Author Archives: admin

ข้าศึกบุกแต่ไม่มีห้องน้ำ เผยเทคนิคอั้นอึขั้นเทพ เอาตัวรอดยังไงในนาทีวิกฤต

เทคนิคอั้นอึ เมื่ออยู่ในที่ที่อึไม่ได้.jpg

เคยไหม? กำลังเดินทางอยู่บนรถไฟฟ้า ยืนเบียดเสียดในรถเมล์ หรือกำลังนั่งพรีเซนต์งานสำคัญในห้องประชุม แล้วจู่ๆ ท้องก็ร้องครวญคราง พร้อมกับความรู้สึกอุ่นๆ ที่ปลายลำไส้ใหญ่ ใช่แล้วครับ ข้าศึกกำลังบุก และที่แย่กว่านั้นคือในรัศมีรอบตัวไม่มีห้องน้ำเลยสักห้อง สถานการณ์วิกฤตระดับชาติเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และการหาสถานที่ระบายไม่ได้ในทันทีคือฝันร้ายอย่างแท้จริง แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะวันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ จากการวิเคราะห์กลไกทางร่างกาย ที่จะช่วยให้คุณอั้นอึ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยในสถานการณ์ฉุกเฉิน มาดูกันว่าเราจะเอาตัวรอดจากนาทีชีวิตนี้ได้อย่างมือโปรได้อย่างไร เข้าใจกลไกข้าศึกบุก ก่อนจะไปดูเทคนิคเอาตัวรอด เรามาทำความเข้าใจธรรมชาติของร่างกายกันก่อน เมื่อกากอาหารเดินทางมาถึงปลายลำไส้ใหญ่ ความดันในบริเวณนั้นจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้จะไปกระตุ้นให้ลำไส้เกิดการบีบตัวอย่างรุนแรง จากนั้นหูรูดจะเริ่มทำงานทันที โดยมีตัวเราเองนี่แหละที่เป็นผู้คุมเกมยื้อเวลานี้ไว้ ดังนั้น ตราบใดที่เรายังสามารถควบคุมการหดและเกร็งของหูรูดทวารหนักไว้ได้ ข้าศึกก็ยังไม่มีสิทธิ์ผ่านด่านออกมาสร้างความเสียหายภายนอกเด็ดขาด! อั้นได้เมื่อฉุกเฉิน แต่อย่าทำบ่อย! แม้ว่าเราจะมีเทคนิคการอั้นที่ดีแค่ไหน แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าการอั้นอุจจาระควรทำเฉพาะยามจำเป็นและฉุกเฉินเท่านั้น ไม่แนะนำให้อั้นบ่อยๆ เป็นนิสัย เพราะการกักเก็บอุจจาระไว้ในลำไส้ใหญ่นานเกินไป จะทำให้ร่างกายดูดซึมน้ำกลับเข้าไปเรื่อยๆ ส่งผลให้อุจจาระแห้ง แข็ง ตัวแน่น และนำไปสู่อาการท้องผูกเรื้อรัง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคริดสีดวงทวารอีกด้วยครับ 4 เทคนิคอั้นอึขั้นเทพ หากตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ ให้รีบขุด 4 เทคนิคนี้ขึ้นมาใช้ประคองสถานการณ์ทันที 1. ขมิบก้นสู้ตาย วิธีที่เบสิกแต่ได้ผลดีที่สุดคือการตั้งสติแล้วขมิบเกร็งไปที่รูก้นอย่างสม่ำเสมอ การเกร็งหูรูดอย่างเป็นจังหวะและหนักแน่น จะช่วยส่งแรงดันดันให้อุจจาระเคลื่อนตัวย้อนกลับเข้าไปข้างในลำไส้ใหญ่อีกนิด ซึ่งกระบวนการนี้จะช่วยลดความดันที่ปลายลำไส้…

