เคยไหมครับ? เวลาหยิบเสื้อยืดตัวโปรดมาใส่ หรือก้าวขาออกจากบ้านด้วยความมั่นใจ แต่กลับต้องสะดุดเมื่อส่องกระจกแล้วพบว่า “ยอดอก” มันแหลมเปี๊ยบชี้ทะลุเสื้อออกมา จนทำให้สูญเสียความมั่นใจไปดื้อๆ ปัญหานมแหลม นมตั้งเต้า หรือเต้านมโตในผู้ชาย เป็นสิ่งที่กวนใจผู้ชายหลายคนมากครับ หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่แก้ไม่ได้และต้องจำใจยอมรับมัน แต่จริงๆ แล้วเราสามารถแก้ไขปัญหานี้ให้หมดไปได้ หากเรารู้จักต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริง! วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกสาเหตุ พร้อมแชร์วิธีสยบนมแหลมให้กลับมาฟิตแอนด์เฟิร์ม มีแผงอกที่แกร่งตึงกระชับกันครับ ทำไมผู้ชายถึงมีนมแหลม? สาเหตุหลักที่ทำให้หน้าอกของผู้ชายมีลักษณะแหลมหรือตั้งเต้าออกมานั้น เกิดจากปัจจัยสำคัญคือ การที่ร่างกายมีฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen) สูงผิดปกติ หรือมีภาวะอ้วน ซึ่งฮอร์โมนเพศหญิงนี้เองจะเป็นตัวการสำคัญที่เข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสะสมไขมันบริเวณหน้าอกมากกว่าจุดอื่นๆ จนทำให้หน้าอกมีไขมันสะสมหนาแน่นและแหลมยื่นออกมาคล้ายกับเต้านมของผู้หญิงนั่นเอง 3 ตัวการร้ายที่ทำให้ฮอร์โมนหญิงในร่างกายพุ่งสูง แล้วทำไมจู่ๆ ร่างกายของผู้ชายแมนๆ อย่างเราถึงมีฮอร์โมนเพศหญิงสูงขึ้นมาได้ล่ะ? สาเหตุหลักๆ มีดังนี้ครับ\n 3 วิธีแก้ปัญหานมแหลม ทวงคืนอกแกร่งกระชับ เมื่อเราเข้าใจสาเหตุแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือแก้ไข! ข่าวดีก็คือ ปัญหานี้สามารถปรับปรุงและแก้ไขให้ดีขึ้นได้ด้วยตัวเองผ่าน 3 วิธีการง่ายๆ ดังนี้ครับ 1. ลดไขมันสะสมทั่วร่างกาย ต้องเข้าใจก่อนว่าเราไม่สามารถลดไขมันเฉพาะส่วนได้ การจะเอานมแหลมๆ ออกไป เราจึงต้องทำการ ควบคุมอาหาร เพื่อจำกัดพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายเพื่อเบิร์นไขมันสะสมออกทั้งตัว เมื่อเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (Body…
Author Archives: Aitim
ในยุคที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบและหน้าจอสมาร์ทโฟน หลายคนเริ่มมองหาการออกกำลังกายที่ไม่เพียงแต่ช่วยดูแลรูปร่างภายนอก แต่ยังช่วยบำบัดจิตใจที่เหนื่อยล้าไปพร้อมกัน ซึ่งเมื่อพูดถึงการออกกำลังกายที่ประสานกายและใจเข้าด้วยกัน สองชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคงหนีไม่พ้น โยคะ (Yoga) และ พิลาทิส (Pilates) แม้ว่าทั้งสองศาสตร์นี้จะดูคล้ายกันในสายตาคนนอก เช่น การใช้เสื่อ การยืดเหยียด และท่วงท่าที่ต้องอาศัยสมาธิ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งโยคะและพิลาทิสมีจุดเด่น วิธีการฝึก และผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกความต่าง