เคยสังเกตตัวเองในกระจกแล้วพบว่า ทำไมจุดนี้บนร่างกายมันดูคล้ำขึ้น หรือมีสีดำโผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัวบ้างไหมครับ? ร่างกายมนุษย์เรามีความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง คือเมื่อระบบภายในเริ่มทำงานผิดปกติ หรือมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนแปลง มันมักจะแสดงออกผ่านสีผิวหรือจุดต่างๆ บนร่างกาย วันนี้ลุงจะพาไปไขความลับของสีดำบนจุดต่างๆ บนร่างกาย ว่าจุดไหนเป็นสัญญาณเตือนของโรค จุดไหนเป็นเรื่องธรรมชาติ และจุดไหนที่อาจจะต้องรีบดูแลด่วน ฟันดำ สัญญาณร้ายของสุขภาพช่องปาก ถ้าสังเกตเห็นจุดดำหรือเส้นสีดำตามซอกฟันหรือบนผิวฟัน นั่นไม่ใช่คราบอาหารธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณของฟันผุครับ สาเหตุหลัก เกิดจากกรดของแบคทีเรียไปทำลายผิวเคลือบฟัน (Enamel) จนผุพัง และกลายเป็นจุดดำ หากปล่อยทิ้งไว้ อาจลุกลามไปถึงโพรงประสาทฟัน ทำให้เกิดอาการปวดฟันอย่างรุนแรง จนต้องรักษารากฟันหรือถอนทิ้ง วิธีดูแล ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ใช้ไหมขัดฟัน และพบทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือน เพื่อเช็กสุขภาพช่องปากเป็นประจำ ใต้ตาดำ ปัญหาของคนนอนน้อย และคนมีโรคประจำตัว รอยคล้ำใต้ตาหรือที่ใครหลายคนเรียกว่า ‘ตาแพนด้า’ เป็นปัญหาผิวพรรณที่พบได้บ่อยมาก ซึ่งหลายคนคิดว่าเกิดจากการนอนน้อยเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วมันมีสาเหตุมากกว่านั้น สาเหตุหลัก นอกจากการอดนอนหรือพักผ่อนไม่เพียงพอแล้ว อาการใต้ตาดำยังอาจเกิดจากโรคภูมิแพ้ (เนื่องจากเส้นเลือดดำรอบดวงตาขยายตัว) หรือเกิดจากเงาของถุงใต้ตาที่หย่อนคล้อยตามวัย รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรมด้วย วิธีดูแล นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ หากเกิดจากภูมิแพ้ควรทานยาหรือหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น…
Category Archives: Lifestyle
เคยสงสัยไหมว่า ในแต่ละวันเราต้องเจอเชื้อโรคมากมายแค่ไหน? หลายคนดูแลตัวเองอย่างดี อาบน้ำวันละสองหน ขัดผิวจนเนียนกริบ แต่กลับมองข้ามสิ่งของใกล้ตัวที่หยิบจับอยู่ตลอดเวลา รู้หรือไม่ว่าของใช้ในชีวิตประจำวันบางอย่างสะสมเชื้อโรคไว้มากกว่าที่เราคิดเสียอีก วันนี้ลุงจะพาไปส่องสิ่งใกล้ตัวที่ต้องรีบล้าง ที่อ่านแล้วจะทำให้คุณอยากรีบวิ่งไปหยิบน้ำยาฆ่าเชื้อมาทำความสะอาดแทบไม่ทัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย 1. โทรศัพท์มือถือ แหล่งสะสมเชื้อโรคเคลื่อนที่ (ต้องล้างทุกวัน) ปัจจุบันมือถือคืออวัยวะที่ 