เคยไหมครับ? ตื่นเช้ามาแทนที่จะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แต่กลับรู้สึกเหมือนไปวิ่งมาราธอนมาทั้งคืน อาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ปวดหลัง ปวดบ่า หรือสะโพก ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนไม่ได้นอน หลายคนมักโยนความผิดให้กับการทำงานหนัก หรือภาวะออฟฟิศซินโดรม แต่ความจริงแล้ว ตัวการร้ายที่แท้จริงอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด… นั่นก็คือที่นอนที่เราล้มตัวลงนอนในทุกๆ คืนนั่นเอง การนอนหลับคือช่วงเวลาที่ร่างกายควรได้รับการพักผ่อนและฟื้นฟูอย่างเต็มที่ แต่หากที่นอนของคุณไม่มีคุณภาพ หรือไม่เหมาะกับสรีระ จากช่วงเวลาแห่งความสุขอาจกลายเป็นช่วงเวลาที่ทำร้ายร่างกายแบบเรื้อรัง วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกกันครับว่า ที่นอนแต่ละแบบส่งผลต่อร่างกายของเราอย่างไร และแบบไหนที่ควรเลี่ยงด่วน เตียงแบบไหนที่นอนแล้วเสี่ยง “ปวดเรื้อรัง” สรีระของคนเรามีความโค้งเว้าตามธรรมชาติ โดยเฉพาะแนวกระดูกสันหลัง การเลือกที่นอนที่ไม่สามารถรองรับความโค้งเว้านี้ได้อย่างเหมาะสม จะนำมาซึ่งอาการบาดเจ็บและอาการปวดเมื่อยต่างๆ ดังนี้ครับ 1. เตียงนุ่มเกินไป หลายคนชอบที่นอนนุ่มๆ เพราะรู้สึกเหมือนได้นอนซุกตัวอยู่บนก้อนเมฆ แต่รู้หรือไม่ว่าที่นอนที่นุ่มเกินไปนั้นอันตรายต่อกระดูกสันหลังอย่างยิ่ง 2. เตียงแข็งเกินไป หรือการนอนพื้น ในทางกลับกัน ความเชื่อที่ว่า “นอนเตียงแข็งๆ หรือนอนพื้นแล้วดีต่อหลัง” ก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไปครับ\n 3. นอนบนโซฟา การเผลอหลับบนโซฟาตัวโปรดอาจจะดูสบายในตอนแรก แต่ยาวไปไม่ดีแน่ครับ 4. นอนนอกบ้าน อันนี้อาจจะหลุดโฟกัสเรื่องสรีระไปนิด แต่น่าเห็นใจไม่แพ้กันครับ สำหรับใครที่ทำความผิดมาแล้วโดนเนรเทศออกมานอนนอกบ้าน เคล็ดลับการจัดระเบียบท่านอนเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น หากคุณยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนที่นอนใหม่ในตอนนี้ หรือกำลังมองหาวิธีการปรับปรุงคุณภาพการนอนให้ดียิ่งขึ้น ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้ดูครับ เลือกที่นอนที่พอดี…
เคยไหมที่หยิบเสื้อยืดสีขาวหรือเสื้อเชิ้ตตัวเก่งออกมาจากตู้เสื้อผ้า แต่กลับต้องชะงักเมื่อพบกับคราบเหลืองอ๋อยตรงบริเวณรักแร้ คอเสื้อ หรือหน้าอก ปัญหานี้ทำเอาหลายคนเสียความมั่นใจจนต้องตัดใจทิ้งเสื้อตัวโปรดไปอย่างน่าเสียดาย แต่ช้าก่อน วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเจาะลึกถึงสาเหตุที่แท้จริงของคราบเหลืองเหล่านั้น พร้อมแจกสูตรลับขจัดคราบด้วยของใช้ใกล้ตัวในบ้าน ที่จะช่วยชุบชีวิตเสื้อขาวของคุณให้กลับมาสะอาดวิ้งค์เหมือนเพิ่งซื้อมาใหม่กัน 3 สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้เกิดคราบเหลืองบนเสื้อขาว หลายคนอาจจะคิดว่าคราบเหลืองเกิดจากความสกปรกของเราเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้ว คราบเหลืองบนเสื้อขาวเกิดจากปฏิกิริยาเคมีรอบตัวที่เราคาดไม่ถึง โดยมี 3 สาเหตุหลักๆ ดังนี้ 1. เหงื่อและขี้ไคลสะสม