เคยไหม? ซื้อครีมบำรุงราคาแพงแสนแพงมาใช้ แต่ผลลัพธ์กลับไม่ปังอย่างที่คิด หรือบางทีทาไปไม่กี่วันหน้าก็เยิ้มจนสิวอุดตันบุกเต็มหน้า ปัญหานี้อาจไม่ได้เกิดจากสกินแคร์ไม่ดี แต่อาจเป็นเพราะคุณกำลังใช้ในปริมาณที่ผิดต่างหาก การทาสกินแคร์น้อยเกินไปก็ทำให้ผิวไม่ได้รับการบำรุงจนเห็นผลช้า ส่วนการประโคมโบกเยอะเกินไปก็ทำให้ผิวอุดตันระคายเคือง แถมยังสิ้นเปลืองเงินในกระเป๋าโดยใช่เหตุ วันนี้ลุงเลยมัดรวม คู่มือตวงสกินแคร์ ฉบับเข้าใจง่ายที่จะช่วยให้คุณบำรุงผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คุ้มค่าทุกหยด และได้ผลลัพธ์ผิวสวยสุขภาพดีแบบเต็มร้อยมาฝากกัน ทาแค่ไหนถึงจะพอดี และได้ผลดีที่สุด? 1. โฟมล้างหน้า ขั้นตอนแรกของการมีผิวใสคือการทำความสะอาดผิวหน้า ปริมาณโฟมล้างหน้าที่เหมาะสมคือ 2 เซนติเมตร (หรือประมาณ 1 ข้อนิ้วมือ) ปริมาณเท่านี้จะช่วยให้เกิดฟองหนานุ่มที่เพียงพอต่อการชะล้างสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้าได้อย่างหมดจด โดยไม่ทำร้ายเกราะป้องกันผิวและไม่ทำให้ผิวแห้งตึงจนเกินไป 2. โทนเนอร์ เพื่อปรับสภาพผิวหลังล้างหน้าและเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงขั้นต่อไป ให้หยดโทนเนอร์ลงบนสำลีจน ชุ่มพอดี 1 แผ่น ไม่ควรประหยัดจนสำลีแห้งเกินไปเพราะแรงเสียดสีจากแผ่นสำลีอาจบาดผิวจนอักเสบ และไม่ควรเทจนเปียกโชกเกินไปเพราะจะทำให้สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ 3. เซรั่ม เซรั่มเป็นสกินแคร์ที่มีโมเลกุลขนาดเล็กและมีความเข้มข้นของสารบำรุงสูงมาก ดังนั้นใช้เพียงแค่ 1-2 ปั๊ม (หรือขนาดประมาณเมล็ดถั่วแดง) ก็เพียงพอที่จะเกลี่ยได้ทั่วทั้งใบหน้าและลำคอแล้ว การทามากกว่านี้ไม่ได้ช่วยให้เห็นผลเร็วขึ้น แต่จะทำให้ผิวเหนียวเหนอะหนะและระคายเคืองได้ง่ายขึ้น 4. อายครีม ผิวบริเวณรอบดวงตาบอบบางและเกิดริ้วรอยได้ง่ายที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดการอุดตันเป็นตุ่มไขมัน (Milia) ได้ง่ายเช่นกัน ปริมาณอายครีมที่เหมาะสมจึงเท่ากับ 1 เมล็ดถั่วลันเตา…
Author Archives: Aitim
ถ้าพูดถึงท่าออกกำลังกายช่วงล่างยอดฮิตที่ทำง่าย ไม่ต้องมีอุปกรณ์ และได้ผลลัพธ์แบบเน้น ๆ เชื่อว่าชื่อของท่าลันจ์ (Lunge) จะต้องติดโผเป็นอันดับต้น ๆ แน่นอน เพราะนี่คือท่าไม้ตายในการปั้นก้นและต้นขาให้ฟิตแอนด์เฟิร์มแบบเร่งด่วน แต่รู้หรือไม่ว่า? แค่เราขยับทิศทางการก้าวขาเพียงเล็กน้อย ผลลัพธ์ที่ได้ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกท่าลันจ์ทั้ง 4 แบบ เพื่อหาคำตอบกันว่า ท่าไหนจะตอบโจทย์เป้าหมายการปั้นหุ่นของคุณได้ดีที่สุด