33 ของคนยุคนี้ เราจับมันแทบจะตลอดเวลา ไม่ว่าจะตอนกินข้าว ตอนทำงาน หรือแม้กระทั่งตอนเข้าห้องน้ำ พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้สมาร์ทโฟนเครื่องโปรดของคุณกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคชั้นดี ผลวิจัยพบว่าโทรศัพท์มือถืออาจมีเชื้อโรคสะสมเกินค่ามาตรฐานทั่วไปสูง 10 เท่า ควรใช้น้ำยาทำความสะอาดสำหรับหน้าจอมือถือโดยเฉพาะ เช็ดทำความสะอาดทุกวัน และที่สำคัญควรล้างมือทุกครั้ง หลังให้คนอื่นยืมมือถือไปใช้งาน 2. สายฉีดชำระ สมรภูมิรบในห้องน้ำ (ต้องล้างทุกอาทิตย์) สิ่งนี้คือสิ่งที่คนไทยที่ขาดไม่ได้เวลาเข้าห้องน้ำ แต่รู้ไหมว่าภายในนั้นอาจไม่สะอาดอย่างที่คิด โดยเฉพาะสายฉีดในห้องน้ำสาธารณะ ที่ผ่านมือ (และตูด) ผู้คนมาอย่างโชกโชน มีการตรวจพบว่าสายฉีดชำระมีเศษอุจจาระติดอยู่มากกว่า 85% เลยทีเดียว ควรทำความสะอาดหัวฉีด และสายฉีดเป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคฉีดพ่นทิ้งไว้ แล้วใช้แปรงสีฟันเก่าที่ไม่ใช้แล้ว ค่อย ๆ ขัดตามซอกมุม เพื่อขจัดคราบสกปรก 3. คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ สกปรกกว่าฝารองนั่งชักโครก (ต้องล้างทุกเดือน)…
แต่ละวันหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่เราต้องเผชิญกับเสียงต่าง ๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงเพลงจากหูฟัง เสียงการจราจรที่คับคั่ง หรือแม้แต่เสียงเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน หลายคนอาจมองว่าเสียงเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่รู้หรือไม่ว่า เสียงที่เราได้ยินอยู่ทุกวัน มีพลังทำลายหูกว่าที่คิด หากมันดังเกินขีดจำกัดที่หูของเราจะรับไหว วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกระดับความดังของเสียงในหน่วยเดซิเบลกัน ว่าเสียงแบบไหนปลอดภัย เสียงระดับไหนที่ทำลายระบบประสาทการได้ยินของเราให้พัง ทำความรู้จักเดซิเบล หน่วยวัดพลังของเสียง เดซิเบล (dB) คือหน่วยที่ใช้วัดความเข้มหรือความดังของเสียง โดยปกติหูของมนุษย์สามารถรับเสียงที่ปลอดภัยได้ที่ระดับไม่เกิน 75-80 เดซิเบล หากสูงกว่านั้น และต้องฟังเป็นเวลานาน โครงสร้างภายในรูหู โดยเฉพาะเซลล์ขนในหูชั้นในจะเริ่มถูกทำลาย เป็นจุดเริ่มต้นของอาการหูตึงหรือหูดับ ระดับเดซิเบลที่ต้องระวัง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาดูกันว่าเสียงในชีวิตประจำวันรอบตัวเรามีระดับกี่เดซิเบล ส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง วิธีปกป้องหูให้ปลอดภัยจากมลพิษทางเสียง ในเมื่อเราต้องใช้ชีวิตท่ามกลางเสียงดังอย่างเลี่ยงไม่ได้ การดูแลตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ ลองทำตามคำแนะนำง่าย ๆ เหล่านี้เพื่อถนอมหูให้อยู่ไปนาน ๆ
แฟนซีรีส์หลายคนเคยเจอกับสถานการณ์ที่สัญญากับตัวเองว่า“ขออีกแค่ตอนเดียวจะนอนแล้ว” แต่ตัดภาพมาอีกที ไก่ขันจนคอโก่ง แสงอาทิตย์แยงตา และเรายังนั่งตาค้างจ้องหน้าจออยู่ ไม่ว่าจะซีรีส์เกาหลีแนวโอปป้าสุดอบอุ่น หรือซีรีส์จีนย้อนยุคดราม่าเข้มข้น ก็ล้วนดูดเวลาชีวิตเรา แล้วทำไมเราถึงหยุดดูไม่ได้? จะทำยังไงเพื่อหลุดจากวงจรอุบาทว์ที่ทำให้ขอบตาดำเป็นหมีแพนด้า วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความฟิน พร้อมเทคนิคการดูซีรีส์ที่จะช่วยเซฟร่างของคุณไม่ให้พังกันครับ ทำไมเราถึงหยุดดูซีรีส์ไม่ได้? เบื้องหลังความฟินระดับสารเคมีในสมอง อาการติดซีรีส์ไม่ใช่เรื่องของความไม่มีวินัยเพียงอย่างเดียว แต่มีเรื่องวิทยาศาสตร์และสารเคมีในสมองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เมื่อเราเริ่มเปิดซีรีส์เรื่องโปรด สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับร่างกายเราทันที ดูมากไป ระวังร่างพัง แม้ว่าการดูซีรีส์จะช่วยฮีลใจ และสร้างความบันเทิงชั้นดี แต่ถ้าเราดูติดต่อกันนานเกินไป (Binge-watching) ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจไม่ฟินเหมือนในจอ 4 เทคนิค ดูซีรีส์ยังไงไม่ให้เสียงานเสียการ 1. กำหนดเวลาดูอย่างเคร่งครัด กำหนดเวลาดูซีรีส์ ไม่ควรเกินวันละ 2 ชั่วโมง และที่สำคัญคือ ห้ามนำหน้าจอขึ้นไปดูบนเตียงนอนเด็ดขาด เพราะเตียงนอนควรเป็นพื้นที่สำหรับนอนเท่านั้น การดูบนเตียงจะทำให้สมองตื่นตัว และรบกวนการนอนหลับ 2. หยุดดูที่กลางตอน เคยสังเกตไหมว่าทำไมเราถึงกดตอนถัดไปเสมอ? นั่นเพราะผู้กำกับมักจะทิ้งปมขัดแย้งใหญ่ๆ ไว้ที่ตอนจบของแต่ละอีพี เพื่อดึงดูดให้เราอยากดูตอนต่อไป ดังนั้นทริคเด็ดคือ ให้หยุดดูที่ช่วงกลางตอน เพราะเป็นช่วงที่เนื้อหากำลังราบเรียบ ทำให้เราหักห้ามใจปิดหน้าจอได้ง่ายขึ้น 3. ลุกขยับร่างกายบ้าง อย่าปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นผักบนโซฟา เมื่อดูจบ 1 ตอน…
ในยุคที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็ว ความเครียดสะสมกลายเป็นเรื่องที่ใครก็ต้องเผชิญ เมื่อพูดถึงวิธีลดความเครียด ภาพในหัวของคนส่วนใหญ่อาจเป็นการจองตั๋วเครื่องบินไปเที่ยว เข้าสปาหรูๆ หรือเสียเงินซื้อคอร์สบำบัดราคาแพง แต่รู้หรือไม่ว่า ที่จริงยังมีวิธีลดเครียดอีกหลายวิธีที่ง่าย อยู่ใกล้ตัวเรา และหลายคนอาจนึกไม่ถึง วันนี้ลุงจะพาไปส่อง 4 เคล็ดลับการลดความเครียด ที่ทำง่าย ประหยัดเงิน และยังมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับว่าสามารถช่วยให้คุณอารมณ์ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ล้างจาน เปลี่ยนงานบ้านสุดน่าเบื่อให้เป็นพื้นที่ฝึกสมาธิ สำหรับหลายคน การล้างจานอาจเป็นงานบ้านที่น่าเบื่อ และอยากเลี่ยงมากที่สุด แต่รู้หรือไม่ว่ากิจกรรมนี้เป็นเครื่องมือบำบัดจิตใจชั้นยอด มีผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริดา (Florida State University) พบว่า การล้างจานอย่างตั้งใจช่วยลดความวิตกกังวลได้มากถึง 27% และช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าให้กับสมองได้อีกด้วย เคล็ดลับล้างจานเพื่อลดความเครียด เจอแดดอ่อนๆ ชาร์จพลังชีวิตด้วยแสงอาทิตย์ยามเช้าและเย็น แดดเมืองไทยอาจจะน่ากลัวสำหรับหลายคน แต่การหลบแดดตลอดเวลาอาจทำให้เราพลาดโอกาสบำบัดความเครียดตามธรรมชาติ แสงแดดทำให้เราได้รับวิตามินดี ที่มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ในสมอง ซึ่งช่วยลดความเครียด ปรับปรุงอารมณ์ และป้องกันภาวะซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยปรับนาฬิกาชีวิต ทำให้เราหลับสบายขึ้นในตอนกลางคืน ช่วงเวลาเจอแดดที่เหมาะสม กินกล้วยหอม ผลไม้แห่งความสุขที่ช่วยปรับอารมณ์ได้ทันที เวลาที่เครียดหรือสมองตื้อ หลายคนมักหยิบชาไข่มุกหรือขนมหวานมากินแก้เครียด ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว ให้ลองเปลี่ยนมากินกล้วยหอมสักลูกดูสิครับ เพราะกล้วยหอมคือสุดยอดผลไม้คลายเครียดที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโนชื่อทริปโตเฟน (Tryptophan) ในปริมาณสูง เมื่อเรากินกล้วยหอมเข้าไป ร่างกายจะเปลี่ยนทริปโตเฟนให้เป็นเซโรโทนิน (Serotonin)…
แดดเมืองไทยร้อน จนเหมือนซ้อมตกนรก เดินไปข้างนอกไม่กี่นาที รู้ตัวอีกทีผิวก็เปลี่ยนสี แถมยังมีอาการผิวไหม้แดด (Sunburn) ยิ่งช่วงที่ค่า UV Index พุ่งสูงทะลุหลอด ก็แทบไม่มีใครรอดจากการโดนแดดทำร้าย วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเช็กอาการว่า ผิวที่โดนแดดแผดเผาของคุณตอนนี้ชำรุดอยู่เลเวลไหน พร้อมวิธีการกู้ผิวพังให้กลับมาสวยใส สุขภาพดีแบบเร่งด่วน เช็กด่วนว่าผิวของคุณไหม้แดดเลเวลไหน? มาประเมินก่อนว่าผิวของเราได้รับความเสียหายแค่ไหน เพื่อจะได้เลือกวิธีดูแลรักษาได้อย่างตรงจุด โดยสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของผิวไหม้แดดออกเป็น 3 เลเวล ดังนี้ Lv. 1: ผิวแดงคล้ำ (แสบเบาๆ พอหยิกๆ) เลเวลนี้ถือเป็นระดับเริ่มต้นที่เป็นกันบ่อยสุด ผิวจะมีลักษณะแดงคล้ำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเม็ดสีเมลานินทำงานหนัก