เพื่อให้คุณเลือกสิ่งที่ใช่และตรงกับปัญหาสุขภาพของคุณมากที่สุดกันครับ! โยคะ (Yoga): ศาสตร์แห่งความยืดหยุ่นและการฝึกจิต โยคะเป็นศาสตร์โบราณที่มีต้นกำเนิดจากประเทศอินเดียยาวนานหลายพันปี หัวใจสำคัญของโยคะคือการเชื่อมต่อระหว่าง “กาย จิต และลมหายใจ” เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นในร่างกายและจิตใจ จุดเด่นของโยคะ โยคะเหมาะกับ พิลาทิส (Pilates): ศาสตร์แห่งการควบคุมและการสร้างความแข็งแกร่ง พิลาทิสถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดย โจเซฟ พิลาทิส (Joseph Pilates) เพื่อใช้ในการบำบัดและฟื้นฟูร่างกายของทหารและนักเต้น โดยเน้นการสร้างความแข็งแรงจากแกนกลางลำตัว (Core Muscle) เป็นหลัก จุดเด่นของพิลาทิส พิลาทิสเหมาะกับ ถ้าคุณกำลังลังเลว่าจะเลือกทางไหนดี แนะนำให้ลองถามตัวเองถึงเป้าหมายในตอนนี้ หากคุณกำลังมองหา “ความสงบทางใจ การลดความเครียด…
เคยไหมครับ? ก่อนออกจากบ้านต้องเปิดตารางสีเสื้อมงคล ดูว่าวันนี้ควรใส่สีอะไรเพื่อเสริมความมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องความรัก หรือเรื่องโชคลาภ วงการสีมงคลในบ้านเรานั้นเติบโตและทรงอิทธิพลอย่างมาก จนหลายคนตั้งคำถามขึ้นมาในใจว่า วงการสีมงคลมันมีอยู่จริงหรือเปล่า? หรือเป็นแค่เรื่องที่เราคิดไปเอง? วันนี้เราจะพักเรื่องของโชคลางไว้สักครู่ แล้วลองหันมามองในมุมของวิทยาศาสตร์และจิตวิทยากันดูบ้าง เพราะแท้จริงแล้วสีสันที่เราเห็นอยู่ทุกวัน มีอิทธิพลต่อสมองและอารมณ์ของเราอย่างน่าทึ่ง และนี่คือเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายว่าทำไมสีถึงส่งผลต่อชีวิตเราได้มากมายขนาดนี้ครับ วิทยาศาสตร์อธิบายเรื่องพลังแห่งสี ในทางวิทยาศาสตร์ อารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อเรามองเห็นสีต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเวทมนตร์ แต่เป็นกระบวนการทำงานของร่างกายและสมองที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ดังนี้ครับ อารมณ์ของ 4 สีรอบตัว: สีไหนส่งผลอย่างไรกับใจเราบ้าง? นักจิตวิทยาได้ทำการศึกษาและแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับอิทธิพลของสีหลัก ๆ ที่เราพบบ่อยในชีวิตประจำวันไว้ ซึ่งแต่ละสีก็ทำหน้าที่กระตุ้นความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้ 1. สีน้ำเงิน: สีแห่งความสงบ ปลอดภัย และเป็นระเบียบเรียบร้อย เคยสังเกตไหมครับว่าทำไมแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย ธนาคาร หรือองค์กรใหญ่ ๆ ถึงนิยมใช้สีน้ำเงิน? นั่นก็เพราะสีน้ำเงินเป็นสีที่ให้ความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ และทำให้จิตใจของเราเข้าสู่สภาวะสงบ มีสมาธิ พร้อมสำหรับการจัดการสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย 2. สีแดง: สีแห่งความตื่นเต้น มีแรง และพลังงานล้นเหลือ หากคุณต้องการความกระตือรือร้น…
