เคยไหม? ตื่นเช้ามาก็รู้สึกตึงๆ ที่ขมับ หรือบางวันนั่งทำงานอยู่ดีๆ ก็มีอาการปวดตุบๆ ที่ข้างแก้มจนพาลหมดอารมณ์ทำงาน อาการปวดหัวเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ใครๆ ก็ต้องเคยเจอ แต่รู้หรือไม่ว่า ตำแหน่งที่ปวดหัวนั้นไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มๆ เพราะร่างกายของเรากำลังส่งสัญญาณเตือนบางอย่างผ่านพิกัดเหล่านั้นต่างหาก วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปไขรหัสอาการปวดหัวยอดฮิตในแต่ละจุด พร้อมแชร์วิธีบรรเทาอาการอย่างถูกต้อง ถูกวิธี และที่สำคัญคือ สัญญาณเตือนแบบไหนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตที่ห้ามละเลยเด็ดขาด 1. ปวดตึงๆ ทั่วหัว: อาการยอดฮิตจากความเครียด (Tension Headache) อาการปวดหัวประเภทนี้มักเกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อรอบศีรษะและบ่าคอ มักมีลักษณะปวดตื้อๆ เหมือนมีอะไรมาบีบรัดรอบหน้าผากหรือขมับทั้งสองข้าง สาเหตุจากความเครียดจากการทำงาน การจ้องหน้าจอนานๆ หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ วิธีบรรเทาอาการ: 2. ปวดตุบๆ ข้างเดียว: วายร้ายไมเกรน (Migraine) หากคุณมีอาการปวดหัวข้างใดข้างหนึ่งอย่างรุนแรง มีลักษณะปวดตุบๆ ตามจังหวะชีพจร และบางครั้งอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือแพ้แสงแพ้เสียงร่วมด้วย นั่นคือสัญญาณชัดเจนของไมเกรน ซึ่งมักถูกกระตุ้นโดยแสงแดดจัด กลิ่นฉุน ความร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน วิธีบรรเทาอาการ: 3. ปวดหน่วงรอบกระบอกตาและโหนกแก้ม: สัญญาณจากไซนัสอักเสบ (Sinus Headache) ถ้าคุณมีอาการปวดตื้อๆ หน่วงๆ บริเวณหน้าผาก หัวคิ้ว…
Author Archives: admin
เคยสงสัยไหมว่าทำไมครีมบำรุงผิวกระปุกเดิมที่เคยใช้ดีในอดีต พอเวลาผ่านไปกลับไม่ตอบโจทย์ผิวของเราอีกต่อไป? นั่นเป็นเพราะผิวหนังของเราเป็นอวัยวะที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามอายุที่เพิ่มขึ้น ความต้องการสารอาหาร การปกป้อง และการฟื้นฟูของผิวในแต่ละช่วงวัย จึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การดูแลผิวด้วยวิธีเดิม ๆ ไปตลอดชีวิตจึงอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกเคล็ดลับการดูแลผิวให้เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ เพื่อให้ผิวของคุณได้รับการปรนนิบัติอย่างตรงจุดและมีสุขภาพดีที่สุดในทุกช่วงเวลาของชีวิตกันครับ ช่วงวัย 0-3 ปี: วัยแรกเกิดกับผิวบอบบางที่ต้องปกป้องเป็นพิเศษ ผิวของเด็กทารกในช่วงอายุ 0-3 ปีนั้นมีความบอบบางและเกิดการระคายเคืองได้ง่ายมาก เนื่องจากโครงสร้างผิว และเกราะป้องกันผิวยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทำให้สูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย และไวต่อสิ่งเร้าภายนอกรอบตัว ช่วงวัย 10-19 ปี: วัยรุ่นวุ่นเรื่องสิว กับการควบคุมความมันส่วนเกิน เมื่อก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ฮอร์โมนในร่างกายจะเริ่มปรับเปลี่ยน และกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ ส่งผลให้ผิวของวัยนี้มักจะมีลักษณะมันเยิ้มและชุ่มชื้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงวัยที่เกิดปัญหาสิวอุดตันและสิวอักเสบได้ง่ายที่สุด ช่วงวัย 20-39 ปี: วัยทำงานกับการชะลอความเสื่อมโทรมและป้องกันริ้วรอยแรกเริ่ม นี่คือช่วงเวลาที่ผิวเริ่มส่งสัญญาณเตือนแรกเริ่มของความร่วงโรย เมื่อก้าวสู่วัยยี่สิบตอนปลาย กระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติจะเริ่มช้าลง ส่งผลให้ผิวเริ่มดูหมองคล้ำ ไม่สดใสเปล่งปลั่งเหมือนเก่า และเริ่มสูญเสียคอลลาเจนทีละน้อย ช่วงวัย 40-60 ปี: วัยผู้ใหญ่กับการกู้คืนความชุ่มชื้นและเติมเต็มร่องลึก เมื่ออายุแตะเลข 4 ผิวจะเริ่มแห้งกร้านอย่างเห็นได้ชัดและขาดความชุ่มชื้นอย่างรุนแรง เนื่องจากกระบวนการผลิตน้ำมันใต้ผิวลดลงอย่างมาก ส่งผลให้เกิดริ้วรอย ร่องลึก บริเวณหางตา ร่องแก้ม…
หน้าร้อนเมืองไทย ไม่ว่าจะฤดูไหน แดดก็ร้อนแรงจนแทบจะร้องขอชีวิต หลายคนก้าวขาออกจากบ้านเพียงไม่กี่ก้าว ก็รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในเตาอบขนาดยักษ์ ความร้อนที่สะสมในร่างกายทำให้เราหงุดหงิด เหงื่อท่วมตัว และอ่อนเพลีย แต่รู้หรือไม่ว่า ภายใต้สภาพอากาศที่ร้อนจัดเช่นนี้ มีภัยเงียบร้ายแรงที่ซ่อนตัวอยู่ นั่นคือ โรคลมแดด หรือ Heat Stroke ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของอาการหน้ามืดเป็นลมธรรมดา แต่คือวิกฤตร่างกายที่รุนแรงถึงขั้นทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว และอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย เพื่อรับมือกับภัยร้อนนี้อย่างเท่าทัน วันนี้ลุงรวบรวมข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้คุณสังเกตอาการ ปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธี และรู้วิธีป้องกันตัวเองให้รอดพ้นจาก Heat Stroke มาฝากครับ สัญญาณเตือนภัย อาการแบบไหนกำลังเสี่ยง Heat Stroke ร่างกายมนุษย์เรามหัศจรรย์มากครับ เพราะเมื่อเริ่มทนความร้อนไม่ไหว ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนออกมาเป็นระยะ โดยเราสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของอาการออกเป็น 2 ช่วงหลักๆ ดังนี้ครับ 1. อาการเริ่มต้น (ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือน) ในช่วงแรก ร่างกายของคุณกำลังพยายามสู้กับความร้อนอย่างสุดความสามารถ สัญญาณเตือนที่พบได้บ่อย ได้แก่ 2. อาการขั้นวิกฤต (อันตรายอาจถึงตาย) หากร่างกายยังคงได้รับความร้อนสะสมต่อไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ระบบควบคุมอุณหภูมิในสมองล้มเหลว อาการจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที วิธีปฐมพยาบาลคนเป็น Heat Stroke อย่างถูกต้อง…