5 วิธีสังเกตสัญญาณธรรมชาติว่าฝนจะตกไหม รู้ไว้ก่อนเปียก

วิธีดูว่าฝนกำลังจะตกไหม.jpg

เคยกังวลไหมเวลาจะออกจากบ้าน? ท้องฟ้าตอนเช้าแดดส่องแสงใสแจ๋ว แต่พอตกบ่ายกลับมืดครึ้มเหมือนฉากในหนังวันสิ้นโลก พยากรณ์อากาศในสมาร์ตโฟนก็บอกว่ามีโอกาสฝนตกแค่ 20% แต่เอ๊ะ! ทำไมฝนกลับเทลงมาซะอย่างนั้น จนทำให้เราต้องวิ่งหลบฝนกันจลาจล วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปสวมบทบาทเป็นนักอุตุนิยมวิทยาจำเป็น ด้วยการสังเกตสิ่งรอบตัวผ่านสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ ที่บอกล่วงหน้าได้ค่อนข้างแม่นยำเลยว่าฝนกำลังจะมาเยือนแล้ว เตรียมร่มของคุณให้พร้อม แล้วไปดูวิธีเช็กสภาพอากาศฉบับพึ่งพาธรรมชาติกันเลย 5 สัญญาณเตือนภัยธรรมชาติว่าฝนกำลังจะตก 1. เช็กสีของท้องฟ้า และสัมผัสความอบอ้าว ก่อนที่หยาดฝนจะร่วงหล่นลงมา ท้องฟ้ามักจะส่งสัญญาณเตือนเราล่วงหน้าเสมอ สัญญาณแรกที่สังเกตได้ชัดเจนที่สุดคือ สีของท้องฟ้า หากคุณตื่นมาตอนเช้าตรู่หรือมองท้องฟ้ายามเย็นแล้วเห็นฟ้ากลายเป็นสีแดงเข้มหรือส้มแดงจัด นั่นคือสัญญาณเตือนว่าสภาพอากาศในชั้นบรรยากาศกำลังแปรปรวนและมีความชื้นสูงมาก นอกจากนี้ หากในตอนกลางวันคุณรู้สึกว่าอากาศมันช่างร้อนอบอ้าว เหนียวเนื้อเหนียวตัวเป็นพิเศษ ลมก็นิ่งสนิทจนอึดอัด นั่นเป็นเพราะความชื้นในอากาศกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้อุณหภูมิรอบตัวเราอบอ้าว ซึ่งเป็นสภาวะที่เอื้อต่อการก่อตัวของพายุฝนนั่นเอง 2. สังเกตก้อนเมฆ เมฆยิ่งต่ำ ยิ่งดำ ยิ่งต้องระวัง ก้อนเมฆบนฟ้าสามารถบอกเล่าเรื่องราวสภาพอากาศได้ดีที่สุด ถ้าวันไหนคุณแหงนมองท้องฟ้าแล้วพบพฤติกรรมของก้อนเมฆเหล่านี้ เตรียมตัวหาที่ร่มได้เลย ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการสะสมตัวของละอองน้ำปริมาณมหาศาลในก้อนเมฆจนมันเริ่มหนักและหนาแน่น แสงอาทิตย์ไม่สามารถส่องทะลุผ่านได้ เมฆจึงมีสีดำเข้มและลอยต่ำลงเพื่อเตรียมกลั่นตัวเป็นหยดน้ำฝนลงมาถล่มเราในไม่ช้า 3. ทิศทางการปลิวของใบไม้ (พัดย้อนศรจากล่างขึ้นบน) ข้อนี้หลายคนอาจจะไม่เคยสังเกตมาก่อน แต่ขอบอกเลยว่าเป็นสัญญาณที่วิทยาศาสตร์อธิบายได้และแม่นยำมาก! ตามปกติแล้วเวลาลมพัด ใบไม้หรือเศษฝุ่นมักจะปลิวไปในแนวราบหรือร่วงหล่นลงสู่พื้นตามแรงโน้มถ่วง แต่ถ้าฝนใกล้จะตก ลมพายุจะเริ่มก่อตัวและเกิดกระแสลมหมุนเวียนที่เรียกว่า Updraft หรือกระแสลมที่พัดย้อนศรจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน หากคุณสังเกตเห็นใบไม้แห้งบนพื้น ปลิวว่อนลอยสูงขึ้นไปในอากาศจากข้างล่างขึ้นข้างบน…