สำหรับคอกาแฟหลายคน การเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยกาแฟหอมกรุ่นสักแก้ว ถือเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว แต่เคยสังเกตตัวเองไหมว่า ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เรานอนตื่นสาย หรือวันไหนที่งานยุ่งจัดจนไม่มีเวลาแวะร้านกาแฟ จู่ๆ อาการปวดหัวตึ้บก็มาเยือนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย บางคนปวดร้าวลามไปถึงเบ้าตา ปวดขมับจนคิดว่าตัวเองเป็นไมเกรนรุนแรงหรือเปล่า? จริงๆ แล้ว อาการนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการในทางการแพทย์ว่าอาการถอนคาเฟอีน (Caffeine Withdrawal Headache) ซึ่งเกิดขึ้นกับคนนับล้านทั่วโลก วันนี้ลุงจะมาเจาะลึกกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจง่ายสุดๆ จากข้อมูลอินโฟกราฟิกของ Jones’ Salad ว่าทำไมแค่ขาดกาแฟแก้วเดียว ถึงทำให้เรารู้สึกหัวจะระเบิดได้ขนาดนี้ พร้อมวิธีรับมือที่คุณสามารถทำตามได้ทันที ทำไมกาแฟถึงควบคุมหลอดเลือดในสมองเราได้? เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราต้องย้อนกลับไปดูตอนที่เรากำลังเพลิดเพลินกับการดื่มกาแฟในแต่ละวัน ร่างกายของเราจะมีกลไกการทำงานที่เปลี่ยนไปเพราะสารที่ชื่อว่าคาเฟอีน ดังนี้ครับ อยากลดกาแฟ เลิกอย่างไรไม่ให้ปวดหัวทรมาน? หลายคนพอเจออาการปวดหัวเล่นงาน ก็มักจะตัดสินใจหักดิบเลิกดื่มไปเลย ซึ่งเป็นวิธีที่ทรมานร่างกายอย่างยิ่ง วิธีป้องกันอาการปวดหัวที่ดีที่สุดคือการค่อยๆ ลด อย่าหักดิบ โดยมีเทคนิคง่ายๆ ดังนี้ 3 วิธีแก้ปวดหัวฉบับเร่งด่วน เมื่อเผลอหักดิบไปแล้ว ถ้าคุณตื่นมาแล้วปวดหัวตึ้บไปแล้ว และไม่อยากยอมแพ้กลับไปพึ่งกาแฟแก้วใหม่ นี่คือ 3 วิธีธรรมชาติบำบัดที่จะช่วยกู้ชีพคุณได้ทันที ประโยชน์อีกด้าน คาเฟอีนคือยาลดปวดชั้นยอด หากใช้ให้เป็น อ่านมาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งเกลียดกาแฟกันนะครับ เพราะวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า หากเราได้รับคาเฟอีนในปริมาณที่เหมาะสมและพอดี มันจะช่วยลดอาการปวดหัวและปวดไมเกรนได้สูงถึง 40%…
เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมร่างกายของมนุษย์เราที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการมาอย่างชาญฉลาดและซับซ้อน ถึงยังมีบางส่วนที่ดูเหมือนจะสร้างแต่ปัญหามากกว่าสร้างประโยชน์? ตั้งแต่ฟันคุดที่คอยแต่จะอักเสบ ไปจนถึงไส้ติ่งที่พร้อมจะระเบิดตัวเองได้ทุกเมื่อ สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานชั้นดีที่แสดงว่า ร่างกายของเรากำลังอยู่ในช่วงปรับตัว และมีอวัยวะหลายชิ้นที่กำลังจะกลายเป็นขยะวิวัฒนาการที่ธรรมชาติเตรียมโละทิ้ง ร่างกายมนุษย์ก็คล้ายกับสังคมที่เราอยู่ มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อะไรที่ไม่ได้ใช้ นานวันเข้าก็จะถูกลดทอนความสำคัญลงไปเรื่อยๆ วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปส่อง 5 อวัยวะและกล้ามเนื้อส่วนเกินที่แทบไม่มีประโยชน์กับมนุษย์ยุคปัจจุบัน และกำลังจะหายไปตามกาลเวลา จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย 1. ฟันคุด (Wisdom Teeth): ฝันร้ายในช่องปากที่ไม่มีใครต้องการ สำหรับใครที่เคยผ่านประสบการณ์ผ่าฟันคุดมา คงจะซาบซึ้งถึงความเจ็บปวดนี้ดี ในอดีตบรรพบุรุษของเราต้องใช้ฟันกรามซี่ในสุดนี้ในการบดเคี้ยวอาหารดิบๆ ที่เหนียวและแข็ง เช่น เนื้อสัตว์ดิบ รากไม้ หรือเปลือกไม้หนาๆ แต่เมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการใช้ไฟและทำอาหารให้สุกและอ่อนนุ่มลง ขากรรไกรของเราจึงค่อยๆ หดเล็กลงตามวิวัฒนาการ ทำไมต้องเอาออก?: เมื่อขากรรไกรเล็กลง แต่จำนวนฟันเท่าเดิม ฟันคุดจึงไม่มีที่ขึ้น มันจึงพยายามแทรกตัวขึ้นมาในแนวเฉียงหรือแนวนอน ส่งผลให้ฟันล้ม เก ฟันผุ และอักเสบปวดบวม ทางออก: ทันตแพทย์ส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ผ่าหรือถอนออกทันที เพราะเก็บไว้ก็มีแต่จะสร้างปัญหา 2. ไส้ติ่ง (Appendix): ระเบิดเวลาที่ไม่มีหน้าที่ชัดเจน ไส้ติ่งเคยเป็นอวัยวะสำคัญในระบบย่อยอาหารของบรรพบุรุษที่กินพืชเป็นหลัก โดยทำหน้าที่ช่วยย่อยเซลลูโลส แต่สำหรับมนุษย์ยุค 5G ที่กินชาบู…
เคยไหม? กำลังเดินทางอยู่บนรถไฟฟ้า ยืนเบียดเสียดในรถเมล์ หรือกำลังนั่งพรีเซนต์งานสำคัญในห้องประชุม แล้วจู่ๆ ท้องก็ร้องครวญคราง พร้อมกับความรู้สึกอุ่นๆ ที่ปลายลำไส้ใหญ่ ใช่แล้วครับ ข้าศึกกำลังบุก และที่แย่กว่านั้นคือในรัศมีรอบตัวไม่มีห้องน้ำเลยสักห้อง สถานการณ์วิกฤตระดับชาติเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และการหาสถานที่ระบายไม่ได้ในทันทีคือฝันร้ายอย่างแท้จริง แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะวันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ จากการวิเคราะห์กลไกทางร่างกาย ที่จะช่วยให้คุณอั้นอึ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยในสถานการณ์ฉุกเฉิน มาดูกันว่าเราจะเอาตัวรอดจากนาทีชีวิตนี้ได้อย่างมือโปรได้อย่างไร เข้าใจกลไกข้าศึกบุก ก่อนจะไปดูเทคนิคเอาตัวรอด เรามาทำความเข้าใจธรรมชาติของร่างกายกันก่อน เมื่อกากอาหารเดินทางมาถึงปลายลำไส้ใหญ่ ความดันในบริเวณนั้นจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้จะไปกระตุ้นให้ลำไส้เกิดการบีบตัวอย่างรุนแรง จากนั้นหูรูดจะเริ่มทำงานทันที โดยมีตัวเราเองนี่แหละที่เป็นผู้คุมเกมยื้อเวลานี้ไว้ ดังนั้น ตราบใดที่เรายังสามารถควบคุมการหดและเกร็งของหูรูดทวารหนักไว้ได้ ข้าศึกก็ยังไม่มีสิทธิ์ผ่านด่านออกมาสร้างความเสียหายภายนอกเด็ดขาด! อั้นได้เมื่อฉุกเฉิน