และอาจจะรู้สึกแสบผิวเล็กน้อยเวลาเสื้อผ้าเสียดสี ผิวเลเวลนี้จะใช้เวลาฟื้นตัวเพียงแค่ 3-5 วัน ก็จะค่อยๆ ดีขึ้น และกลับมาเป็นปกติได้เอง Lv. 2: ผิวบวมแดง (แตะทีมีสะดุ้ง!) ผิวเลเวลนี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนสีธรรมดา แต่จะเริ่มมีอาการบวมแดงร่วมด้วย และจะรู้สึกแสบจี๊ดๆ ทุกครั้งที่ไปสัมผัสโดน สำหรับใครที่อยู่เลเวลนี้ ต้องใจเย็น และให้เวลาร่างกายหน่อย เพราะผิวต้องใช้เวลาซ่อมแซมตัวเองประมาณ 1 สัปดาห์เต็มๆ อาการบวมแดงถึงจะค่อยๆ บรรเทาลง Lv. 3:…
ใครเป็นบ้าง? สั่งส้มตำพริก 10 เม็ด ยำรสแซ่บสะเด็ดน้ำ หรือหมาล่าเผ็ดชาลิ้น ตอนกินน่ะฟิน แต่พอความเผ็ดออกฤทธิ์ หูก็ดับ ปากก็เจ่อ ทรมานจนต้องร้องขอชีวิต แล้วเวลาเผ็ดขึ้นสมองแบบนี้ คุณใช้วิธีไหนในเอาตัวรอด? วิ่งหาน้ำเย็น ดื่มเบียร์ หรือแค่อ้าปากรับลม? วันนี้ลุงจะพาไปชำแหละเคล็ดลับการแก้เผ็ด ว่าวิธีไหนที่ช่วยเราได้จริง วิธีไหนที่เป็นความเชื่อผิดๆ กรุ๊ป A: วิธีดับเผ็ดระดับช่วยชีวิต เริ่มด้วยกลุ่มวิธีที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าช่วยบรรเทาอาการเผ็ดร้อนในปากได้จริง มีวิทยาศาสตร์รองรับ แถมทำได้ง่ายๆ กรุ๊ป B: วิธีดับเผ็ดที่ยิ่งทำยิ่งพัง หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าวิธีเหล่านี้ช่วยได้ แต่จริงๆ แล้วมันยิ่งทำให้แคปไซซินลุกโชนขึ้นกว่าเดิม เสี่ยงปากพองไม่รู้ตัว กินอาหารรสจัดจ้านเป็นความสุขของชีวิต แต่ต้องรู้จักวิธีรับมืออย่างชาญฉลาด ครั้งหน้าถ้ามีนัดกินส้มตำพริกสิบเม็ด อย่าลืมพกนมเย็นเจี๊ยบ หรือลูกอมรสหวานติดตัวไว้เสมอนะครับ
บนโต๊ะเครื่องแป้งของคุณมีเครื่องสำอางอยู่กี่ชิ้น? ทั้งลิปสติกสีโปรดที่ซื้อมาซ้ำๆ อายแชโดว์พาเลตต์สุดวิบวับที่นานๆ ทีจะได้แต่ง หรือมาสคาร่าแท่งเก่งที่หยิบใช้ทุกวัน สำหรับสายบิวตี้แล้ว การสะสมเครื่องสำอางถือเป็นความสุขอย่างหนึ่ง แต่รู้หรือไม่ว่าเครื่องสำอางที่เราใช้อยู่ทุกวันก็มีอายุขัยของมันเหมือนกัน และหากเรายังฝืนใช้ต่อไปแทนที่จะได้ความสวยสะดุดตา อาจจะได้หน้าพัง และสิวอุดตันกลับมาแทน วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเปิดกรุโต๊ะเครื่องแป้ง เพื่อเช็กว่าเครื่องสำอางที่ใช้อยู่เนี่ยหมดอายุหรือยัง พร้อมวิธีสังเกตลักษณะการเปลี่ยนแปลงง่ายๆ ที่คุณสามารถเช็กได้ทันทีครับ ทำไมเครื่องสำอางถึงมีวันหมดอายุ หลายคนอาจคิดว่า ตราบใดที่เนื้อครีมไม่เปลี่ยนสี หรือกลิ่นไม่เหม็นหืน ก็ยังสามารถใช้งานได้ปกติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทันทีที่เราเปิดฝาใช้งาน เครื่องสำอางจะเริ่มสัมผัสกับอากาศ นิ้วมือ และแปรงแต่งหน้า ซึ่งเป็นตัวนำพาสิ่งสกปรกและแบคทีเรียเข้าไปสะสม แม้ภายนอกจะดูปกติดี แต่สารเคมีและสารบำรุงบางอย่างอาจเสื่อมสภาพโดยที่เราไม่ได้สังเกตเห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งนี่แหละคือตัวการเงียบที่ทำร้ายผิวหน้าของเรา เครื่องสำอางแต่ละประเภทอยู่ได้นานแค่ไหน เครื่องสำอางแต่ละประเภทมีอายุการใช้งานหลังเปิดใช้ (Period After Opening) ที่แตกต่างกัน มาดูกันดีกว่าว่าไอเทมชิ้นโปรดของคุณอยู่ได้นานแค่ไหน มีลักษณะอย่างไรเมื่อหมดอายุ มาสคาร่า (Mascara) มาสคาร่าถือเป็นไอเทมที่มีอายุการใช้งานสั้นที่สุด เนื่องจากหัวแปรงต้องดึงเข้าออกบ่อยๆ ทำให้สัมผัสกับอากาศและแบคทีเรียได้ง่าย อีกทั้งยังใช้กับบริเวณที่บอบบางอย่างดวงตา จึงต้องระวังเป็นพิเศษ รองพื้น (Foundation) งานผิวอย่างรองพื้นสูตรน้ำหรือเนื้อลิควิด หากเก็บรักษาไม่ดีหรือปล่อยให้โดนความร้อน สารประกอบในรองพื้นจะเริ่มเสื่อมสภาพและแยกตัวออกจากกัน ลิปสติก (Lipstick) ลิปสติกแท่งโปรดที่สัมผัสกับริมฝีปากและน้ำลายของเราบ่อยครั้ง แม้จะดูใช้ได้นาน แต่ก็มีขีดจำกัดเช่นกัน ดินสอเขียนคิ้ว…
เคยสังเกตไหมว่าทำไมช่วงไหนที่น้ำหนักตัวพุ่งพรวด หน้าท้องเริ่มยื่น เสื้อผ้าเริ่มแน่น แล้วจู่ๆ น้องชาย หรือปิกาจูคู่ใจก็ดูเหมือนจะหมดพลังงาน ไม่เชื่อฟังเหมือนแต่ก่อน นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญคิดไปเองนะครับ แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยเงียบทางสุขภาพที่ผู้ชายหลายคนกำลังเผชิญ นั่นคือภาวะเซ็กส์เสื่อมจากความอ้วน วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกกันว่า ทำไมความอ้วนถึงเป็นศัตรูตัวร้ายที่คอยบั่นทอนสมรรถภาพทางเพศ และชวนมาทำแบบทดสอบง่ายๆ เพื่อเช็คกันว่าตอนนี้ปิกาจูของคุณอยู่ในระดับความแข็งเลเวลไหนกันแน่ สัญญาณเตือนเซ็กส์เสื่อม อาการเซ็กส์เสื่อมไม่ได้หมายความว่าใช้งานไม่ได้เลยในทันที แต่มักจะค่อยๆ ส่งสัญญาณเตือนออกมาทีละนิด ซึ่งหากคุณมีอาการเหล่านี้ตั้งแต่ 1 ข้อขึ้นไป ปิกาจูกำลังมีปัญหาครับ อ้วนแล้วทำไมเสี่ยงเซ็กส์เสื่อม? หลายคนอาจสงสัยว่า แค่อ้วนขึ้น มีพุง แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับเรื่องบนเตียง? ในทางวิทยาศาสตร์และระบบการทำงานของร่างกาย ความอ้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสืบพันธุ์ชายดังนี้ครับ 1. ไขมันอุดตันเส้นเลือดในปิกาจู เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณอวัยวะเพศชายมีขนาดเล็กมาก เล็กยิ่งกว่าเส้นเลือดหัวใจเสียอีก เมื่อเรามีภาวะอ้วน