สังเกตไหมเวลาเดินทางไปต่างประเทศ เสียงแตรรถยนต์ที่ได้ยินบนถนนมีโทนเสียง จังหวะ และความถี่ที่ต่างกัน บางประเทศบีบกันจนเป็นเรื่องปกติ บางประเทศแค่บีบแตรเบา ๆ ก็อาจทำให้คนหันมามองทั้งถนน บางประเทศบีบแตรแล้วอาจติดคุก วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกวัฒนธรรมการบีบแตรสุดแปลกจาก 4 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย ญี่ปุ่น เวียดนาม และไทย มาดูกันว่าเสียงแตรรรรร ของแต่ละที่เขาสื่อสารอะไรกัน อินเดีย: สวรรค์แห่งเสียงแตร บีบฉ่ำ เฉลี่ยทุก 2.5 วิ หากมีโอกาสได้ไปเที่ยวอินเดีย สิ่งแรกที่รอต้อนรับคือเสียงแตรที่ดังระงมอยู่ตลอดเวลา สำหรับคนอินเดียแล้ว เสียงแตรไม่ได้หมายถึงความโกรธ หรือการหาเรื่อง แต่มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตธรรมดาบนท้องถนน ผลสำรวจเผยว่า คนอินเดีย 91% มองว่าการบีบแตรเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในการขับขี่ ที่นี่ใช้การบีบแตรเพื่อเตือน บอกตำแหน่ง สื่อสารระหว่างคัน หรือแม้กระทั่งใช้ทักทายกัน บนถนนอินเดียมีการบีบแตรเฉลี่ยสูงถึง 2.5 วินาทีต่อครั้งเลยทีเดียว เรียกได้ว่าถ้าใครไม่บีบแตร จะดูเป็นคนแปลกแยกไปเลย 2. ญี่ปุ่น: แดนแห่งความสงบ บีบมั่วซั่วมีสิทธิ์ติดคุก 5 ปี ประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบวินัยและความเกรงใจขั้นสุด วัฒนธรรมการใช้แตรของที่นี่แตกต่างจากอินเดียแบบคนละขั้วโลกเลย คนญี่ปุ่นจะบีบแตรเฉพาะในจุดที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น เช่น ทางโค้งอับสายตาที่มีป้ายเตือนให้บีบแตร…
Author Archives: admin
เรามักได้ยินคนบ่นว่า “เมื่อก่อนโลกน่าอยู่กว่านี้ ไม่มีโรคภัย ไม่มีมลพิษ ผู้คนก็มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่” ความรู้สึกโหยหาอดีต หรือ Nostalgia เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ครับ แต่หากเราลองกลับไปมองประวัติศาสตร์ และตัวเลขสถิติที่เกิดขึ้นจริง เราอาจจะเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะในอดีตอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่เราเข้าใจเลย วันนี้ลุงจะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปพิสูจน์ว่าสมัยก่อนกับสมัยนี้ สมัยไหนที่แย่กว่ากัน ผ่าน 4 เรื่องราวที่จะทำให้คุณรักชีวิตในปัจจุบันมากขึ้นเป็นกอง ยุคนี้มีโควิด แต่ยุคก่อนเจอ “กาฬโรค” ล้างโลก เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มนุษยชาติเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 ที่สร้างความลำบากไปทั่วโลก หลายคนมองว่ายุคเก่าช่างโชคดีที่ไม่ต้องเจอกับโรคนี้ แต่ความจริงในอดีตน่ากลัวกว่ามาก โดยเฉพาะเหตุการณ์ระบาดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์อย่าง กาฬโรค (Black Death) ในศตวรรษที่ 14 กาฬโรคระบาด คร่าชีวิตคนในทวีปยุโรปไปครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด คิดเป็นจำนวนราว 25-50 ล้านคน