แต่อย่าทำบ่อย! แม้ว่าเราจะมีเทคนิคการอั้นที่ดีแค่ไหน แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าการอั้นอุจจาระควรทำเฉพาะยามจำเป็นและฉุกเฉินเท่านั้น ไม่แนะนำให้อั้นบ่อยๆ เป็นนิสัย เพราะการกักเก็บอุจจาระไว้ในลำไส้ใหญ่นานเกินไป จะทำให้ร่างกายดูดซึมน้ำกลับเข้าไปเรื่อยๆ ส่งผลให้อุจจาระแห้ง แข็ง ตัวแน่น และนำไปสู่อาการท้องผูกเรื้อรัง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคริดสีดวงทวารอีกด้วยครับ 4 เทคนิคอั้นอึขั้นเทพ หากตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ ให้รีบขุด 4 เทคนิคนี้ขึ้นมาใช้ประคองสถานการณ์ทันที 1. ขมิบก้นสู้ตาย วิธีที่เบสิกแต่ได้ผลดีที่สุดคือการตั้งสติแล้วขมิบเกร็งไปที่รูก้นอย่างสม่ำเสมอ การเกร็งหูรูดอย่างเป็นจังหวะและหนักแน่น จะช่วยส่งแรงดันดันให้อุจจาระเคลื่อนตัวย้อนกลับเข้าไปข้างในลำไส้ใหญ่อีกนิด ซึ่งกระบวนการนี้จะช่วยลดความดันที่ปลายลำไส้…
เคยกังวลไหมเวลาจะออกจากบ้าน? ท้องฟ้าตอนเช้าแดดส่องแสงใสแจ๋ว แต่พอตกบ่ายกลับมืดครึ้มเหมือนฉากในหนังวันสิ้นโลก พยากรณ์อากาศในสมาร์ตโฟนก็บอกว่ามีโอกาสฝนตกแค่ 20% แต่เอ๊ะ! ทำไมฝนกลับเทลงมาซะอย่างนั้น จนทำให้เราต้องวิ่งหลบฝนกันจลาจล วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปสวมบทบาทเป็นนักอุตุนิยมวิทยาจำเป็น ด้วยการสังเกตสิ่งรอบตัวผ่านสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ ที่บอกล่วงหน้าได้ค่อนข้างแม่นยำเลยว่าฝนกำลังจะมาเยือนแล้ว เตรียมร่มของคุณให้พร้อม แล้วไปดูวิธีเช็กสภาพอากาศฉบับพึ่งพาธรรมชาติกันเลย 5 สัญญาณเตือนภัยธรรมชาติว่าฝนกำลังจะตก 1. เช็กสีของท้องฟ้า และสัมผัสความอบอ้าว ก่อนที่หยาดฝนจะร่วงหล่นลงมา ท้องฟ้ามักจะส่งสัญญาณเตือนเราล่วงหน้าเสมอ สัญญาณแรกที่สังเกตได้ชัดเจนที่สุดคือ สีของท้องฟ้า หากคุณตื่นมาตอนเช้าตรู่หรือมองท้องฟ้ายามเย็นแล้วเห็นฟ้ากลายเป็นสีแดงเข้มหรือส้มแดงจัด นั่นคือสัญญาณเตือนว่าสภาพอากาศในชั้นบรรยากาศกำลังแปรปรวนและมีความชื้นสูงมาก นอกจากนี้ หากในตอนกลางวันคุณรู้สึกว่าอากาศมันช่างร้อนอบอ้าว เหนียวเนื้อเหนียวตัวเป็นพิเศษ ลมก็นิ่งสนิทจนอึดอัด นั่นเป็นเพราะความชื้นในอากาศกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้อุณหภูมิรอบตัวเราอบอ้าว ซึ่งเป็นสภาวะที่เอื้อต่อการก่อตัวของพายุฝนนั่นเอง 2. สังเกตก้อนเมฆ เมฆยิ่งต่ำ ยิ่งดำ ยิ่งต้องระวัง ก้อนเมฆบนฟ้าสามารถบอกเล่าเรื่องราวสภาพอากาศได้ดีที่สุด ถ้าวันไหนคุณแหงนมองท้องฟ้าแล้วพบพฤติกรรมของก้อนเมฆเหล่านี้ เตรียมตัวหาที่ร่มได้เลย ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการสะสมตัวของละอองน้ำปริมาณมหาศาลในก้อนเมฆจนมันเริ่มหนักและหนาแน่น แสงอาทิตย์ไม่สามารถส่องทะลุผ่านได้ เมฆจึงมีสีดำเข้มและลอยต่ำลงเพื่อเตรียมกลั่นตัวเป็นหยดน้ำฝนลงมาถล่มเราในไม่ช้า 