ทำไมต้องเล่นท่าลันจ์ (Lunge) ก่อนจะไปเริ่มก้าว เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมท่าลันจ์ถึงดีต่อใจและร่างกายนัก ท่าลันจ์เป็นท่าออกกำลังกายแบบ Compound Exercise หรือท่าที่ใช้กล้ามเนื้อหลายข้อต่อพร้อมกัน ซึ่งข้อดีของมันคือช่วยกระตุ้นการเผาผลาญได้ดีมาก ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแกนกลางลำตัว ช่วยปรับสมดุลและการทรงตัว และที่สำคัญคือช่วยกระชับกล้ามเนื้อก้น ต้นขาด้านหน้า ต้นขาด้านหลัง และน่อง ได้อย่างมีประสิทธิภาพสุด ๆ เจาะลึก 4 ท่าลันจ์ ก้าวแบบไหนได้ส่วนไหนบ้าง? มาดูกันว่าการก้าวขาแต่ละทิศทางจะส่งผลต่อกล้ามเนื้อส่วนไหนบ้าง และต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล 1. ก้าวไปข้างหน้า (Forward Lunge): ท่าเบสิกยอดฮิตตลอดกาล เริ่มกันที่ท่าคลาสสิกที่ทุกคนคุ้นเคย ท่านี้เป็นการก้าวขาไปข้างหน้าแล้วย่อตัวลงตรง ๆ ซึ่งเป็นท่าเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ที่เพิ่งหัดเล่น 2. ก้าวไปด้านข้าง (Side Lunge): บอกลาปัญหาขาเบียด…
เคยไหมครับ? ตื่นเช้ามาแทนที่จะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แต่กลับรู้สึกเหมือนไปวิ่งมาราธอนมาทั้งคืน อาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ปวดหลัง ปวดบ่า หรือสะโพก ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนไม่ได้นอน หลายคนมักโยนความผิดให้กับการทำงานหนัก หรือภาวะออฟฟิศซินโดรม แต่ความจริงแล้ว ตัวการร้ายที่แท้จริงอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด… นั่นก็คือที่นอนที่เราล้มตัวลงนอนในทุกๆ คืนนั่นเอง การนอนหลับคือช่วงเวลาที่ร่างกายควรได้รับการพักผ่อนและฟื้นฟูอย่างเต็มที่ แต่หากที่นอนของคุณไม่มีคุณภาพ หรือไม่เหมาะกับสรีระ จากช่วงเวลาแห่งความสุขอาจกลายเป็นช่วงเวลาที่ทำร้ายร่างกายแบบเรื้อรัง วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกกันครับว่า ที่นอนแต่ละแบบส่งผลต่อร่างกายของเราอย่างไร และแบบไหนที่ควรเลี่ยงด่วน เตียงแบบไหนที่นอนแล้วเสี่ยง “ปวดเรื้อรัง” สรีระของคนเรามีความโค้งเว้าตามธรรมชาติ โดยเฉพาะแนวกระดูกสันหลัง การเลือกที่นอนที่ไม่สามารถรองรับความโค้งเว้านี้ได้อย่างเหมาะสม จะนำมาซึ่งอาการบาดเจ็บและอาการปวดเมื่อยต่างๆ ดังนี้ครับ 1. เตียงนุ่มเกินไป หลายคนชอบที่นอนนุ่มๆ เพราะรู้สึกเหมือนได้นอนซุกตัวอยู่บนก้อนเมฆ แต่รู้หรือไม่ว่าที่นอนที่นุ่มเกินไปนั้นอันตรายต่อกระดูกสันหลังอย่างยิ่ง 2. เตียงแข็งเกินไป หรือการนอนพื้น ในทางกลับกัน ความเชื่อที่ว่า “นอนเตียงแข็งๆ หรือนอนพื้นแล้วดีต่อหลัง” ก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไปครับ\n 3. นอนบนโซฟา การเผลอหลับบนโซฟาตัวโปรดอาจจะดูสบายในตอนแรก แต่ยาวไปไม่ดีแน่ครับ 4. นอนนอกบ้าน อันนี้อาจจะหลุดโฟกัสเรื่องสรีระไปนิด แต่น่าเห็นใจไม่แพ้กันครับ สำหรับใครที่ทำความผิดมาแล้วโดนเนรเทศออกมานอนนอกบ้าน เคล็ดลับการจัดระเบียบท่านอนเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น หากคุณยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนที่นอนใหม่ในตอนนี้ หรือกำลังมองหาวิธีการปรับปรุงคุณภาพการนอนให้ดียิ่งขึ้น ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้ดูครับ เลือกที่นอนที่พอดี…
เคยไหมที่หยิบเสื้อยืดสีขาวหรือเสื้อเชิ้ตตัวเก่งออกมาจากตู้เสื้อผ้า แต่กลับต้องชะงักเมื่อพบกับคราบเหลืองอ๋อยตรงบริเวณรักแร้ คอเสื้อ หรือหน้าอก ปัญหานี้ทำเอาหลายคนเสียความมั่นใจจนต้องตัดใจทิ้งเสื้อตัวโปรดไปอย่างน่าเสียดาย แต่ช้าก่อน วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเจาะลึกถึงสาเหตุที่แท้จริงของคราบเหลืองเหล่านั้น พร้อมแจกสูตรลับขจัดคราบด้วยของใช้ใกล้ตัวในบ้าน ที่จะช่วยชุบชีวิตเสื้อขาวของคุณให้กลับมาสะอาดวิ้งค์เหมือนเพิ่งซื้อมาใหม่กัน 3 สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้เกิดคราบเหลืองบนเสื้อขาว หลายคนอาจจะคิดว่าคราบเหลืองเกิดจากความสกปรกของเราเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้ว คราบเหลืองบนเสื้อขาวเกิดจากปฏิกิริยาเคมีรอบตัวที่เราคาดไม่ถึง โดยมี 3 สาเหตุหลักๆ ดังนี้ 1. เหงื่อและขี้ไคลสะสม ในแต่ละวันร่างกายของเราจะขับเหงื่อและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว (ขี้ไคล) ออกมาตลอดเวลา หากเราสวมเสื้อผ้าและปล่อยให้เหงื่อหมักหมมเป็นเวลานาน หรือซักเสื้อผ้าไม่สะอาดพอ คราบเหงื่อและขี้ไคลเหล่านี้จะค่อยๆ แทรกซึมลึกเข้าไปสะสมในเส้นใยผ้า จนกลายเป็นคราบเหลืองฝังแน่นที่ซักออกยากในที่สุด 2. โรลออนระงับกลิ่นกาย โรลออนบางชนิดมีส่วนผสมของสารอลูมิเนียม (Aluminum) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดการหลั่งของเหงื่อ แต่เมื่อสารอลูมิเนียมนี้เดินทางมาเจอกับเหงื่อธรรมชาติของเรา มันจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ทำให้เกิดคราบแข็งๆ และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองติดอยู่ใต้ วงแขนเสื้อ ทำให้เนื้อผ้าบริเวณนั้นทั้งแข็งและเปลี่ยนสี 3. ครีมกันแดด ไอเทมสำคัญที่เราต้องทาทุกวันอย่างครีมกันแดด ก็เป็นตัวการร้ายเงียบๆ เช่นกัน เพราะในครีมกันแดดมีสารกันรังสี UV ที่เมื่อสัมผัสกับเหงื่อและเกาะติดบนเส้นใยผ้าขาว จะเกิดการเปลี่ยนสีทำให้ผ้าบริเวณที่โดนครีมกันแดด (เช่น ปกคอเสื้อ หรือปลายแขนเสื้อ) กลายเป็นคราบเหลืองหรือคราบส้มสว่างที่ซักด้วยผงซักฟอกธรรมดาไม่ออก วิธีขจัดคราบเหลืองให้หลุดออกง่ายๆ เมื่อรู้สาเหตุแล้ว เรามาดูวิธีจัดการกับคราบเหล่านี้กันดีกว่า…