เคยสังเกตตัวเองไหมว่าในแต่ละวันเราเดินเข้าห้องน้ำไปฉี่กันกี่รอบ? และก่อนที่จะกดชักโครก คุณเคยหันกลับมามองสีของน้ำปัสสาวะกันบ้างหรือเปล่า? หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องฉี่เป็นแค่เรื่องธรรมชาติที่ปล่อยไปก็จบ แต่รู้ไหมว่าของเสียที่ร่างกายขับออกมานี้แหละ คือสัญญาณเตือนภัยชั้นดีที่บอกสถานะสุขภาพของคุณได้แม่นยำ วันนี้ลุงจะพามาเจาะลึกเรื่องของฉี่ที่บอกเลยว่ามีดีเทลมากกว่าที่คุณคิดแน่นอน วันหนึ่งคุณฉี่กี่ครั้ง? ความถี่ในการปัสสาวะในแต่ละวันสามารถบอกปริมาณน้ำในร่างกาย และประสิทธิภาพการทำงานของระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี ลองมาดูกันว่าคุณจัดอยู่ในกลุ่มไหน สีของฉี่บอกอะไรบ้าง? 1. ฉี่สีส้ม (ร่างกายขาดน้ำ หรือปัญหาเกี่ยวกับตับ) หากปัสสาวะของคุณมีสีส้มเข้มเฉดชาไทย ส่วนใหญ่เกิดจากอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง ควรดื่มน้ำสะอาดเพิ่มทันที แต่หากดื่มน้ำเยอะแล้วสีส้มยังไม่จางลง อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคที่เกี่ยวกับถุงน้ำดี ท่อน้ำดีอุดตัน หรือภาวะดีซ่าน 2. ฉี่สีชมพู หรือสีแดง (ระวังเลือดปน) สีนี้อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป เพราะบางครั้งอาจมาจากการทานอาหารที่มีสีแดงเข้ม เช่น บีทรูท แก้วมังกรแดง หรือบลูเบอร์รี่ แต่หากไม่ได้ทานอาหารเหล่านี้เลย ปัสสาวะสีชมพูหรือแดงมักเกิดจากมีกระแสเลือดปน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของการติดเชื้อ อักเสบ นิ่ว หรืออาจเป็นโรคร้ายแรงในระบบทางเดินปัสสาวะที่ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด 3. ฉี่สีฟ้า หรือ สีเขียว (ผลข้างเคียงจากยา หรือแบคทีเรีย) เป็นสีที่ดูแปลกประหลาดที่สุด แต่เกิดขึ้นได้จริง สาเหตุหลักมักมาจากผลข้างเคียงของการใช้ยาบางชนิด (เช่น ยาแก้ซึมเศร้า หรือยาสลบ) หรือโรคทางพันธุกรรมบางประเภท นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะกลุ่ม Pseudomonas ได้อีกด้วย…
เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเจอมากับตัวอย่างแน่นอนครับ นั่นคือสถานการณ์ข้าศึกบุก หรืออาการปวดฉี่อย่างรุนแรงในเวลาและสถานที่ที่ไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย ไม่ว่าจะเป็นตอนที่รถกำลังติดอยู่บนทางด่วน หรือตอนที่กำลังประชุมนำเสนองานครั้งสำคัญอยู่ การปวดท้องฉี่ในเวลาแบบนี้มันทรมานมากใช่ไหมครับ วันนี้ลุงจะมาแชร์ความรู้และเคล็ดลับดี ๆ ในการรับมือกับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้ให้นำไปใช้กันครับ กลไกธรรมชาติ ร่างกายเตือนเราอย่างไรเมื่อปวดฉี่ ก่อนที่เราจะไปดูวิธีรับมือยามฉุกเฉิน