เคล็ดลับเลือกแตงกวาให้หวานกรอบ ไร้รสขม และคุณประโยชน์สุดว้าวที่สายสุขภาพต้องเลิฟ

เลือกแตงกวาให้ดีมีประโยชน์.jpg

แตงกวา ผักเคียงคู่โต๊ะอาหารไทยที่ไม่ว่าจะกินคู่กับน้ำพริกถ้วยโปรด ใส่ในจานข้าวมันไก่ หรือนำมาทำสลัดจานโปรด ก็ช่วยเพิ่มความสดชื่นฉ่ำน้ำได้เป็นอย่างดี แต่เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะเคยเจอกับประสบการณ์สุดเซ็ง เมื่อกัดแตงกวาเข้าไปคำโตแล้วพบกับรสชาติขมปี๋ จนแทบอยากจะคายทิ้งทันที รสขมนี้มาจากไหน? แล้วเราจะเลือกแตงกวาอย่างไรให้ได้ลูกที่หวาน กรอบ อร่อย และได้ประโยชน์ต่อสุขภาพแบบเต็มๆ วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปไขความลับและเรียนรู้เคล็ดลับดีๆ กันครับ ทำไมแตงกวาถึงขม? เคยสงสัยไหมว่าทำไมแตงกวาบางลูกถึงมีรสขม? ความจริงแล้ว รสขมนี้เกิดจากสารเคมีธรรมชาติชนิดหนึ่งที่อยู่ในยางแตงกวา ซึ่งต้นแตงกวาสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันตัวเองจากแมลงและศัตรูพืชตามธรรมชาตินั่นเอง โดยสารนี้มักจะสะสมอยู่บริเวณขั้ว เปลือก และปลายผล ซึ่งหากแตงกวาได้รับการดูแลไม่ดี ขาดน้ำ หรือถูกเก็บไว้นานเกินไป รสขมนี้ก็จะมีปริมาณเข้มข้นขึ้นจนเราสังเกตได้ชัดเจนนั่นเอง ประโยชน์สุดว้าวของแตงกวา แตงกวาไม่ได้มีดีแค่ความกรอบและสดชื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นผักสมุนไพรที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารมากมาย จนเราอยากแนะนำให้คุณทานทุกวัน มีน้ำเป็นส่วนประกอบกว่า 95%: แตงกวาช่วยเติมน้ำให้ร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม เหมาะสำหรับทานเพื่อแก้กระหาย ป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยลดอาการเวียนหัวที่เกิดจากการขาดน้ำหรือสภาพอากาศร้อนจัดได้ดีมาก อุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารหลายชนิด: โดยเฉพาะวิตามิน K ที่มีสูงถึง 19% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน ซึ่งช่วยบำรุงกระดูกและการแข็งตัวของเลือดให้ทำงานได้ปกติ แคลต่ำ…มิตรแท้ของคนควบคุมน้ำหนัก: แตงกวา 1 ถ้วย ให้พลังงานเพียง 16 Kcal เท่านั้น! จึงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับการนำมาจัดเป็นเมนูคุมน้ำหนัก…