ในแต่ละวันร่างกายของเราจะขับเหงื่อและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว (ขี้ไคล) ออกมาตลอดเวลา หากเราสวมเสื้อผ้าและปล่อยให้เหงื่อหมักหมมเป็นเวลานาน หรือซักเสื้อผ้าไม่สะอาดพอ คราบเหงื่อและขี้ไคลเหล่านี้จะค่อยๆ แทรกซึมลึกเข้าไปสะสมในเส้นใยผ้า จนกลายเป็นคราบเหลืองฝังแน่นที่ซักออกยากในที่สุด 2. โรลออนระงับกลิ่นกาย โรลออนบางชนิดมีส่วนผสมของสารอลูมิเนียม (Aluminum) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดการหลั่งของเหงื่อ แต่เมื่อสารอลูมิเนียมนี้เดินทางมาเจอกับเหงื่อธรรมชาติของเรา มันจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ทำให้เกิดคราบแข็งๆ และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองติดอยู่ใต้ วงแขนเสื้อ ทำให้เนื้อผ้าบริเวณนั้นทั้งแข็งและเปลี่ยนสี 3. ครีมกันแดด ไอเทมสำคัญที่เราต้องทาทุกวันอย่างครีมกันแดด ก็เป็นตัวการร้ายเงียบๆ เช่นกัน เพราะในครีมกันแดดมีสารกันรังสี UV ที่เมื่อสัมผัสกับเหงื่อและเกาะติดบนเส้นใยผ้าขาว จะเกิดการเปลี่ยนสีทำให้ผ้าบริเวณที่โดนครีมกันแดด (เช่น ปกคอเสื้อ หรือปลายแขนเสื้อ) กลายเป็นคราบเหลืองหรือคราบส้มสว่างที่ซักด้วยผงซักฟอกธรรมดาไม่ออก วิธีขจัดคราบเหลืองให้หลุดออกง่ายๆ เมื่อรู้สาเหตุแล้ว เรามาดูวิธีจัดการกับคราบเหล่านี้กันดีกว่า…
เคยสงสัยกันไหมว่า ในแต่ละวันที่เราเดินเข้าห้องสุขาเพื่อไป “ปลดทุกข์” ท่าทางที่เราใช้นั้นส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของเราอย่างไรบ้าง? เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องขี้ผง และไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้เลย เพราะสุขอนามัยในการขับถ่ายคือจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดี วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเปิดศึกประชันระหว่างสองท่าไม้ตายระดับโลกอย่าง “ท่านั่งยอง” และ“ท่านั่งราบ” มาดูกันว่าท่าไหนจะตอบโจทย์ทั้งความฟิน ความสบาย และความปลอดภัยต่อร่างกายได้ดีกว่ากัน ทำความรู้จักท่านั่งยอง ท่าเบสิกที่คน 2 ใน 3 ของโลกใช้ รู้หรือไม่? แม้ว่าโถสุขภัณฑ์แบบนั่งราบจะดูทันสมัยและแพร่หลายในปัจจุบัน แต่จริงๆ แล้ว คนถึง 2 ใน 3 ของโลกยังนิยมนั่งยองในการขับถ่าย เพราะนี่คือท่าทางตามธรรมชาติของมนุษย์ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และมีประโยชน์ต่อระบบขับถ่ายอย่างคาดไม่ถึง ข้อดีของการนั่งยอง (ที่สายรีบต้องเลิฟ) ทำความรู้จักท่านั่งราบ ความสบายระดับราชวงศ์ในอดีต ขยับมาที่ “ท่านั่งราบ” หรือโถสุขภัณฑ์แบบชักโครกที่เราคุ้นเคยกันดีในปัจจุบัน รู้หรือไม่ว่าในอดีตนั้น ส้วมแบบนั่งราบไม่ได้มีให้ใช้กันทั่วไปนะจ๊ะ! เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อใช้เฉพาะในราชวงศ์และชนชั้นสูงเท่านั้น โดยถือเป็นสัญลักษณ์ของการมีอำนาจและความสะดวกสบายเลยทีเดียว ข้อดีของการนั่งราบ (สายชิลถูกใจสิ่งนี้) รู้หรือไม่? เวลาที่ใช้ต่างกันลิบลับ หากวัดกันที่ความเร็วในการทำภารกิจ ผลลัพธ์ที่ได้อาจทำให้คุณต้องประหลาดใจ เพราะการนั่งยองใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 1 นาทีเท่านั้น ในขณะที่ การนั่งราบใช้เวลานานถึง 4 – 15…