ยุคนั้นมนุษย์ยังไม่มีความรู้เรื่องเชื้อโรค ไม่มีวัคซีน ไม่มียาปฏิชีวนะ การเจ็บป่วยจึงเท่ากับความตาย ต่างจากปัจจุบันที่เรามีระบบสาธารณสุขและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาไปไกลมาก สมัยก่อนไม่มี PM 2.5 แต่มี “หมอกพิษถล่มลอนดอน” ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM 2.5 กลายเป็นปัญหาระดับโลกในปัจจุบัน จนหลายคนคิดว่าในอดีตคงมีแต่อากาศบริสุทธิ์ แต่ความจริงมลพิษทางอากาศในอดีตเคยรุนแรงกว่าปัจจุบันหลายเท่าตัว ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ…
ปัจจุบันที่ทุกอย่างหมุนอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เงิน ความสัมพันธ์ หรือแม้แต่ข่าวสารในโซเชียลมีเดีย ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเครียดกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเราไปแล้ว หลายคนมองว่าความเครียดเป็นเรื่องธรรมดา เดี๋ยวก็หาย แต่รู้ไหมว่าข้อมูลสถิติในปี 2567 พบว่า… คนไทยมีความเครียดสูงขึ้นถึง 15.48% ส่งผลให้เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น 17.20% และที่น่ากังวลที่สุดคือ มีอัตราเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูงถึง 10.63% เลยทีเดียว เราจะรู้ได้ยังไงว่าความเครียดที่เจออยู่เป็นเรื่องปกติ หรือมันสะสมจนถึงขั้นวิกฤตที่ต้องหันมาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง? วันนี้ลุงจะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับระดับความเครียด และเช็กสัญญาณเตือนจากร่างกายและจิตใจกันครับ ความเครียด 3 ประเภท: คุณกำลังเจอกับความเครียดแบบไหน? นักจิตวิทยาชาวอเมริกันได้แบ่งความเครียดออกเป็น 3 ระดับ ตามลักษณะและความรุนแรง เพื่อให้เราสามารถสังเกตและรับมือได้อย่างถูกต้อง ดังนี้ครับ 1. ความเครียดฉับพลัน (Acute Stress) ความเครียดประเภทนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ มีสาเหตุเฉพาะเจาะจง และเมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านไป ความเครียดก็จะค่อย ๆ ลดและหายไปเอง เช่น 2. ความเครียดฉับพลันแบบต่อเนื่อง (Episodic Acute Stress) ความเครียดฉับพลันที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ติดต่อกันหลายครั้ง ในช่วงเวลาห่างกันไม่นาน เหมือนมรสุมชีวิตที่พัดเข้ามาลูกแล้วลูกเล่า…
เคยไหม? เวลาทำอะไรผิดพลาดแล้วรู้สึกเฟล… แต่รู้ไหมว่าในโลกของวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ความผิดพลาดหรือความบังเอิญ บางครั้งกลับสร้างปาฏิหาริย์ที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล ยาและนวัตกรรมยอดฮิตหลายชนิดที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน บางอย่างไม่ได้เกิดจากการวางแผนสมบูรณ์แบบในห้องทดลอง แต่เกิดจากความบังเอิญที่ผู้ค้นพบเองก็คาดไม่ถึง วันนี้ลุงจะพาไปดู 4 ยารักษาโรคระดับตำนานที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ อ่านแล้วว้าวแน่นอลลลล เพราะถ้าไม่มีความบังเอิญในวันนั้น มนุษยชาติอาจไม่มีนวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่ช่วยชีวิตคนนับล้านในวันนี้ เพนิซิลลิน (Penicillin): ยาปฏิชีวนะจากจานเพาะเชื้อที่ถูกลืม ย้อนไปในยุคที่ยังไม่มีสารฆ่าเชื้อ แค่แผลถลอกเล็กๆ หรือโรคปอดบวมธรรมดาก็สามารถคร่าชีวิตคนได้ จนปี ค.