ลุงอยากให้เข้าใจระบบการทำงานของร่างกายว่า อาการปวดฉี่เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยปกติแล้ว ร่างกายของเราจะมีระบบเตือนภัยที่น่าทึ่งและทำงานสอดประสานกันดังนี้ครับ แม้ว่าร่างกายของเราจะสามารถอั้นฉี่ได้ในระดับหนึ่ง แต่ลุงขอเตือนด้วยความห่วงใยนะครับว่า เราควรอั้นฉี่เฉพาะในเวลาที่จำเป็นและฉุกเฉินจริง ๆ เท่านั้น ไม่ควรอั้นบ่อยจนเป็นนิสัยเด็ดขาด เพราะจะส่งผลเสียทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งทรมานและต้องใช้เวลารักษานานเลยทีเดียวครับ 3 เทคนิคช่วยชีวิตเมื่อจำเป็นต้องอั้นฉี่ หากตกอยู่ในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ และจำเป็นต้องยืดเวลาออกไปอีกสักนิด ลุงมี 3 เทคนิคที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดฉี่ และลดแรงกดดันของกระเพาะปัสสาวะมาฝากครับ 1. ทำร่างกายให้อุ่นเข้าไว้ เคยสังเกตไหมครับว่าเวลาที่เราอยู่ในห้องแอร์ที่หนาวจัด เราจะรู้สึกปวดฉี่บ่อยและเร็วกว่าปกติ นั่นเป็นเพราะความเย็นทำให้ร่างกายและกล้ามเนื้อหดตัวลง รวมถึงกระตุ้นระบบประสาทให้ทำงานไวขึ้น ดังนั้นหากรู้สึกปวดฉี่ขึ้นมาในที่สาธารณะ สิ่งแรกที่ทำได้ง่ายที่สุดคือการทำตัวเองให้อุ่นครับ หาเสื้อกันหนาวมาใส่ กอดอก หรือใช้มือถูตัวเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น วิธีนี้จะช่วยลดอาการปวดลงได้ดีเลยครับ 2. เปลี่ยนมานั่งแทนยืน หากกำลังยืนอยู่แล้วรู้สึกว่าเริ่มจะทนไม่ไหว ลุงแนะนำให้รีบมองหาที่นั่งโดยเร็วที่สุดครับ เพราะการนั่งจะช่วยลดแรงกดทับที่บริเวณอุ้งเชิงกรานและกระเพาะปัสสาวะได้ดีกว่าท่าทางตอนยืน การนั่งจะช่วยให้เราสามารถควบคุมสมาธิและควบคุมกล้ามเนื้อหูรูดได้ง่ายยิ่งขึ้นครับ 3. ปรับเปลี่ยนท่านั่งเพื่อลดแรงกด ถ้านั่งอยู่แล้วแต่ยังรู้สึกว่ายังทรมานอยู่ ลุงมีท่าปรับเปลี่ยนสรีระร่างกาย…
ในยุคที่เราต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวชวนปวดหัวและดราม่ารอบตัวได้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว หรือแม้แต่การไถฟีดโซเชียลมีเดีย ความเครียดสะสมเหล่านี้ไม่ได้ทำร้ายแค่จิตใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อร่างกายและสมองของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนหลายคนเริ่มมีอาการสมองล้า ร่างกายอ่อนเพลีย และอารมณ์ดิ่งลงแบบไม่รู้ตัว หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยธรรมชาติที่จะมาช่วยดูแลและฟื้นฟูร่างกายในวันแสนล้า วันนี้ลุงขอแนะนำ “ขมิ้นชัน” สมุนไพรไทยหาง่ายใกล้ตัว ที่มีสรรพคุณล้นเหลือเกินตัว จนได้รับความสนใจจากงานวิจัยทั่วโลก มาดูกันว่าสมุนไพรสีเหลืองทองชนิดนี้จะช่วยเยียวยาเราจากดราม่ารายวันได้อย่างไรบ้าง ทำความรู้จัก “สารเคอร์คิวมิน” ฮีโร่ตัวจริงในขมิ้นชัน เบื้องหลังความมหัศจรรย์ของขมิ้นชันอยู่ที่สารสำคัญสีเหลืองส้มที่ชื่อว่า “สารเคอร์คิวมิน” (Curcumin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง มีฤทธิ์ต้านการอักเสบในระดับเซลล์ ซึ่งได้รับการยอมรับจากงานวิจัยทางการแพทย์มากมายว่าเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูระบบต่าง ๆ ของร่างกายให้กลับมาทำงานได้อย่างสมดุล 4 คุณประโยชน์สุดปังของขมิ้นชัน ยิ่งกิน ยิ่งดีต่อใจและร่างกาย 1. ป้องกันอัลไซเมอร์และสมองเสื่อม เมื่อเราเผชิญกับความเครียดและการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ร่างกายจะเกิดกระบวนการอักเสบภายในสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เซลล์สมองเสื่อมลงจนอาจนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์ได้ สารเคอร์คิวมินในขมิ้นชันจะทำหน้าที่เข้าไปลดกระบวนการอักเสบนี้ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น และปกป้องสมองจากการเสื่อมสภาพตามวัย 2. ป้องกันโรคซึมเศร้าและปรับอารมณ์ให้จอย ๆ เจอเรื่องดราม่าบ่อย ๆ จนอารมณ์ดิ่งใช่ไหม? ขมิ้นชันช่วยได้! เพราะมีงานวิจัยพบว่าสารเคอร์คิวมินสามารถช่วยเพิ่มระดับสารสื่อประสาทในสมอง 2 ชนิดหลัก ๆ ได้แก่ “เซโรโทนิน” (Serotonin) สารแห่งความสุขที่ช่วยควบคุมอารมณ์…
เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมร่างกายมนุษย์เราที่วิวัฒนาการมาจนแทบจะไม่เหลือขนตามตัวเหมือนลิง แต่กลับยังมี “เส้นขน” เจ้ากรรมนายเวรกลุ่มหนึ่งที่ยังคงเหนียวแน่นและปักหลักอยู่ตรง “ร่องตูด” อย่างไม่ยอมไปไหน? เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเกิดคำถามนี้ในใจเวลาอาบน้ำ หรือตอนที่รู้สึกคันยุบยิบในที่อับสายตาจนอยากจะตะโกนถามฟ้าดิน เรื่องนี้ไม่ได้ทะลึ่ง แต่มันคือเรื่องของชีววิทยาและธรรมชาติที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะขนาดนักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันที่สามารถส่งยานอวกาศไปนอกโลกได้ ก็ยังไม่สามารถฟันธงตอบแบบ 100% ได้เลยว่าขนตูดมีไว้ทำไมกันแน่ แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ตั้งข้อสันนิษฐานรวมถึงทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับขนตูดเอาไว้อย่างน่าสนใจ วันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกความลับใต้ร่มผ้านี้กันครับ 3 ทฤษฎี ขนตูดมีไว้ทำไม? ถึงแม้จะยังไม่มีคำตอบที่ยืนยันได้อย่างแน่นอนทางวิทยาศาสตร์ แต่เหล่านักชีววิทยาและผู้เชี่ยวชาญก็ได้แบ่งปันสมมติฐานที่จับต้องได้ออกเป็น 3 ทฤษฎีหลัก ๆ ดังนี้ 1. ตัวช่วยดักกลิ่น ฟังดูอาจจะแปลก ๆ แต่ทฤษฎีแรกระบุว่า ขนบริเวณก้นมีหน้าที่ช่วย “กักเก็บกลิ่น” ครับ โดยธรรมชาติแล้ว บริเวณรอบ ๆ รูขุมขนตรงร่องก้นจะมีต่อมไขมันที่ผลิตไขมัน (Sebum) และเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียเฉพาะตัว ขนตูดจึงทำหน้าที่เหมือนแผ่นฟิลเตอร์ธรรมชาติที่ช่วยกักเก็บไขมันและแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นเหล่านี้เอาไว้ ไม่ให้กลิ่นฟุ้งกระจายออกไปรบกวนคนรอบข้างได้ง่าย ๆ หรือพูดง่าย ๆ คือช่วยซับกลิ่นเฉพาะตัวเอาไว้ให้อยู่ในที่ของมันนั่นเอง 2. ลดแรงเสียดสีระหว่างแก้มก้น ลองจินตนาการดูว่าในแต่ละวันเราต้องเดิน วิ่ง…
เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมร่างกายของเราถึงต้องมี “เส้นขน” ขึ้นตามจุดต่าง ๆ เต็มไปหมด? หลายคนอาจจะรู้สึกรำคาญใจจนต้องคอยโกน คอยแว็กซ์ หรือเลเซอร์ออกอยู่บ่อย ๆ เพื่อความเรียบเนียนและเพิ่มความมั่นใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ธรรมชาติไม่ได้สร้างเส้นขนเหล่านี้ขึ้นมาเล่น ๆ ทุกเส้นขนนบนร่างกายล้วนมีหน้าที่สำคัญและแฝงไปด้วยประโยชน์ที่คุณอาจคาดไม่ถึง วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกเรื่องราวของ “เส้นขน” ใน 4 จุดสำคัญของร่างกาย และอาจจะเปลี่ยนใจหันมารักเส้นขนของตัวเองมากขึ้นอย่างแน่นอน 1. ขนจมูก เริ่มต้นกันที่ขนในที่ลับที่ชอบแอบโผล่ออกมาทักทายชาวโลกอย่าง “ขนจมูก” แม้ว่าหลายคนจะมองว่ามันทำให้เสียบุคลิกจนต้องคอยเล็มออก แต่รู้หรือไม่ว่าขนจมูกนี่แหละคือฮีโร่เงียบที่ช่วยปกป้องปอดของเราในทุก ๆ วินาที 2. ขนรักแร้ มาต่อกันที่ขนรักแร้ ปัญหากวนใจของใครหลายคนโดยเฉพาะสาว ๆ ที่มักจะกำจัดทิ้งเพื่อความมั่นใจเวลาใส่เสื้อสายเดี่ยว แต่ในทางชีววิทยาแล้ว ขนรักแร้ทำหน้าที่สำคัญในการปกป้องผิวหนังบริเวณข้อต่อที่บอบบางมาก ๆ 3. ขนหน้าแข้ง สำหรับหนุ่ม ๆ ขนหน้าแข้งอาจจะแสดงถึงความเข้ม แต่สำหรับสาว ๆ หลายคนอาจมองว่าเป็นอุปสรรคในการใส่กางเกงขาสั้น อย่างไรก็ตาม ขนหน้าแข้งนั้นทำหน้าที่เป็นเหมือนระบบเซนเซอร์อัจฉริยะให้กับร่างกายของเรา 4. ขนหมออ้อย ปิดท้ายด้วยขนในบริเวณที่ลับที่สุดอย่าง “ขนหมออ้อย” หรือขนบริเวณอวัยวะเพศ ที่หลายคนอาจจะรู้สึกเขินอายที่จะพูดถึง แต่บอกเลยว่าน้องมีประโยชน์ที่สำคัญมากต่อสุขอนามัยและการดำเนินชีวิต…
สำหรับสาว ๆ หรือหนุ่ม ๆ คนไหนที่รักการมีผิวเรียบเนียนไร้ขนกวนใจ “การโกน” คงเป็นวิธียอดฮิตอันดับต้น ๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะทั้งสะดวก รวดเร็ว ประหยัด และไม่เจ็บตัวเหมือนการแว็กซ์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มักจะมีเสียงเตือนตามมาเสมอว่า “อย่าโกนบ่อยนะ เดี๋ยวขนจะหนาเป็นตอ” หรือ “โกนระวังผิวเป็นหนังไก่ไม่รู้ด้วยนะ” คำเตือนเหล่านี้ทำเอาหลายคนถึงกับลังเลและไม่กล้าหยิบมีดโกนขึ้นมาใช้ วันนี้ลุงจะมาสวมบทเป็นนักสืบสายบิวตี้ พาไปเจาะลึกและไขข้อข้องใจกันแบบชัด ๆ ว่า ความเชื่อเรื่องการโกนขนเหล่านี้ เรื่องไหนคือเรื่องจริง และเรื่องไหนเป็นแค่เรื่องมโน พร้อมแจกสูตรลับวิธีโกนขนอย่างไรให้ผิวเรียบเนียน หมดปัญหาผิวหนังไก่อย่างเด็ดขาด 3 ความเชื่อเรื่องการโกนขน