เคยสงสัยกันไหมว่า ในแต่ละวันที่เราเดินเข้าห้องสุขาเพื่อไป “ปลดทุกข์” ท่าทางที่เราใช้นั้นส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของเราอย่างไรบ้าง? เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องขี้ผง และไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้เลย เพราะสุขอนามัยในการขับถ่ายคือจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดี วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเปิดศึกประชันระหว่างสองท่าไม้ตายระดับโลกอย่าง “ท่านั่งยอง” และ“ท่านั่งราบ” มาดูกันว่าท่าไหนจะตอบโจทย์ทั้งความฟิน ความสบาย และความปลอดภัยต่อร่างกายได้ดีกว่ากัน ทำความรู้จักท่านั่งยอง ท่าเบสิกที่คน 2 ใน 3 ของโลกใช้ รู้หรือไม่? แม้ว่าโถสุขภัณฑ์แบบนั่งราบจะดูทันสมัยและแพร่หลายในปัจจุบัน แต่จริงๆ แล้ว คนถึง 2 ใน 3 ของโลกยังนิยมนั่งยองในการขับถ่าย เพราะนี่คือท่าทางตามธรรมชาติของมนุษย์ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และมีประโยชน์ต่อระบบขับถ่ายอย่างคาดไม่ถึง ข้อดีของการนั่งยอง (ที่สายรีบต้องเลิฟ) ทำความรู้จักท่านั่งราบ ความสบายระดับราชวงศ์ในอดีต ขยับมาที่ “ท่านั่งราบ” หรือโถสุขภัณฑ์แบบชักโครกที่เราคุ้นเคยกันดีในปัจจุบัน รู้หรือไม่ว่าในอดีตนั้น ส้วมแบบนั่งราบไม่ได้มีให้ใช้กันทั่วไปนะจ๊ะ! เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อใช้เฉพาะในราชวงศ์และชนชั้นสูงเท่านั้น โดยถือเป็นสัญลักษณ์ของการมีอำนาจและความสะดวกสบายเลยทีเดียว ข้อดีของการนั่งราบ (สายชิลถูกใจสิ่งนี้) รู้หรือไม่? เวลาที่ใช้ต่างกันลิบลับ หากวัดกันที่ความเร็วในการทำภารกิจ ผลลัพธ์ที่ได้อาจทำให้คุณต้องประหลาดใจ เพราะการนั่งยองใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 1 นาทีเท่านั้น ในขณะที่ การนั่งราบใช้เวลานานถึง 4 – 15…
เวลาเจ็บคอ มีไข้ หรือปวดกล้ามเนื้อ เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเดินเข้าไปในร้านขายยาแล้วพูดประโยคยอดฮิตนี้ว่า “ขอยาแก้อักเสบหน่อยครับ/ค่ะ” แล้วก็ได้ยาแคปซูลสีฟ้า-เขียว หรือสีแดง-ดำ กลับมาทานที่บ้าน แต่รู้หรือไม่ว่า… ยาที่คุณเพิ่งกินเข้าไปนั้น อาจไม่ใช่ “ยาแก้อักเสบ” แต่เป็น “ยาฆ่าเชื้อ” หรือยาปฏิชีวนะต่างหาก! ความเข้าใจผิดที่คิดว่ายาสองชนิดนี้เป็นยาตัวเดียวกันและใช้แทนกันได้ เกิดขึ้นกับคนไทยมาอย่างยาวนาน จนบางครั้งเราเผลอกินยาผิดประเภท นอกจากจะไม่ช่วยให้หายป่วยแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ยาและวิกฤต “เชื้อดื้อยา” ที่อาจอันตรายถึงชีวิตอีกด้วย วันนี้ลุงจะพามาเจาะลึกเปรียบเทียบมวยคู่เอก ยาแก้อักเสบ VS ยาฆ่าเชื้อ แบบเข้าใจง่ายๆ เพื่อสุขภาพที่ดีและปลอดภัยของคุณกันครับ 1. ยาแก้อักเสบ – ลดปวด ลดไข้ แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อโรค เริ่มต้นกันที่ ยาแก้อักเสบ (Anti-inflammatory drugs) ยาตัวนี้ทำหน้าที่ตรงตามชื่อเลยครับ คือช่วยลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย ลดอาการปวด บวม แดง ร้อน และช่วยลดไข้ได้ดี แต่สิ่งที่หลายคนมักเข้าใจผิดคือ ยาแก้อักเสบนี้ “ไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคใดๆ ทั้งสิ้น” ไม่ว่าจะเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส เราควรใช้ยาแก้อักเสบเมื่อไหร่? ตัวอย่างยาแก้อักเสบที่คุ้นหู ได้แก่ แอสไพริน (Aspirin),…
เคยไหม? ที่บางครั้งเรามองคนรอบตัว หรือแม้กระทั่งมองตัวเองในกระจกแล้วเกิดความไม่เข้าใจ… ทำไมช่วงนี้ถึงขี้ลืมจัง ทำไมต้องล้างมือซ้ำๆ หรือทำไมอารมณ์ถึงขึ้นๆ ลงๆ เหมือนรถไฟเหาะ หลายครั้งเรามักตัดสินพฤติกรรมเหล่านี้ว่าเป็นเพียงแค่ “นิสัย” หรือ “การเรียกร้องความสนใจ” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายใต้พฤติกรรมแปลกๆ เหล่านั้น อาจมีเสียงกรีดร้องเงียบๆ ของ “โรคทางใจ” ซ่อนอยู่ก็เป็นได้ วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกและทำความเข้าใจกับ 4 โรคทางจิตเวชยอดฮิต ผ่านมุมมองของ “สิ่งที่แสดงออกภายนอก” ปะทะกับ “สาเหตุที่แท้จริงภายในสมอง” เพื่อให้เราเข้าใจตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น เพราะบางครั้ง… การเข้าใจคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของการรักษา ถอดรหัส 4 โรคทางใจที่พบบ่อย: สิ่งที่เห็น VS สิ่งที่เป็น 1. โรคซึมเศร้า (Major Depression): ไม่ใช่แค่ขี้เกียจ แต่สมองส่วนคิดบวกกำลังปิดสวิตช์ หลายคนมักเข้าใจผิดว่าคนเป็นโรคซึมเศร้าจะต้องร้องไห้ตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริง พฤติกรรมภายนอกที่แสดงออกอาจมาในรูปแบบอื่นที่คุณคาดไม่ถึง 2. โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD): พฤติกรรมวนลูปที่ขับเคลื่อนด้วยความวิตกกังวล สำหรับคนนอก พฤติกรรมของคนเป็น OCD อาจดูน่ารำคาญหรือดูเยอะเกินไป แต่สำหรับพวกเขาแล้ว มันคือกลไกการเอาชีวิตรอดจากความกลัวในจิตใจ 3….