ส่องกระจกดูลิ้นด่วน สีลิ้นที่เปลี่ยนไป บอกสัญญาณเตือนสุขภาพอะไรบ้าง

ลิ้นที่เปลี่ยนไป บอกอะไรได้บ้าง.jpg

เคยไหมครับ? ตื่นเช้ามาแปรงฟันแล้วลองแลบลิ้นใส่กระจกดู แต่เอ๊ะ! ทำไมวันนี้ลิ้นของเราสีแปลก ๆ ไป ไม่เหมือนเดิม? รู้หรือไม่ว่า ‘ลิ้น’ ไม่ได้มีหน้าที่แค่รับรสชาติอาหารหรือช่วยในการพูดเท่านั้น แต่ลิ้นยังเป็นเสมือน ‘กระจกเงา’ สะท้อนสุขภาพภายในร่างกายของเราได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย หากร่างกายเริ่มมีความผิดปกติ ลิ้นมักจะเป็นอวัยวะแรก ๆ ที่ส่งสัญญาณเตือนออกมาก่อนใคร วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาสวมบทบาทเป็นคุณหมอเฉพาะกิจ เช็กสุขภาพง่าย ๆ ด้วยตัวเองผ่านการสังเกตสีและลักษณะของลิ้นกันครับ มาดูกันว่าลิ้นแบบไหนปลอดภัย และลิ้นแบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ด่วน ลิ้นของคุณกำลังเป็นสีอะไรอยู่? ลองแลบลิ้นออกมาหน้ากระจกในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ แล้วสังเกตดูว่าลิ้นของคุณตรงกับข้อไหนในนี้บ้าง ลิ้นสีชมพู มีเคลือบขาวบาง ๆ (ลิ้นปกติ) หากลิ้นของคุณมีสีชมพูระเรื่อ ดูชุ่มชื้น และมีฝ้าสีขาวบาง ๆ เคลือบอยู่ทั่วผิวลิ้นอย่างสม่ำเสมอ ยินดีด้วยครับ! นี่คือลักษณะของ ‘ลิ้นปกติ’ ที่มีสุขภาพดี ร่างกายของคุณสะอาดสะอ้านและระบบภายในยังทำงานได้เป็นปกติ ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวลเลยครับ ดูแลรักษาความสะอาดแบบนี้ต่อไปนะ ลิ้นสีแดงแป๊ด มีจุด ๆ คล้ายผลสตรอเบอร์รี่ ถ้าลิ้นของคุณเปลี่ยนจากสีชมพู กลายเป็นสีแดงเข้มผิดปกติ แถมยังมีตุ่มพอง ๆ ขึ้นกระจายตัวดูคล้ายกับผิวของผลสตรอเบอร์รี่ (Strawberry Tongue) สัญญาณนี้กำลังบอกว่า:\n ร่างกายอาจกำลังขาดวิตามิน:…

กิ้งกือ VS ตะเข็บ VS ตะขาบ ต่างกันยังไง? ตัวไหนดี ตัวไหนร้าย

กิ้งกือ ตะเข็บ ตะขาบ ต่างกันยังไง.jpg

ช่วงหน้าฝนหรือเวลาที่บ้านมีความชื้นสูง ๆ หลายคนมักจะเจอกับเหล่าสมาชิกแก๊งร้อยขา ที่ชอบคลานยั้วเยี้ยตามพื้นห้องน้ำ สวนหลังบ้าน หรือซอกมุมอับต่าง ๆ จนชวนขนลุก แต่รู้หรือไม่ว่าเจ้าสัตว์ตัวยาว ๆ มีขาเยอะ ๆ ที่เราเห็นบ่อย ๆ นั้น มีหน้าตาและพฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางตัวเป็นมิตรเงียบ ๆ ที่ช่วยพรวนดิน แต่บางตัวก็พกพิษสงมาเต็มเปี่ยมจนน่ากลัว วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาสวมบทบาทนักสืบธรรมชาติ แยกแยะให้ออกระหว่าง กิ้งกือ, ตะเข็บ และ ตะขาบ ว่าพวกมันมีความแตกต่างกันอย่างไร ไลฟ์สไตล์แบบไหน และถ้าโชคร้ายโดนกัดขึ้นมาจะต้องรับมืออย่างไรบ้าง มาดูกันเลยครับ 1. กิ้งกือ (Millipede): พี่ใหญ่สายหวาน ผู้รักสันโดษ เริ่มต้นกันที่พี่ใหญ่ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอย่างกิ้งกือ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่หลายคนกลัว แต่จริง ๆ แล้วน้องไม่มีพิษมีภัยและรักสงบมากครับ ลักษณะเด่น: ร่างกลมยาว ไม่มีกระดูกสันหลัง ใน 1 ปล้องของลำตัวจะมีขาถึง 2 คู่ (ยกเว้นปล้องแรกที่ไม่มีขา) และทีเด็ดคือ เวลาตกใจหรือโดนสัมผัส น้องจะขดตัวเป็นวงกลมทันทีเพื่อป้องกันตัว ไลฟ์สไตล์: ชอบอาศัยอยู่ตามที่ชื้น ๆ…

