เวลาเจ็บคอ มีไข้ หรือปวดกล้ามเนื้อ เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเดินเข้าไปในร้านขายยาแล้วพูดประโยคยอดฮิตนี้ว่า “ขอยาแก้อักเสบหน่อยครับ/ค่ะ” แล้วก็ได้ยาแคปซูลสีฟ้า-เขียว หรือสีแดง-ดำ กลับมาทานที่บ้าน แต่รู้หรือไม่ว่า… ยาที่คุณเพิ่งกินเข้าไปนั้น อาจไม่ใช่ “ยาแก้อักเสบ” แต่เป็น “ยาฆ่าเชื้อ” หรือยาปฏิชีวนะต่างหาก! ความเข้าใจผิดที่คิดว่ายาสองชนิดนี้เป็นยาตัวเดียวกันและใช้แทนกันได้ เกิดขึ้นกับคนไทยมาอย่างยาวนาน จนบางครั้งเราเผลอกินยาผิดประเภท นอกจากจะไม่ช่วยให้หายป่วยแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ยาและวิกฤต “เชื้อดื้อยา” ที่อาจอันตรายถึงชีวิตอีกด้วย วันนี้ลุงจะพามาเจาะลึกเปรียบเทียบมวยคู่เอก ยาแก้อักเสบ VS ยาฆ่าเชื้อ แบบเข้าใจง่ายๆ เพื่อสุขภาพที่ดีและปลอดภัยของคุณกันครับ 1. ยาแก้อักเสบ – ลดปวด ลดไข้ แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อโรค เริ่มต้นกันที่ ยาแก้อักเสบ (Anti-inflammatory drugs) ยาตัวนี้ทำหน้าที่ตรงตามชื่อเลยครับ คือช่วยลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย ลดอาการปวด บวม แดง ร้อน และช่วยลดไข้ได้ดี แต่สิ่งที่หลายคนมักเข้าใจผิดคือ ยาแก้อักเสบนี้ “ไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคใดๆ ทั้งสิ้น” ไม่ว่าจะเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส เราควรใช้ยาแก้อักเสบเมื่อไหร่? ตัวอย่างยาแก้อักเสบที่คุ้นหู ได้แก่ แอสไพริน (Aspirin),…
Author Archives: admin
เคยไหม? ที่บางครั้งเรามองคนรอบตัว หรือแม้กระทั่งมองตัวเองในกระจกแล้วเกิดความไม่เข้าใจ… ทำไมช่วงนี้ถึงขี้ลืมจัง ทำไมต้องล้างมือซ้ำๆ หรือทำไมอารมณ์ถึงขึ้นๆ ลงๆ เหมือนรถไฟเหาะ หลายครั้งเรามักตัดสินพฤติกรรมเหล่านี้ว่าเป็นเพียงแค่ “นิสัย” หรือ “การเรียกร้องความสนใจ” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายใต้พฤติกรรมแปลกๆ เหล่านั้น อาจมีเสียงกรีดร้องเงียบๆ ของ “โรคทางใจ” ซ่อนอยู่ก็เป็นได้ วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกและทำความเข้าใจกับ 4 โรคทางจิตเวชยอดฮิต ผ่านมุมมองของ “สิ่งที่แสดงออกภายนอก” ปะทะกับ “สาเหตุที่แท้จริงภายในสมอง” เพื่อให้เราเข้าใจตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น เพราะบางครั้ง… การเข้าใจคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของการรักษา ถอดรหัส 4 โรคทางใจที่พบบ่อย: สิ่งที่เห็น VS สิ่งที่เป็น 1. โรคซึมเศร้า (Major Depression): ไม่ใช่แค่ขี้เกียจ แต่สมองส่วนคิดบวกกำลังปิดสวิตช์ หลายคนมักเข้าใจผิดว่าคนเป็นโรคซึมเศร้าจะต้องร้องไห้ตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริง พฤติกรรมภายนอกที่แสดงออกอาจมาในรูปแบบอื่นที่คุณคาดไม่ถึง 2. โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD): พฤติกรรมวนลูปที่ขับเคลื่อนด้วยความวิตกกังวล สำหรับคนนอก พฤติกรรมของคนเป็น OCD อาจดูน่ารำคาญหรือดูเยอะเกินไป แต่สำหรับพวกเขาแล้ว มันคือกลไกการเอาชีวิตรอดจากความกลัวในจิตใจ 3….