ไขมันในเลือดจะสูงขึ้นและเข้าไปอุดตันตามเส้นเลือดฝอยเหล่านี้ ทำให้ทางเดินเลือดตีบแคบลง 2. เลือดเข้าไปคั่งให้แข็งตัวไม่ได้ กลไกการแข็งตัวของปิกาจูเกิดจากการที่เลือดไหลเวียนเข้าไปคั่งในเนื้อเยื่อฟองน้ำเมื่อได้รับการกระตุ้น แต่เมื่อเส้นเลือดอุดตัน เลือดจึงไม่สามารถไหลเข้าไปคั่งได้อย่างเต็มที่ ผลที่ตามมาคือ ทำให้น้องชายอ่อนปวกเปียก หรือแข็งได้ไม่นานก็หดตัวลง 3. ฮอร์โมนเพศชายลดลง ไขมันสะสมในร่างกายที่มากเกินไปจะเปลี่ยนฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ให้กลายเป็นฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen) ส่งผลให้ความต้องการทางเพศลดลง กล้ามเนื้อลีบลง และอ่อนเพลียง่ายขึ้น เช็คตัวเองกัน ตอนนี้น้องชายแข็งระดับไหน?…
เคยสังเกตตัวเองไหมว่า แต่ละวันเรามักจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่ทำไปโดยไม่รู้ตัวจนกลายเป็นความเคยชิน หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าอาการติด ไม่ว่าจะเป็นการหยิบยาดมขึ้นมาสูดทุก ๆ 5 นาที, การต้องสั่งชานมไข่มุกหวานร้อยทุกบ่าย, การเผลอกัดเล็บจนกุดเวลาเครียด หรือแม้แต่การพูดติดขัดตะกุกตะกักจนเสียความมั่นใจ พฤติกรรมเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน แต่รู้หรือไม่ว่าหากปล่อยไว้ระยะยาว อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและบุคลิกของเราอย่างคาดไม่ถึง วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเช็กตัวเอง พร้อมเปิดวิธีเลิก 4 อาการยอดฮิตที่จะช่วยให้คุณกลับมาทวงคืนสุขภาพที่ดีและบุคลิกภาพที่ปังอีกครั้ง ติดยาดม: สูดฟิน ๆ แต่ระวังจมูกพังไม่รู้ตัว ไอเทมคู่กายคนไทยยุคนี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากยาดม เรียกว่ากระเป๋าเสื้อต้องมี โต๊ะทำงานต้องวาง บางคนสูดดมเข้ารูจมูกซ้ายทีขวา จนแทบจะกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของร่างกายไปแล้ว ข้อเสียของการติดยาดม วิธีเลิกติดยาดม ติดหวาน: ตัวการร้ายทำลายหุ่นและเสี่ยงโรคร้าย ล้างปากด้วยของหวาน ชาไข่มุก บิงซู หรือกาแฟส้มแก้วโปรด ความหวานคือสารแห่งความสุขที่หลายคนปฏิเสธไม่ได้ แต่ความสุขชั่วครู่นี้แฝงไปด้วยอันตรายที่น่ากลัว ข้อเสียของการติดหวาน วิธีเลิกติดหวาน ติดกัดเล็บ: ทำลายบุคลิกและนำเชื้อโรคเข้าปาก หลายคนเวลารู้สึกตื่นเต้น เครียด หรือใช้ความคิด มักจะเผลอยกนิ้วขึ้นมากัดเล็บโดยไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีเล็บก็กุดจนเจ็บปลายนิ้วไปหมดแล้ว ข้อเสียของการติดกัดเล็บ วิธีเลิกติดกัดเล็บ ติดอ่าง: ไปอาบน้ำ หรือพูดติดขัด? เมื่อพูดถึงคำว่าติดอ่าง…