ศ. 1928 อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง (Alexander Fleming) นักวิจัยชาวสก็อตแลนด์ เผลอวางจานเพาะเชื้อแบคทีเรียทิ้งไว้บนโต๊ะทำงาน แล้วออกไปพักร้อนนานหลายวัน เมื่อกลับมาเขาพบว่ามีเชื้อราสีเขียวชนิดหนึ่ง เติบโตขึ้นในจานเพาะเชื้อ และที่น่าทึ่งคือ แบคทีเรียที่อยู่รอบ ๆ เชื้อรานั้น ไม่สามารถเจริญเติบโตได้เลย เชื้อราสีเขียวนั้นสร้างสารพิเศษขึ้นมา เพื่อขัดขวางและทำลายการเติบโตของแบคทีเรีย เฟลมมิ่งจึงนำไปสกัดเป็นยาเพนิซิลลิน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะตัวแรกของโลกที่ช่วยชีวิตทหารในสงครามโลกและผู้ป่วยติดเชื้อนับล้านคน ไวอากร้า (Viagra): ยาโรคหัวใจที่ให้ผลลัพธ์ “แข็ง” ผิดคาด ยาสีฟ้าเม็ดเล็ก ๆ ที่ช่วยคืนความปึ๋งปั๋ง ให้ผู้ชายทั่วโลกกลับมามีความมั่นใจ ที่จริงแล้วไวอากร้า (Viagra) ไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นมา เพื่อรักษาสมรรถภาพทางเพศตั้งแต่แรก ในช่วงเริ่มต้น…
เคยสงสัยไหมว่า คำศัพท์ทางการแพทย์ภาษาอังกฤษที่เราคุ้นหูในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นคำว่า มะเร็ง วัคซีน หรือกล้ามเนื้อ มีที่มาจากไหน? หลายคนอาจจะคิดว่ามันต้องมาจากชื่อนักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบ หรือเป็นคำศัพท์หรูหราที่ตั้งขึ้นมาเพื่อความน่าเชื่อถือแน่ ๆ แต่บอกเลยว่าคุณคิดผิด เพราะที่จริงแล้ว รากศัพท์ทางการแพทย์เหล่านี้มีเบื้องหลังที่พิลึก น่ารัก และเต็มไปด้วยจินตนาการของคนโบราณที่เราคาดไม่ถึง วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึก 4 ศัพท์แพทย์สุดแปลก ที่จะทำให้คุณต้องร้องว้าว และมองคำเหล่านี้เปลี่ยนไปตลอดกาล 1. Cancer (มะเร็ง): ทำไมโรคร้ายถึงกลายเป็น “ปู”? เมื่อพูดถึงโรคมะเร็ง (Cancer) ทุกคนคงรู้สึกกลัวและนึกถึงโรคร้ายแรงที่รักษายาก แต่รู้ป่าวว่าในภาษากรีกโบราณ คำว่า Cancer มีรากศัพท์มาจากคำว่า CARCINOS ซึ่งแปลตรงตัวว่า ปู (Crab) สัตว์ทะเลที่มีก้ามหนีบ งับ ๆ นั่นเอง สาเหตุที่คนโบราณ (โดยเฉพาะบิดาแห่งการแพทย์อย่างฮิปโปเครตีส) เปรียบเทียบโรคมะเร็งกับปูนั้น เพราะแพทย์ยุคโบราณสังเกตเห็นว่าก้อนเนื้อร้ายของมะเร็งบางชนิด จะมีเส้นเลือดฝอยแผ่ขยายออกมารอบ ๆ ดูเหมือนขาปูที่กำลังกางออก ดังนั้นคำว่าปูก็เลยถูกเอามาใช้เรียกเนื้อร้ายนี้ และกลายมาเป็นคำว่า Cancer ที่เราใช้กันในปัจจุบัน 2. Vaccine (วัคซีน): ฮีโร่ที่มีต้นกำเนิดจาก…