แดดเมืองไทยร้อนแรงขนาดนี้ เคยสงสัยไหมครับว่า ถ้าเราจอดรถทิ้งไว้กลางแดด อุณหภูมิภายในรถจะพุ่งสูงไปถึงไหน? ข้อมูลระบุว่าเมื่อจอดรถตากแดดจัด ๆ อุณหภูมิภายในห้องโดยสารสามารถพุ่งทะยานไปได้สูงถึง 50-60 องศาเซลเซียส หรืออาจมากกว่านั้นเลยทีเดียว สภาพในรถจะกลายสภาพไม่ต่างจากเตาอบเคลื่อนที่ และความร้อนสะสมระดับนี้แหละครับที่เป็นตัวการทำลายล้างสิ่งของต่าง ๆ ที่เราเผลอวางทิ้งไว้ วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเช็กกันว่าไอเทมอันตรายอะไรบ้างที่ไม่ควรลืมทิ้งไว้ในรถเด็ดขาด เพราะบางชิ้นนอกจากจะทำให้รถเสียหายแล้ว บางชิ้นยังอาจทำให้ครอบครัวร้าวฉานได้อีกด้วย 1. ไฟแช็ค สำหรับสิงห์อมควัน หรือสายแคมป์ปิ้งที่มักจะมีไฟแช็คติดตัวและเผลอวางทิ้งไว้ตรงคอนโซลหน้ารถ ต้องระวังให้ดีเลยครับ เพราะในไฟแช็คมีแก๊สเหลวบรรจุอยู่ใต้แรงดันสูง เมื่อรถยนต์จอดตากแดดจนอุณหภูมิร้อนจัด แก๊สข้างในจะขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเปลือกพลาสติกทนแรงดันไม่ไหวและเกิดการระเบิดขึ้น แรงระเบิดอาจทำให้กระจกหน้ารถร้าว หรือหากมีประกายไฟไปโดนเบาะหรือวัสดุไวไฟในรถ ก็อาจกลายเป็นอัคคีภัยครั้งใหญ่เผารถคุณทั้งคันได้ง่าย ๆ เลยครับ 2. อุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่ ยุคนี้ใคร ๆ ก็มีอุปกรณ์ไอที ไม่ว่าจะเป็นพาวเวอร์แบงก์ (Power Bank), โทรศัพท์มือถือสำรอง, แท็บเล็ต หรือแม้แต่บุหรี่ไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-ion) ซึ่งเกลียดความร้อนเป็นที่สุด 3. เจลล้างมือแอลกอฮอล์ ไอเทมยอดฮิตติดรถของทุกคนตั้งแต่ยุคโควิด-19 หลายคนมักจะวางขวดเจลแอลกอฮอล์ไว้ตรงที่วางแก้วกลางรถเพื่อให้หยิบใช้ง่าย แต่รู้หรือไม่ว่า แอลกอฮอล์มีจุดเดือดที่ต่ำมาก เมื่อเจอความร้อนอบอ้าวในรถ แอลกอฮอล์จะค่อย ๆ ระเหยกลายเป็นไอออกไปเรื่อย ๆ…
เคยรู้สึกไหมว่า… แค่ก้มเก็บของที่พื้นก็รู้สึกตึงตึง ลุกขึ้นยืนก็มีเสียงกระดูกลั่นเป๊าะแป๊ะ หรือบางทีแค่จะเอื้อมมือไปเอี้ยวหยิบของเบาะหลังรถก็ทำได้ยากลำบาก? อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติที่ปล่อยผ่านได้ แต่มันคือสัญญาณเตือนว่า “ร่างกายของคุณกำลังขาดความยืดหยุ่น” ในยุคที่เราต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์วันละ 8-10 ชั่วโมง หรือก้มหน้าเล่นมือถือกันทั้งวัน กล้ามเนื้อหลายส่วนจะถูกใช้งานซ้ำๆ และเกร็งค้างไว้โดยไม่รู้ตัว จนกลายเป็นโรคยอดฮิตอย่างออฟฟิศซินโดรม วันนี้เราจึงชวนทุกคนมาเช็กสภาพร่างกายกันสักหน่อยด้วย 4 ท่าทดสอบความยืดหยุ่นง่ายๆ ที่คุณสามารถทำตามได้ทันที