แดดเมืองไทยร้อนแรงขนาดนี้ เคยสงสัยไหมครับว่า ถ้าเราจอดรถทิ้งไว้กลางแดด อุณหภูมิภายในรถจะพุ่งสูงไปถึงไหน? ข้อมูลระบุว่าเมื่อจอดรถตากแดดจัด ๆ อุณหภูมิภายในห้องโดยสารสามารถพุ่งทะยานไปได้สูงถึง 50-60 องศาเซลเซียส หรืออาจมากกว่านั้นเลยทีเดียว สภาพในรถจะกลายสภาพไม่ต่างจากเตาอบเคลื่อนที่ และความร้อนสะสมระดับนี้แหละครับที่เป็นตัวการทำลายล้างสิ่งของต่าง ๆ ที่เราเผลอวางทิ้งไว้ วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเช็กกันว่าไอเทมอันตรายอะไรบ้างที่ไม่ควรลืมทิ้งไว้ในรถเด็ดขาด เพราะบางชิ้นนอกจากจะทำให้รถเสียหายแล้ว บางชิ้นยังอาจทำให้ครอบครัวร้าวฉานได้อีกด้วย 1. ไฟแช็ค สำหรับสิงห์อมควัน หรือสายแคมป์ปิ้งที่มักจะมีไฟแช็คติดตัวและเผลอวางทิ้งไว้ตรงคอนโซลหน้ารถ ต้องระวังให้ดีเลยครับ เพราะในไฟแช็คมีแก๊สเหลวบรรจุอยู่ใต้แรงดันสูง เมื่อรถยนต์จอดตากแดดจนอุณหภูมิร้อนจัด แก๊สข้างในจะขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเปลือกพลาสติกทนแรงดันไม่ไหวและเกิดการระเบิดขึ้น แรงระเบิดอาจทำให้กระจกหน้ารถร้าว หรือหากมีประกายไฟไปโดนเบาะหรือวัสดุไวไฟในรถ ก็อาจกลายเป็นอัคคีภัยครั้งใหญ่เผารถคุณทั้งคันได้ง่าย ๆ เลยครับ 2. อุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่ ยุคนี้ใคร ๆ ก็มีอุปกรณ์ไอที ไม่ว่าจะเป็นพาวเวอร์แบงก์ (Power Bank), โทรศัพท์มือถือสำรอง, แท็บเล็ต หรือแม้แต่บุหรี่ไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-ion) ซึ่งเกลียดความร้อนเป็นที่สุด 3. เจลล้างมือแอลกอฮอล์ ไอเทมยอดฮิตติดรถของทุกคนตั้งแต่ยุคโควิด-19 หลายคนมักจะวางขวดเจลแอลกอฮอล์ไว้ตรงที่วางแก้วกลางรถเพื่อให้หยิบใช้ง่าย แต่รู้หรือไม่ว่า แอลกอฮอล์มีจุดเดือดที่ต่ำมาก เมื่อเจอความร้อนอบอ้าวในรถ แอลกอฮอล์จะค่อย ๆ ระเหยกลายเป็นไอออกไปเรื่อย ๆ…
พอฝนเทลงมาทีไร คนเมืองอย่างเราเป็นอันต้องถอนหายใจยาว ๆ ทุกที เพราะสิ่งที่ตามมาพร้อมกับสายฝนไม่ใช่แค่ความเย็นฉ่ำชื่นใจ แต่คือคอมโบเซ็ตสุดคลาสสิกอย่าง “น้ำท่วม รถติด และสารพัดโรค” ที่พร้อมจะบุกจู่โจมร่างกายเราแบบไม่ทันตั้งตัว ยิ่งในช่วงหน้าฝนที่มีความชื้นสูงและอุณหภูมิแปรปรวนแบบนี้ ร่างกายของเราจะปรับตัวไม่ทัน ทำให้ภูมิคุ้มกันตกและเอื้อต่อการเติบโตของเชื้อโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้หน้าฝนนี้กลายเป็นฝันร้ายและทริปโรงพยาบาล วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเจาะลึก 4 โรคฮิตใกล้ตัวที่มากับหน้าฝน สาเหตุที่คาดไม่ถึง พร้อมแนะไอเทมกู้ชีพที่จะช่วยให้คุณรอดพ้นจากสมรภูมิหน้าฝนนี้ไปได้อย่างปลอดภัยและสตรองที่สุด ทำความรู้จัก 4 โรคฮิตหน้าฝนที่ห้ามละเลย หน้าฝนไม่ได้นำมาแค่ความเฉอะแฉะ แต่ยังพัดพาเอาเชื้อโรค แบคทีเรีย และไวรัสสารพัดชนิดมาสู่ตัวเรา และนี่คือ 4 โรคใกล้ตัวที่เรามักจะเจอกันบ่อยที่สุดในช่วงนี้ 1. โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา (Athlete’s