แดดเมืองไทยร้อนแรงขนาดนี้ เคยสงสัยไหมครับว่า ถ้าเราจอดรถทิ้งไว้กลางแดด อุณหภูมิภายในรถจะพุ่งสูงไปถึงไหน? ข้อมูลระบุว่าเมื่อจอดรถตากแดดจัด ๆ อุณหภูมิภายในห้องโดยสารสามารถพุ่งทะยานไปได้สูงถึง 50-60 องศาเซลเซียส หรืออาจมากกว่านั้นเลยทีเดียว สภาพในรถจะกลายสภาพไม่ต่างจากเตาอบเคลื่อนที่ และความร้อนสะสมระดับนี้แหละครับที่เป็นตัวการทำลายล้างสิ่งของต่าง ๆ ที่เราเผลอวางทิ้งไว้ วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเช็กกันว่าไอเทมอันตรายอะไรบ้างที่ไม่ควรลืมทิ้งไว้ในรถเด็ดขาด เพราะบางชิ้นนอกจากจะทำให้รถเสียหายแล้ว บางชิ้นยังอาจทำให้ครอบครัวร้าวฉานได้อีกด้วย 1. ไฟแช็ค สำหรับสิงห์อมควัน หรือสายแคมป์ปิ้งที่มักจะมีไฟแช็คติดตัวและเผลอวางทิ้งไว้ตรงคอนโซลหน้ารถ ต้องระวังให้ดีเลยครับ เพราะในไฟแช็คมีแก๊สเหลวบรรจุอยู่ใต้แรงดันสูง เมื่อรถยนต์จอดตากแดดจนอุณหภูมิร้อนจัด แก๊สข้างในจะขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเปลือกพลาสติกทนแรงดันไม่ไหวและเกิดการระเบิดขึ้น แรงระเบิดอาจทำให้กระจกหน้ารถร้าว หรือหากมีประกายไฟไปโดนเบาะหรือวัสดุไวไฟในรถ ก็อาจกลายเป็นอัคคีภัยครั้งใหญ่เผารถคุณทั้งคันได้ง่าย ๆ เลยครับ 2. อุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่ ยุคนี้ใคร ๆ ก็มีอุปกรณ์ไอที ไม่ว่าจะเป็นพาวเวอร์แบงก์ (Power Bank), โทรศัพท์มือถือสำรอง, แท็บเล็ต หรือแม้แต่บุหรี่ไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-ion) ซึ่งเกลียดความร้อนเป็นที่สุด 3. เจลล้างมือแอลกอฮอล์ ไอเทมยอดฮิตติดรถของทุกคนตั้งแต่ยุคโควิด-19 หลายคนมักจะวางขวดเจลแอลกอฮอล์ไว้ตรงที่วางแก้วกลางรถเพื่อให้หยิบใช้ง่าย แต่รู้หรือไม่ว่า แอลกอฮอล์มีจุดเดือดที่ต่ำมาก เมื่อเจอความร้อนอบอ้าวในรถ แอลกอฮอล์จะค่อย ๆ ระเหยกลายเป็นไอออกไปเรื่อย ๆ…
เคยรู้สึกไหมว่า… แค่ก้มเก็บของที่พื้นก็รู้สึกตึงตึง ลุกขึ้นยืนก็มีเสียงกระดูกลั่นเป๊าะแป๊ะ หรือบางทีแค่จะเอื้อมมือไปเอี้ยวหยิบของเบาะหลังรถก็ทำได้ยากลำบาก? อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติที่ปล่อยผ่านได้ แต่มันคือสัญญาณเตือนว่า “ร่างกายของคุณกำลังขาดความยืดหยุ่น” ในยุคที่เราต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์วันละ 8-10 ชั่วโมง หรือก้มหน้าเล่นมือถือกันทั้งวัน กล้ามเนื้อหลายส่วนจะถูกใช้งานซ้ำๆ และเกร็งค้างไว้โดยไม่รู้ตัว จนกลายเป็นโรคยอดฮิตอย่างออฟฟิศซินโดรม วันนี้เราจึงชวนทุกคนมาเช็กสภาพร่างกายกันสักหน่อยด้วย 4 ท่าทดสอบความยืดหยุ่นง่ายๆ ที่คุณสามารถทำตามได้ทันที ทำไมความยืดหยุ่นของร่างกายถึงสำคัญกว่าที่คิด? ความยืดหยุ่น (Flexibility) ไม่ได้มีประโยชน์แค่สำหรับนักกีฬาหรือคนที่เล่นโยคะเท่านั้น แต่ในชีวิตประจำวัน ความยืดหยุ่นที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และทำให้โครงสร้างร่างกายของเรามีความสมดุล