3. ทิศทางการปลิวของใบไม้ (พัดย้อนศรจากล่างขึ้นบน) ข้อนี้หลายคนอาจจะไม่เคยสังเกตมาก่อน แต่ขอบอกเลยว่าเป็นสัญญาณที่วิทยาศาสตร์อธิบายได้และแม่นยำมาก! ตามปกติแล้วเวลาลมพัด ใบไม้หรือเศษฝุ่นมักจะปลิวไปในแนวราบหรือร่วงหล่นลงสู่พื้นตามแรงโน้มถ่วง แต่ถ้าฝนใกล้จะตก ลมพายุจะเริ่มก่อตัวและเกิดกระแสลมหมุนเวียนที่เรียกว่า Updraft หรือกระแสลมที่พัดย้อนศรจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน หากคุณสังเกตเห็นใบไม้แห้งบนพื้น ปลิวว่อนลอยสูงขึ้นไปในอากาศจากข้างล่างขึ้นข้างบน…
แตงกวา ผักเคียงคู่โต๊ะอาหารไทยที่ไม่ว่าจะกินคู่กับน้ำพริกถ้วยโปรด ใส่ในจานข้าวมันไก่ หรือนำมาทำสลัดจานโปรด ก็ช่วยเพิ่มความสดชื่นฉ่ำน้ำได้เป็นอย่างดี แต่เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะเคยเจอกับประสบการณ์สุดเซ็ง เมื่อกัดแตงกวาเข้าไปคำโตแล้วพบกับรสชาติขมปี๋ จนแทบอยากจะคายทิ้งทันที รสขมนี้มาจากไหน? แล้วเราจะเลือกแตงกวาอย่างไรให้ได้ลูกที่หวาน กรอบ อร่อย และได้ประโยชน์ต่อสุขภาพแบบเต็มๆ วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปไขความลับและเรียนรู้เคล็ดลับดีๆ กันครับ ทำไมแตงกวาถึงขม? เคยสงสัยไหมว่าทำไมแตงกวาบางลูกถึงมีรสขม? ความจริงแล้ว รสขมนี้เกิดจากสารเคมีธรรมชาติชนิดหนึ่งที่อยู่ในยางแตงกวา ซึ่งต้นแตงกวาสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันตัวเองจากแมลงและศัตรูพืชตามธรรมชาตินั่นเอง โดยสารนี้มักจะสะสมอยู่บริเวณขั้ว เปลือก และปลายผล ซึ่งหากแตงกวาได้รับการดูแลไม่ดี ขาดน้ำ หรือถูกเก็บไว้นานเกินไป รสขมนี้ก็จะมีปริมาณเข้มข้นขึ้นจนเราสังเกตได้ชัดเจนนั่นเอง ประโยชน์สุดว้าวของแตงกวา แตงกวาไม่ได้มีดีแค่ความกรอบและสดชื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นผักสมุนไพรที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารมากมาย จนเราอยากแนะนำให้คุณทานทุกวัน มีน้ำเป็นส่วนประกอบกว่า 95%: แตงกวาช่วยเติมน้ำให้ร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม เหมาะสำหรับทานเพื่อแก้กระหาย ป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยลดอาการเวียนหัวที่เกิดจากการขาดน้ำหรือสภาพอากาศร้อนจัดได้ดีมาก อุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารหลายชนิด: โดยเฉพาะวิตามิน K ที่มีสูงถึง 19% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน ซึ่งช่วยบำรุงกระดูกและการแข็งตัวของเลือดให้ทำงานได้ปกติ แคลต่ำ…มิตรแท้ของคนควบคุมน้ำหนัก: แตงกวา 1 ถ้วย ให้พลังงานเพียง 16 Kcal เท่านั้น! จึงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับการนำมาจัดเป็นเมนูคุมน้ำหนัก…