ทำไมความยืดหยุ่นของร่างกายถึงสำคัญกว่าที่คิด? ความยืดหยุ่น (Flexibility) ไม่ได้มีประโยชน์แค่สำหรับนักกีฬาหรือคนที่เล่นโยคะเท่านั้น แต่ในชีวิตประจำวัน ความยืดหยุ่นที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และทำให้โครงสร้างร่างกายของเรามีความสมดุล หากปล่อยให้กล้ามเนื้อตึงสะสมเป็นเวลานาน ร่างกายจะเริ่มชดเชยด้วยการดึงกล้ามเนื้อมัดอื่นมาใช้งานแทน ส่งผลให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง และอาจนำไปสู่ภาวะข้อต่อเสื่อมก่อนวัยอันควรได้ 4 ท่าเช็กความตึง (ถ้าทำไม่ได้… แปลว่าอาการน่าห่วง) มาลองเช็กกันดูว่ากล้ามเนื้อส่วนไหนของคุณที่กำลังร้องกรี๊ดประท้วงด้วยความตึงกันอยู่บ้าง 1. ท่าแตะหลังชิดกัน (เช็กความยืดหยุ่นช่วงบน) วิธีทดสอบ: ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นแล้วพับข้อศอกลงไปแตะหลัง ส่วนแขนอีกข้างให้อ้อมจากด้านล่างขึ้นมาแตะหลัง แล้วพยายามประคองนิ้วมือของทั้งสองข้างให้แตะกันหรือเกี่ยวกันให้ได้ 2. ท่าก้มเอามือแตะเท้า (เช็กความยืดหยุ่นช่วงล่าง) วิธีทดสอบ: ยืนตรง เท้าชิดกัน จากนั้นค่อยๆ ก้มตัวลงด้านหน้าโดยไม่งอเข่า พยายามให้ปลายนิ้วมือแตะไปที่ปลายเท้าของตัวเอง 3. ท่านอนกอดเข่าชิดอก (เช็กกล้ามเนื้องอสะโพก) วิธีทดสอบ:…
พอฝนเทลงมาทีไร คนเมืองอย่างเราเป็นอันต้องถอนหายใจยาว ๆ ทุกที เพราะสิ่งที่ตามมาพร้อมกับสายฝนไม่ใช่แค่ความเย็นฉ่ำชื่นใจ แต่คือคอมโบเซ็ตสุดคลาสสิกอย่าง “น้ำท่วม รถติด และสารพัดโรค” ที่พร้อมจะบุกจู่โจมร่างกายเราแบบไม่ทันตั้งตัว ยิ่งในช่วงหน้าฝนที่มีความชื้นสูงและอุณหภูมิแปรปรวนแบบนี้ ร่างกายของเราจะปรับตัวไม่ทัน ทำให้ภูมิคุ้มกันตกและเอื้อต่อการเติบโตของเชื้อโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้หน้าฝนนี้กลายเป็นฝันร้ายและทริปโรงพยาบาล วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเจาะลึก 4 โรคฮิตใกล้ตัวที่มากับหน้าฝน สาเหตุที่คาดไม่ถึง พร้อมแนะไอเทมกู้ชีพที่จะช่วยให้คุณรอดพ้นจากสมรภูมิหน้าฝนนี้ไปได้อย่างปลอดภัยและสตรองที่สุด ทำความรู้จัก 4 โรคฮิตหน้าฝนที่ห้ามละเลย หน้าฝนไม่ได้นำมาแค่ความเฉอะแฉะ แต่ยังพัดพาเอาเชื้อโรค แบคทีเรีย และไวรัสสารพัดชนิดมาสู่ตัวเรา และนี่คือ 4 โรคใกล้ตัวที่เรามักจะเจอกันบ่อยที่สุดในช่วงนี้ 1. โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา (Athlete’s Foot) หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยสำหรับคนเดินถนนที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมขังรอการระบาย การเดินลุยน้ำสกปรกสะสมเป็นเวลานาน แล้วละเลยไม่รีบทำความสะอาดและเช็ดเท้าให้แห้งสนิท