หากปล่อยให้กล้ามเนื้อตึงสะสมเป็นเวลานาน ร่างกายจะเริ่มชดเชยด้วยการดึงกล้ามเนื้อมัดอื่นมาใช้งานแทน ส่งผลให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง และอาจนำไปสู่ภาวะข้อต่อเสื่อมก่อนวัยอันควรได้ 4 ท่าเช็กความตึง (ถ้าทำไม่ได้… แปลว่าอาการน่าห่วง) มาลองเช็กกันดูว่ากล้ามเนื้อส่วนไหนของคุณที่กำลังร้องกรี๊ดประท้วงด้วยความตึงกันอยู่บ้าง 1. ท่าแตะหลังชิดกัน (เช็กความยืดหยุ่นช่วงบน) วิธีทดสอบ: ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นแล้วพับข้อศอกลงไปแตะหลัง ส่วนแขนอีกข้างให้อ้อมจากด้านล่างขึ้นมาแตะหลัง แล้วพยายามประคองนิ้วมือของทั้งสองข้างให้แตะกันหรือเกี่ยวกันให้ได้ 2. ท่าก้มเอามือแตะเท้า (เช็กความยืดหยุ่นช่วงล่าง) วิธีทดสอบ: ยืนตรง เท้าชิดกัน จากนั้นค่อยๆ ก้มตัวลงด้านหน้าโดยไม่งอเข่า พยายามให้ปลายนิ้วมือแตะไปที่ปลายเท้าของตัวเอง 3. ท่านอนกอดเข่าชิดอก (เช็กกล้ามเนื้องอสะโพก) วิธีทดสอบ:…
พอฝนเทลงมาทีไร คนเมืองอย่างเราเป็นอันต้องถอนหายใจยาว ๆ ทุกที เพราะสิ่งที่ตามมาพร้อมกับสายฝนไม่ใช่แค่ความเย็นฉ่ำชื่นใจ แต่คือคอมโบเซ็ตสุดคลาสสิกอย่าง “น้ำท่วม รถติด และสารพัดโรค” ที่พร้อมจะบุกจู่โจมร่างกายเราแบบไม่ทันตั้งตัว ยิ่งในช่วงหน้าฝนที่มีความชื้นสูงและอุณหภูมิแปรปรวนแบบนี้ ร่างกายของเราจะปรับตัวไม่ทัน ทำให้ภูมิคุ้มกันตกและเอื้อต่อการเติบโตของเชื้อโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้หน้าฝนนี้กลายเป็นฝันร้ายและทริปโรงพยาบาล วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเจาะลึก 4 โรคฮิตใกล้ตัวที่มากับหน้าฝน สาเหตุที่คาดไม่ถึง พร้อมแนะไอเทมกู้ชีพที่จะช่วยให้คุณรอดพ้นจากสมรภูมิหน้าฝนนี้ไปได้อย่างปลอดภัยและสตรองที่สุด ทำความรู้จัก 4 โรคฮิตหน้าฝนที่ห้ามละเลย หน้าฝนไม่ได้นำมาแค่ความเฉอะแฉะ แต่ยังพัดพาเอาเชื้อโรค แบคทีเรีย และไวรัสสารพัดชนิดมาสู่ตัวเรา และนี่คือ 4 โรคใกล้ตัวที่เรามักจะเจอกันบ่อยที่สุดในช่วงนี้ 1. โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา (Athlete’s Foot) หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยสำหรับคนเดินถนนที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมขังรอการระบาย การเดินลุยน้ำสกปรกสะสมเป็นเวลานาน แล้วละเลยไม่รีบทำความสะอาดและเช็ดเท้าให้แห้งสนิท ความอับชื้นนี้เองที่เป็นสวรรค์ชั้นยอดของเชื้อรา ทำให้ผิวหนังตามซอกนิ้วเท้าแดง ลอก คันคะเยอ และอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจนอักเสบรุนแรงได้ ไอเทมป้องกัน: “ถุงก๊อบแก๊บ” ในตำนาน (ไอเทมสุดคลาสสิกที่ใช้สวมทับถุงเท้าหรือรองเท้าในยามฉุกเฉิน) หรือ “รองเท้าบู๊ทกันน้ำ” ที่จะช่วยปกป้องเท้าของคุณจากการสัมผัสสิ่งสกปรกโดยตรง 2. โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เมื่อฝนตก อากาศจะเย็นลงพร้อมกับความชื้นในอากาศที่พุ่งสูง…