ตื่นเช้ามาลืมตาดูแอปวัดค่าอากาศทีไร หัวใจแทบวาย! ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับกลายเป็นสีม่วง (Purple Zone) สะท้อนถึงวิกฤตฝุ่นพิษ PM2.5 ที่อยู่ในขั้นอันตราย หลายคนอาจกำลังวิตกกังวลว่า ถ้าไม่มีหน้ากาก N95 ราคาแพง หรือไม่มีเครื่องฟอกอากาศล้ำ ๆ เราจะเอาชีวิตรอดจากฝุ่นร้ายนี้อย่างไร? วันนี้ลุงมีข้อมูลดี ๆ จากผลการทดสอบเชิงวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้คุณอุ่นใจขึ้น เพราะแค่หน้ากากอนามัยทั่วไป (Surgical Mask) ที่เราหาซื้อได้ง่าย ๆ ก็มีพลังวิเศษที่ช่วยให้คุณกลับมาหายใจได้โล่งปอดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ผลทดสอบชี้ หน้ากากอนามัยธรรมดา เปลี่ยนฝุ่นโซนสีม่วง สู่โซนสีเหลือง เชื่อว่าหลายคนอาจเคยตั้งข้อสงสัยว่า หน้ากากอนามัยสีฟ้าหรือสีเขียวธรรมดาที่เราใช้กัน สามารถกันฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ได้จริงไหม? ล่าสุดทีมวิจัยได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพการใส่หน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐาน เพื่อหาคำตอบในเรื่องนี้ ผลลัพธ์คือมันสามารถกรองฝุ่น PM2.5 จากระดับสีม่วงเข้มที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ให้ลดลงมาเหลือเพียงระดับสีเหลืองซึ่งเป็นระดับปานกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ เค้าพิสูจน์กันยังไง? เพื่อความโปร่งใสและแม่นยำ ทีมวิจัยได้ออกแบบชุดทดสอบระบบระบายอากาศและวัดปริมาณฝุ่นอย่างเป็นระบบ โดยมีส่วนประกอบและการทำงานหลัก ๆ 3 ส่วน ดังนี้ จากตัวเลขข้างต้น คิดเป็นประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละอองได้สูงถึงประมาณ 83% เลยทีเดียว จากระดับสีม่วงที่สูดเข้าไปแล้วแสบคอ กลายมาเป็นระดับสีเหลืองที่ปลอดภัยต่อระบบทางเดินหายใจของเรามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ใช่หน้ากากทุกชิ้นจะกันฝุ่นได้เท่ากัน แม้ผลการทดสอบจะออกมาน่าประทับใจ…
ในยุคปัจจุบันวิถีชีวิตของคนเมืองเปลี่ยนไป หลายคนเลือกที่จะอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม แฟลต หรืออพาร์ตเมนต์ตึกสูง ซึ่งเรามักจะเรียกกันขำ ๆ ว่าเป็นชีวิตแนวตั้ง แม้พื้นที่อาจจะไม่ได้กว้างขวางเหมือนบ้านเดี่ยวที่มีสนามหญ้า แต่รู้หรือไม่ว่า Lifestyle แบบนี้ก็สามารถสร้างสุขภาพที่ดี ร่างกายที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม และจิตใจที่เบิกบานได้ง่าย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินเข้ายิมราคาแพงเลยสักนิด วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปส่องไอเดียการออกกำลังกาย และทำกิจกรรมฉบับคนเมืองแนวตั้ง ที่ทั้งสนุก เบิร์นแคลอรีได้ยอดเยี่ยม และยังช่วยสร้างมิตรภาพดี ๆ กับคนรอบข้างในตึกเดียวกันอีกด้วย จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย 3 กิจกรรมขยับกายเบิร์นแคลฯ ดีไซน์เพื่อคนรักสุขภาพ การมีสุขภาพดีไม่ได้เริ่มต้นที่ฟิตเนสเสมอไป แต่อยู่ที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน (Active Lifestyle) และนี่คือ 3 กิจกรรมใกล้ตัวที่ช่วยให้คุณเบิร์นไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1. วิ่งขึ้นบันได: คาร์ดิโอสุดโหด เบิร์นไวในนาทีเร่งด่วน สำหรับใครที่ตื่นสายหรือไม่มีเวลาไปวิ่งที่สวนสาธารณะ ลองเปลี่ยนมาใช้บันไดหนีไฟ หรือบันไดในตึกของคุณให้เป็นลู่วิ่งส่วนตัวดู จากผลการศึกษาพบว่า 2. ตีแบดมินตัน: ขยับร่างกายแบบ Non-Stop สนุกแถมเฟิร์ม หากตึกหรือคอนโดของคุณมีพื้นที่ส่วนกลาง ลองชวนเพื่อนหรือคนในครอบครัวมาจับไม้แบดแล้วลงไปดวลกันสักตั้ง การเล่นแบดมินตันแบบโต้กันไปมาอย่างสนุกสนานเพียง 30 นาที สามารถ… 3. รีดผ้า:…
ลองจินตนาการดูว่า หากวันหนึ่งถนนหนทางที่เคยพลุกพล่านกลับเงียบเหงา โรงเรียนหลายแห่งต้องทยอยปิดตัวลงเพราะไม่มีนักเรียน และสัดส่วนผู้สูงอายุกลับมากกว่าวัยทำงาน จนระบบเศรษฐกิจแทบขับเคลื่อนไม่ได้ ภาพเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือฉากในภาพยนตร์อีกต่อไป เพราะปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเด็กเกิดใหม่น้อ อย่างรุนแรง จนกลายเป็นประเด็นระดับชาติที่น่ากังวลใจอย่างยิ่ง จากสถิติล่าสุด ประเทศไทยติดอันดับ 3 ของประเทศที่มีอัตราการเกิดน้อยที่สุดในโลก (เป็นรองเพียงไม่กี่ประเทศในเอเชียอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น) และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ เรามีอัตราการตายมากกว่าเกิด ติดต่อกันถึง 4 ปีซ้อนแล้ว โดยสถิติในปี 2567 ระบุว่า มีเด็กเกิดใหม่เพียง 462,240 คน ในขณะที่มีคนเสียชีวิตสูงถึง 571,646 คน หากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปในทิศทางนี้ นักวิชาการคาดการณ์ว่าในอีก 60 ปีข้างหน้า ประชากรไทยอาจลดลงถึง 81% และเหลือคนไทยเพียง 33 ล้านคนเท่านั้น จากที่เคยมีเกือบ 70 ล้านคนในปัจจุบัน ความคิดคู่รักยุคใหม่ ทำไมการไม่มีลูกถึงกลายเป็นเทรนด์ฮิต เมื่อถามความเห็นของคู่รักในยุคปัจจุบันว่า “ยังอยากมีลูกกันอยู่ไหม?” ผลสำรวจเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า มีคู่รักที่ยังอยากมีลูกอยู่ 54% ในขณะที่อีก 44% ยืนยันว่าไม่อยากมีลูกแล้ว อะไรคือปัจจัยหลักที่ทำให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนความคิด และเลือกที่จะใช้ชีวิตคู่โดยไม่มีโซ่ทองคล้องใจ? นี่คือ 5 เหตุผลหลักที่สะท้อนจากมุมมองของพวกเขา…
เคยเป็นไหมครับ? เวลาเจ็บป่วยจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ว่าจะเป็นอาการทอนซิลอักเสบ ท้องเสียจากอาหารเป็นพิษ หรือมีแผลอักเสบ พอไปหาหมอแล้วได้ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะมารับกินจนหายดี แต่อยู่ ๆ กลับมีอาการของแถมที่ไม่พึงประสงค์อย่างอาการท้องเสีย ถ่ายเหลว และท้องอืดตามมาซะอย่างนั้น อาการท้องเสียหลังกินยาฆ่าเชื้อไม่ใช่เรื่องแปลก และเกิดขึ้นกับคนจำนวนมากครับ วันนี้ลุงจะมาเจาะลึกว่า ทำไมยาที่ช่วยรักษาโรคถึงกลับเป็นตัวการทำให้ลำไส้เราอ่อนแอ และเราจะใช้วิธีไหนกู้คืนระบบขับถ่ายให้กลับมาสมดุลและแข็งแรงได้อีกครั้ง เปิดกลไกทำไมกินยาฆ่าเชื้อแล้วต้องท้องเสีย? เมื่อเรากินยาปฏิชีวนะเข้าไป