ความอับชื้นนี้เองที่เป็นสวรรค์ชั้นยอดของเชื้อรา ทำให้ผิวหนังตามซอกนิ้วเท้าแดง ลอก คันคะเยอ และอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจนอักเสบรุนแรงได้ ไอเทมป้องกัน: “ถุงก๊อบแก๊บ” ในตำนาน (ไอเทมสุดคลาสสิกที่ใช้สวมทับถุงเท้าหรือรองเท้าในยามฉุกเฉิน) หรือ “รองเท้าบู๊ทกันน้ำ” ที่จะช่วยปกป้องเท้าของคุณจากการสัมผัสสิ่งสกปรกโดยตรง 2. โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เมื่อฝนตก อากาศจะเย็นลงพร้อมกับความชื้นในอากาศที่พุ่งสูง…
เคยไหมครับ? เวลาหยิบเสื้อยืดตัวโปรดมาใส่ หรือก้าวขาออกจากบ้านด้วยความมั่นใจ แต่กลับต้องสะดุดเมื่อส่องกระจกแล้วพบว่า “ยอดอก” มันแหลมเปี๊ยบชี้ทะลุเสื้อออกมา จนทำให้สูญเสียความมั่นใจไปดื้อๆ ปัญหานมแหลม นมตั้งเต้า หรือเต้านมโตในผู้ชาย เป็นสิ่งที่กวนใจผู้ชายหลายคนมากครับ หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่แก้ไม่ได้และต้องจำใจยอมรับมัน แต่จริงๆ แล้วเราสามารถแก้ไขปัญหานี้ให้หมดไปได้ หากเรารู้จักต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริง! วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกสาเหตุ พร้อมแชร์วิธีสยบนมแหลมให้กลับมาฟิตแอนด์เฟิร์ม มีแผงอกที่แกร่งตึงกระชับกันครับ ทำไมผู้ชายถึงมีนมแหลม? สาเหตุหลักที่ทำให้หน้าอกของผู้ชายมีลักษณะแหลมหรือตั้งเต้าออกมานั้น เกิดจากปัจจัยสำคัญคือ การที่ร่างกายมีฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen) สูงผิดปกติ หรือมีภาวะอ้วน ซึ่งฮอร์โมนเพศหญิงนี้เองจะเป็นตัวการสำคัญที่เข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสะสมไขมันบริเวณหน้าอกมากกว่าจุดอื่นๆ จนทำให้หน้าอกมีไขมันสะสมหนาแน่นและแหลมยื่นออกมาคล้ายกับเต้านมของผู้หญิงนั่นเอง 3 ตัวการร้ายที่ทำให้ฮอร์โมนหญิงในร่างกายพุ่งสูง แล้วทำไมจู่ๆ ร่างกายของผู้ชายแมนๆ อย่างเราถึงมีฮอร์โมนเพศหญิงสูงขึ้นมาได้ล่ะ? สาเหตุหลักๆ มีดังนี้ครับ\n 3 วิธีแก้ปัญหานมแหลม ทวงคืนอกแกร่งกระชับ เมื่อเราเข้าใจสาเหตุแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือแก้ไข! ข่าวดีก็คือ ปัญหานี้สามารถปรับปรุงและแก้ไขให้ดีขึ้นได้ด้วยตัวเองผ่าน 3 วิธีการง่ายๆ ดังนี้ครับ 1. ลดไขมันสะสมทั่วร่างกาย ต้องเข้าใจก่อนว่าเราไม่สามารถลดไขมันเฉพาะส่วนได้ การจะเอานมแหลมๆ ออกไป เราจึงต้องทำการ ควบคุมอาหาร เพื่อจำกัดพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายเพื่อเบิร์นไขมันสะสมออกทั้งตัว เมื่อเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (Body…