Foot) หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยสำหรับคนเดินถนนที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมขังรอการระบาย การเดินลุยน้ำสกปรกสะสมเป็นเวลานาน แล้วละเลยไม่รีบทำความสะอาดและเช็ดเท้าให้แห้งสนิท ความอับชื้นนี้เองที่เป็นสวรรค์ชั้นยอดของเชื้อรา ทำให้ผิวหนังตามซอกนิ้วเท้าแดง ลอก คันคะเยอ และอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจนอักเสบรุนแรงได้ ไอเทมป้องกัน: “ถุงก๊อบแก๊บ” ในตำนาน (ไอเทมสุดคลาสสิกที่ใช้สวมทับถุงเท้าหรือรองเท้าในยามฉุกเฉิน) หรือ “รองเท้าบู๊ทกันน้ำ” ที่จะช่วยปกป้องเท้าของคุณจากการสัมผัสสิ่งสกปรกโดยตรง 2. โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เมื่อฝนตก อากาศจะเย็นลงพร้อมกับความชื้นในอากาศที่พุ่งสูง…
เคยไหม? กำลังเดินทางอยู่บนรถไฟฟ้า ยืนเบียดเสียดในรถเมล์ หรือกำลังนั่งพรีเซนต์งานสำคัญในห้องประชุม แล้วจู่ๆ ท้องก็ร้องครวญคราง พร้อมกับความรู้สึกอุ่นๆ ที่ปลายลำไส้ใหญ่ ใช่แล้วครับ ข้าศึกกำลังบุก และที่แย่กว่านั้นคือในรัศมีรอบตัวไม่มีห้องน้ำเลยสักห้อง สถานการณ์วิกฤตระดับชาติเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และการหาสถานที่ระบายไม่ได้ในทันทีคือฝันร้ายอย่างแท้จริง แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะวันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ จากการวิเคราะห์กลไกทางร่างกาย ที่จะช่วยให้คุณอั้นอึ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยในสถานการณ์ฉุกเฉิน มาดูกันว่าเราจะเอาตัวรอดจากนาทีชีวิตนี้ได้อย่างมือโปรได้อย่างไร เข้าใจกลไกข้าศึกบุก ก่อนจะไปดูเทคนิคเอาตัวรอด เรามาทำความเข้าใจธรรมชาติของร่างกายกันก่อน เมื่อกากอาหารเดินทางมาถึงปลายลำไส้ใหญ่ ความดันในบริเวณนั้นจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้จะไปกระตุ้นให้ลำไส้เกิดการบีบตัวอย่างรุนแรง จากนั้นหูรูดจะเริ่มทำงานทันที โดยมีตัวเราเองนี่แหละที่เป็นผู้คุมเกมยื้อเวลานี้ไว้ ดังนั้น ตราบใดที่เรายังสามารถควบคุมการหดและเกร็งของหูรูดทวารหนักไว้ได้ ข้าศึกก็ยังไม่มีสิทธิ์ผ่านด่านออกมาสร้างความเสียหายภายนอกเด็ดขาด! อั้นได้เมื่อฉุกเฉิน แต่อย่าทำบ่อย! แม้ว่าเราจะมีเทคนิคการอั้นที่ดีแค่ไหน แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าการอั้นอุจจาระควรทำเฉพาะยามจำเป็นและฉุกเฉินเท่านั้น ไม่แนะนำให้อั้นบ่อยๆ เป็นนิสัย เพราะการกักเก็บอุจจาระไว้ในลำไส้ใหญ่นานเกินไป จะทำให้ร่างกายดูดซึมน้ำกลับเข้าไปเรื่อยๆ ส่งผลให้อุจจาระแห้ง แข็ง ตัวแน่น และนำไปสู่อาการท้องผูกเรื้อรัง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคริดสีดวงทวารอีกด้วยครับ 4 เทคนิคอั้นอึขั้นเทพ หากตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ ให้รีบขุด 4 เทคนิคนี้ขึ้นมาใช้ประคองสถานการณ์ทันที 1. ขมิบก้นสู้ตาย วิธีที่เบสิกแต่ได้ผลดีที่สุดคือการตั้งสติแล้วขมิบเกร็งไปที่รูก้นอย่างสม่ำเสมอ การเกร็งหูรูดอย่างเป็นจังหวะและหนักแน่น จะช่วยส่งแรงดันดันให้อุจจาระเคลื่อนตัวย้อนกลับเข้าไปข้างในลำไส้ใหญ่อีกนิด ซึ่งกระบวนการนี้จะช่วยลดความดันที่ปลายลำไส้…