ร่างกายของเราจะเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อลำไส้โดยตรงผ่าน 4 ขั้นตอนดังนี้ครับ 3 คีย์เวิร์ดสำคัญ ฟื้นฟูลำไส้ระหว่างและหลังกินยาฆ่าเชื้อ เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพลำไส้ให้กลับมาแข็งแรงและทำงานได้อย่างปกติ นี่คือ 3 สิ่งสำคัญที่คุณควรรับประทานทั้งในระหว่างที่กินยาและหลังกินยาปฏิชีวนะหมดแล้วครับ 1. โพรไบโอติกส์ (Probiotics) การเติมจุลินทรีย์ดีกลับคืนสู่ลำไส้เปรียบเสมือนการส่งทหารฝีมือดีเข้าไปกู้เอกราชคืน มีผลวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่า การกินโพรไบโอติกส์ในช่วงที่ต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการท้องเสียได้สูงถึง 66% และช่วยเร่งคืนความสมดุลให้กับลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ไฟเบอร์ (Fiber) ไฟเบอร์หรือใยอาหาร เปรียบเสมือนอาหารจานโปรด (Prebiotics) ของจุลินทรีย์ดี การกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูงจะช่วยกระตุ้นให้จุลินทรีย์ดีที่เหลืออยู่เติบโตและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งไฟเบอร์ยังช่วยเพิ่มมวลอุจจาระ ทำให้อุจจาระจับตัวเป็นก้อน ลดอาการถ่ายเหลวได้เป็นอย่างดี 3. วิตามิน K (Vitamin K) หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า…
ถ้าพูดถึงอาหารคู่บ้านคู่เมืองที่นึกอะไรไม่ออกก็ต้องสั่ง เชื่อว่า 90% ของคนไทยต้องนึกถึง “ไข่ไก่” แน่นอนครับ ไม่ว่าจะเป็นไข่ต้ม ไข่ดาว หรือไข่เจียวร้อน ๆ แสนอร่อย แต่เชื่อไหมครับว่า วัตถุดิบธรรมดาชนิดนี้ กลับเป็นประเด็นถกเถียงและสร้างความสับสนให้กับสายเฮลท์ตี้มานานนับ 10 ปี! บางคนบอกกินได้ทุกวัน บางคนบอกห้ามกินเกินสัปดาห์ละ 3 ฟอง ไม่งั้นคอเลสเตอรอลพุ่งกระฉูดแน่ วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกและสรุปดราม่าเรื่องไข่ไก่กันแบบชัด ๆ ว่าสรุปแล้วเราสามารถกินไข่ได้วันละกี่ฟองกันแน่? แล้วทำไมความเชื่อเรื่องไข่ถึงเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ขนาดนี้ ทำไมเมื่อก่อนไข่ไก่ถึงตกเป็นจำเลยสังคม? ย้อนกลับไปเมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว ไข่ไก่เคยถูกตราหน้าว่าเป็น “อาหารอันตราย” ที่คนรักสุขภาพต่างพากันโบกมือลา สาเหตุหลัก ๆ มาจากความเชื่อที่ว่า ด้วยความกลัวนี้เอง ทำให้ในอดีตแพทย์และนักโภชนาการส่วนใหญ่ต่างพากันแนะนำว่า “ห้ามกินไข่เยอะ” โดยจำกัดให้กินเพียงแค่ 2-3 ฟองต่อสัปดาห์เท่านั้น ใครที่กินไข่ต้มทุกวันในยุคนั้นบอกเลยว่าโดนเตือนจนหูชาแน่นอน ปลดแบนไข่ไก่ด้วยวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ แต่แล้วความจริงก็ปรากฏ เมื่อวงการแพทย์และงานวิจัยยุคใหม่ได้ทำการศึกษาอย่างจริงจัง และพบว่าความเชื่อเดิม ๆ นั้นไม่ถูกต้องทั้งหมด จนนำไปสู่การ “ปลดแบน” ไข่ไก่ในปัจจุบัน ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ข้อดังนี้ครับ 1. โคเลสเตอรอลในอาหาร ส่งผลต่อโคเลสเตอรอลในเลือดน้อยมาก…
- 1
- 2