ในยุคที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบและหน้าจอสมาร์ทโฟน หลายคนเริ่มมองหาการออกกำลังกายที่ไม่เพียงแต่ช่วยดูแลรูปร่างภายนอก แต่ยังช่วยบำบัดจิตใจที่เหนื่อยล้าไปพร้อมกัน ซึ่งเมื่อพูดถึงการออกกำลังกายที่ประสานกายและใจเข้าด้วยกัน สองชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคงหนีไม่พ้น โยคะ (Yoga) และ พิลาทิส (Pilates) แม้ว่าทั้งสองศาสตร์นี้จะดูคล้ายกันในสายตาคนนอก เช่น การใช้เสื่อ การยืดเหยียด และท่วงท่าที่ต้องอาศัยสมาธิ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งโยคะและพิลาทิสมีจุดเด่น วิธีการฝึก และผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกความต่าง เพื่อให้คุณเลือกสิ่งที่ใช่และตรงกับปัญหาสุขภาพของคุณมากที่สุดกันครับ! โยคะ (Yoga): ศาสตร์แห่งความยืดหยุ่นและการฝึกจิต โยคะเป็นศาสตร์โบราณที่มีต้นกำเนิดจากประเทศอินเดียยาวนานหลายพันปี หัวใจสำคัญของโยคะคือการเชื่อมต่อระหว่าง “กาย จิต และลมหายใจ” เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นในร่างกายและจิตใจ จุดเด่นของโยคะ โยคะเหมาะกับ พิลาทิส (Pilates): ศาสตร์แห่งการควบคุมและการสร้างความแข็งแกร่ง พิลาทิสถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดย โจเซฟ พิลาทิส (Joseph Pilates) เพื่อใช้ในการบำบัดและฟื้นฟูร่างกายของทหารและนักเต้น โดยเน้นการสร้างความแข็งแรงจากแกนกลางลำตัว (Core Muscle) เป็นหลัก จุดเด่นของพิลาทิส พิลาทิสเหมาะกับ ถ้าคุณกำลังลังเลว่าจะเลือกทางไหนดี แนะนำให้ลองถามตัวเองถึงเป้าหมายในตอนนี้ หากคุณกำลังมองหา “ความสงบทางใจ การลดความเครียด…
เคยไหมครับ? ก่อนออกจากบ้านต้องเปิดตารางสีเสื้อมงคล ดูว่าวันนี้ควรใส่สีอะไรเพื่อเสริมความมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องความรัก หรือเรื่องโชคลาภ วงการสีมงคลในบ้านเรานั้นเติบโตและทรงอิทธิพลอย่างมาก จนหลายคนตั้งคำถามขึ้นมาในใจว่า วงการสีมงคลมันมีอยู่จริงหรือเปล่า? หรือเป็นแค่เรื่องที่เราคิดไปเอง? วันนี้เราจะพักเรื่องของโชคลางไว้สักครู่ แล้วลองหันมามองในมุมของวิทยาศาสตร์และจิตวิทยากันดูบ้าง เพราะแท้จริงแล้วสีสันที่เราเห็นอยู่ทุกวัน มีอิทธิพลต่อสมองและอารมณ์ของเราอย่างน่าทึ่ง และนี่คือเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายว่าทำไมสีถึงส่งผลต่อชีวิตเราได้มากมายขนาดนี้ครับ วิทยาศาสตร์อธิบายเรื่องพลังแห่งสี ในทางวิทยาศาสตร์ อารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อเรามองเห็นสีต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเวทมนตร์ แต่เป็นกระบวนการทำงานของร่างกายและสมองที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ดังนี้ครับ อารมณ์ของ 4 สีรอบตัว: สีไหนส่งผลอย่างไรกับใจเราบ้าง? นักจิตวิทยาได้ทำการศึกษาและแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับอิทธิพลของสีหลัก ๆ ที่เราพบบ่อยในชีวิตประจำวันไว้ ซึ่งแต่ละสีก็ทำหน้าที่กระตุ้นความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้ 1. สีน้ำเงิน: สีแห่งความสงบ ปลอดภัย และเป็นระเบียบเรียบร้อย เคยสังเกตไหมครับว่าทำไมแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย ธนาคาร หรือองค์กรใหญ่ ๆ ถึงนิยมใช้สีน้ำเงิน? นั่นก็เพราะสีน้ำเงินเป็นสีที่ให้ความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ และทำให้จิตใจของเราเข้าสู่สภาวะสงบ มีสมาธิ พร้อมสำหรับการจัดการสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย 2. สีแดง: สีแห่งความตื่นเต้น มีแรง และพลังงานล้นเหลือ หากคุณต้องการความกระตือรือร้น…
สำหรับคอกาแฟหลายคน การเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยกาแฟหอมกรุ่นสักแก้ว ถือเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว แต่เคยสังเกตตัวเองไหมว่า ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เรานอนตื่นสาย หรือวันไหนที่งานยุ่งจัดจนไม่มีเวลาแวะร้านกาแฟ จู่ๆ อาการปวดหัวตึ้บก็มาเยือนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย บางคนปวดร้าวลามไปถึงเบ้าตา ปวดขมับจนคิดว่าตัวเองเป็นไมเกรนรุนแรงหรือเปล่า? จริงๆ แล้ว อาการนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการในทางการแพทย์ว่าอาการถอนคาเฟอีน (Caffeine Withdrawal Headache) ซึ่งเกิดขึ้นกับคนนับล้านทั่วโลก วันนี้ลุงจะมาเจาะลึกกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจง่ายสุดๆ จากข้อมูลอินโฟกราฟิกของ Jones’ Salad ว่าทำไมแค่ขาดกาแฟแก้วเดียว ถึงทำให้เรารู้สึกหัวจะระเบิดได้ขนาดนี้ พร้อมวิธีรับมือที่คุณสามารถทำตามได้ทันที ทำไมกาแฟถึงควบคุมหลอดเลือดในสมองเราได้? เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราต้องย้อนกลับไปดูตอนที่เรากำลังเพลิดเพลินกับการดื่มกาแฟในแต่ละวัน ร่างกายของเราจะมีกลไกการทำงานที่เปลี่ยนไปเพราะสารที่ชื่อว่าคาเฟอีน ดังนี้ครับ อยากลดกาแฟ เลิกอย่างไรไม่ให้ปวดหัวทรมาน? หลายคนพอเจออาการปวดหัวเล่นงาน ก็มักจะตัดสินใจหักดิบเลิกดื่มไปเลย ซึ่งเป็นวิธีที่ทรมานร่างกายอย่างยิ่ง วิธีป้องกันอาการปวดหัวที่ดีที่สุดคือการค่อยๆ ลด อย่าหักดิบ โดยมีเทคนิคง่ายๆ ดังนี้ 3 วิธีแก้ปวดหัวฉบับเร่งด่วน