เรื่องไหนจริง เรื่องไหนแกง? มาดูกันทีละข้อเลยว่า ความเชื่อยอดฮิตเกี่ยวกับการโกนขนที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ นั้น ทางวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญเขาว่าอย่างไรกันบ้าง 1. โกนขนบ่อย ขนจะขึ้นเร็วขึ้น? หลายคนรู้สึกว่าพอโกนขนเสร็จปุ๊บ ผ่านไปแค่วันสองวันขนก็เริ่มขึ้นมาทักทายอีกแล้ว จนคิดไปเองว่าการโกนไปกระตุ้นให้ขนยาวเร็วขึ้น แต่ในความจริงแล้ว “ไม่จริง” อัตราการเจริญเติบโตของเส้นขนนั้นถูกควบคุมโดยฮอร์โมนและพันธุกรรมของแต่ละคน การโกนเป็นเพียงการตัดเส้นขนที่อยู่เหนือชั้นผิวหนังเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อรากขนใต้ผิวหนังเลย ขนของคุณยังคงยาวในอัตราปกติ เพียงแต่ที่เรารู้สึกว่ามันขึ้นเร็ว เพราะเราเห็นมันตั้งแต่ตอนที่มันเพิ่งเริ่มโผล่พ้นผิวหนังขึ้นมาใหม่ ๆ…
มะเร็งเต้านม ถือเป็นภัยเงียบอันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตผู้หญิงไทยมากที่สุดในแต่ละปี หลายคนอาจคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว หรือต้องรอให้ไปตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลเท่านั้นถึงจะรู้ แต่ช้าก่อน รู้หรือไม่ว่า กว่า 40% ของคนทีตรวจพบมะเร็งเต้านม มีจุดเริ่มต้นมาจากการตรวจเต้านมด้วยตัวเองทั้งนั้นนั่นแปลว่าสองมือของเรานี่แหละ คือด่านหน้าและอาวุธที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคร้ายนี้ วันนี้ลุงจึงอยากชวนสาวๆ ทุกคนมาเปิดอกเปิดใจ เรียนรู้วิธีการคลำเต้านมด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีต่อเดือน แต่อาจช่วยเซฟชีวิตเราได้ในระยะยาวกัน ตรวจช่วงเวลาไหน เวิร์กและแม่นยำที่สุด? ก่อนจะเริ่มลงมือคลำหาความผิดปกติ เราต้องรู้ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดก่อน เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนทางร่างกาย โดยคุณหมอแนะนำให้ตรวจเต้านมด้วยตัวเอง เดือนละ 1 ครั้ง ในช่วงหลังหมดประจำเดือนประมาณ 2-3 วัน เนื่องจากในช่วงนี้ ฮอร์โมนในร่างกายของเราจะเริ่มลดลงและคงที่ ทำให้เต้านมไม่คัดตึงหรือบวมน้ำ ช่วยลดโอกาสที่จะคลำเจอเนื้อเหลวธรรมดาแล้วเข้าใจผิดว่าเป็นก้อนเนื้อร้ายลงไปได้มาก ส่วนสาวๆ คนไหนที่หมดประจำเดือนแล้ว หรืออยู่ในช่วงตั้งครรภ์/ให้นมบุตร สามารถเลือกวันที่จำง่ายๆ วันเดียวกันของทุกเดือนเพื่อทำการตรวจได้เลย 3 ขั้นตอนง่ายๆ ในการจับนมเช็กมะเร็งด้วยตัวเอง การตรวจเต้านมด้วยตัวเองไม่ได้ซับซ้อนหรือเจ็บตัวเลย เพียงแค่ทำตาม 3 Step นี้ให้กลายเป็นนิสัยในทุกๆ เดือน Step 1: ยืนหน้ากระจก สังเกตความเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นจากการถอดเสื้อผ้าออก ยืนตัวตรงหน้ากระจกในห้องอาบน้ำ ปล่อยแขนข้างลำตัวตามสบาย จากนั้นเปลี่ยนมาเป็น เอามือเท้าเอวทั้งสองข้าง…