เคยไหมครับ? ตื่นเช้ามาแปรงฟันแล้วลองแลบลิ้นใส่กระจกดู แต่เอ๊ะ! ทำไมวันนี้ลิ้นของเราสีแปลก ๆ ไป ไม่เหมือนเดิม? รู้หรือไม่ว่า ‘ลิ้น’ ไม่ได้มีหน้าที่แค่รับรสชาติอาหารหรือช่วยในการพูดเท่านั้น แต่ลิ้นยังเป็นเสมือน ‘กระจกเงา’ สะท้อนสุขภาพภายในร่างกายของเราได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย หากร่างกายเริ่มมีความผิดปกติ ลิ้นมักจะเป็นอวัยวะแรก ๆ ที่ส่งสัญญาณเตือนออกมาก่อนใคร วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาสวมบทบาทเป็นคุณหมอเฉพาะกิจ เช็กสุขภาพง่าย ๆ ด้วยตัวเองผ่านการสังเกตสีและลักษณะของลิ้นกันครับ มาดูกันว่าลิ้นแบบไหนปลอดภัย และลิ้นแบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ด่วน ลิ้นของคุณกำลังเป็นสีอะไรอยู่? ลองแลบลิ้นออกมาหน้ากระจกในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ แล้วสังเกตดูว่าลิ้นของคุณตรงกับข้อไหนในนี้บ้าง ลิ้นสีชมพู มีเคลือบขาวบาง ๆ (ลิ้นปกติ) หากลิ้นของคุณมีสีชมพูระเรื่อ ดูชุ่มชื้น และมีฝ้าสีขาวบาง ๆ เคลือบอยู่ทั่วผิวลิ้นอย่างสม่ำเสมอ ยินดีด้วยครับ! นี่คือลักษณะของ ‘ลิ้นปกติ’ ที่มีสุขภาพดี ร่างกายของคุณสะอาดสะอ้านและระบบภายในยังทำงานได้เป็นปกติ ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวลเลยครับ ดูแลรักษาความสะอาดแบบนี้ต่อไปนะ ลิ้นสีแดงแป๊ด มีจุด ๆ คล้ายผลสตรอเบอร์รี่ ถ้าลิ้นของคุณเปลี่ยนจากสีชมพู กลายเป็นสีแดงเข้มผิดปกติ แถมยังมีตุ่มพอง ๆ ขึ้นกระจายตัวดูคล้ายกับผิวของผลสตรอเบอร์รี่ (Strawberry Tongue) สัญญาณนี้กำลังบอกว่า:\n ร่างกายอาจกำลังขาดวิตามิน:…
ช่วงหน้าฝนหรือเวลาที่บ้านมีความชื้นสูง ๆ หลายคนมักจะเจอกับเหล่าสมาชิกแก๊งร้อยขา ที่ชอบคลานยั้วเยี้ยตามพื้นห้องน้ำ สวนหลังบ้าน หรือซอกมุมอับต่าง ๆ จนชวนขนลุก แต่รู้หรือไม่ว่าเจ้าสัตว์ตัวยาว ๆ มีขาเยอะ ๆ ที่เราเห็นบ่อย ๆ นั้น มีหน้าตาและพฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางตัวเป็นมิตรเงียบ ๆ ที่ช่วยพรวนดิน แต่บางตัวก็พกพิษสงมาเต็มเปี่ยมจนน่ากลัว วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาสวมบทบาทนักสืบธรรมชาติ แยกแยะให้ออกระหว่าง กิ้งกือ, ตะเข็บ และ ตะขาบ ว่าพวกมันมีความแตกต่างกันอย่างไร ไลฟ์สไตล์แบบไหน และถ้าโชคร้ายโดนกัดขึ้นมาจะต้องรับมืออย่างไรบ้าง มาดูกันเลยครับ 1. กิ้งกือ (Millipede): พี่ใหญ่สายหวาน ผู้รักสันโดษ เริ่มต้นกันที่พี่ใหญ่ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอย่างกิ้งกือ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่หลายคนกลัว แต่จริง ๆ แล้วน้องไม่มีพิษมีภัยและรักสงบมากครับ ลักษณะเด่น: ร่างกลมยาว ไม่มีกระดูกสันหลัง ใน 1 ปล้องของลำตัวจะมีขาถึง 2 คู่ (ยกเว้นปล้องแรกที่ไม่มีขา) และทีเด็ดคือ เวลาตกใจหรือโดนสัมผัส น้องจะขดตัวเป็นวงกลมทันทีเพื่อป้องกันตัว ไลฟ์สไตล์: ชอบอาศัยอยู่ตามที่ชื้น ๆ…