เมื่อเผลอหักดิบไปแล้ว ถ้าคุณตื่นมาแล้วปวดหัวตึ้บไปแล้ว และไม่อยากยอมแพ้กลับไปพึ่งกาแฟแก้วใหม่ นี่คือ 3 วิธีธรรมชาติบำบัดที่จะช่วยกู้ชีพคุณได้ทันที ประโยชน์อีกด้าน คาเฟอีนคือยาลดปวดชั้นยอด หากใช้ให้เป็น อ่านมาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งเกลียดกาแฟกันนะครับ เพราะวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า หากเราได้รับคาเฟอีนในปริมาณที่เหมาะสมและพอดี มันจะช่วยลดอาการปวดหัวและปวดไมเกรนได้สูงถึง 40%…
เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมร่างกายของมนุษย์เราที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการมาอย่างชาญฉลาดและซับซ้อน ถึงยังมีบางส่วนที่ดูเหมือนจะสร้างแต่ปัญหามากกว่าสร้างประโยชน์? ตั้งแต่ฟันคุดที่คอยแต่จะอักเสบ ไปจนถึงไส้ติ่งที่พร้อมจะระเบิดตัวเองได้ทุกเมื่อ สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานชั้นดีที่แสดงว่า ร่างกายของเรากำลังอยู่ในช่วงปรับตัว และมีอวัยวะหลายชิ้นที่กำลังจะกลายเป็นขยะวิวัฒนาการที่ธรรมชาติเตรียมโละทิ้ง ร่างกายมนุษย์ก็คล้ายกับสังคมที่เราอยู่ มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อะไรที่ไม่ได้ใช้ นานวันเข้าก็จะถูกลดทอนความสำคัญลงไปเรื่อยๆ วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปส่อง 5 อวัยวะและกล้ามเนื้อส่วนเกินที่แทบไม่มีประโยชน์กับมนุษย์ยุคปัจจุบัน และกำลังจะหายไปตามกาลเวลา จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย 1. ฟันคุด (Wisdom Teeth): ฝันร้ายในช่องปากที่ไม่มีใครต้องการ สำหรับใครที่เคยผ่านประสบการณ์ผ่าฟันคุดมา คงจะซาบซึ้งถึงความเจ็บปวดนี้ดี ในอดีตบรรพบุรุษของเราต้องใช้ฟันกรามซี่ในสุดนี้ในการบดเคี้ยวอาหารดิบๆ ที่เหนียวและแข็ง เช่น เนื้อสัตว์ดิบ รากไม้ หรือเปลือกไม้หนาๆ แต่เมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการใช้ไฟและทำอาหารให้สุกและอ่อนนุ่มลง ขากรรไกรของเราจึงค่อยๆ หดเล็กลงตามวิวัฒนาการ ทำไมต้องเอาออก?: เมื่อขากรรไกรเล็กลง แต่จำนวนฟันเท่าเดิม ฟันคุดจึงไม่มีที่ขึ้น มันจึงพยายามแทรกตัวขึ้นมาในแนวเฉียงหรือแนวนอน ส่งผลให้ฟันล้ม เก ฟันผุ และอักเสบปวดบวม ทางออก: ทันตแพทย์ส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ผ่าหรือถอนออกทันที เพราะเก็บไว้ก็มีแต่จะสร้างปัญหา 2. ไส้ติ่ง (Appendix): ระเบิดเวลาที่ไม่มีหน้าที่ชัดเจน ไส้ติ่งเคยเป็นอวัยวะสำคัญในระบบย่อยอาหารของบรรพบุรุษที่กินพืชเป็นหลัก โดยทำหน้าที่ช่วยย่อยเซลลูโลส แต่สำหรับมนุษย์ยุค 5G ที่กินชาบู…