เคล็ดลับสยบน้ำมันกระเด็น ทอดได้เหมือนเชฟมือโปร

ทอดปลาแล้วน้ำมันกระเด็น แก้ไขยังไงดี.jpg

เชื่อว่าเมนูของทอดอย่าง หมูกรอบ ไก่ทอด หรือปลาทอดกรอบๆ น่าจะเป็นของโปรดของใครหลายคน แต่เบื้องหลังความอร่อยนั้นกลับต้องแลกมาด้วยความหวาดเสียวทุกครั้งที่ยืนหน้าเตา! บางคนถึงกับต้องใส่หมวกกันน็อก ถือฝาหม้อเป็นโล่กำบัง ราวกับกำลังออกรบในสมรภูมิเดือด แล้วเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมน้ำมันถึงชอบกระเด็นใส่เรานัก? จริงๆ แล้วมันมีสูตรสมการความน่ากลัวอยู่ครับ นั่นก็คือ น้ำมัน + ความร้อน + น้ำหรือความชื้น เมื่อความชื้นหรือน้ำสัมผัสกับน้ำมันที่ร้อนจัด น้ำที่มีความหนาแน่นน้อยกว่าจะเดือดและกลายเป็นไออย่างรวดเร็วภายใต้ชั้นน้ำมัน เมื่อไอน้ำพยายามจะขยายตัวและแทรกตัวขึ้นมาด้านบนอย่างรวดเร็ว มันจึงระเบิดปะทุออกพาน้ำมันร้อนๆ กระเด็นมาโดนผิวเราจนแสบๆ คันๆ นั่นเอง วันนี้ลุงมีเคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยเปลี่ยนสมรภูมิรบในครัวให้กลายเป็นพื้นที่แสนปลอดภัย ด้วยวิธีสยบน้ำมันกระเด็นง่ายๆ ที่ใครก็ทำตามได้ครับ 5 วิธีเด็ด สยบน้ำมันกระเด็นให้ราบคาบ เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าตัวการหลักคือความชื้นและความร้อน วิธีรับมือจึงต้องมุ่งเป้าไปที่การจัดการสองสิ่งนี้ให้อยู่หมัด ดังนี้ครับ 1. กำจัดศัตรูตัวฉกาจด้วยการทำให้แห้ง และลดความชื้น นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของการทอดอาหาร ยิ่งวัตถุดิบแห้งเท่าไหร่ น้ำมันก็ยิ่งนิ่งสนิทเท่านั้น ใช้กระดาษทิชชู่อเนกประสงค์ซับ: ก่อนนำเนื้อสัตว์ลงทอด ไม่ว่าจะเป็นหมู ไก่ หรือปลา ให้ใช้ทิชชู่สำหรับงานครัวค่อยๆ ซับน้ำและน้ำมันส่วนเกินบนผิวของเนื้อสัตว์ให้แห้งสนิทที่สุดเท่าที่จะทำได้ ชุบเกล็ดขนมปัง: การนำวัตถุดิบไปชุบแป้งสาลี ไข่ และตบท้ายด้วยเกล็ดขนมปัง จะช่วยให้เกล็ดขนมปังทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำธรรมชาติ คอยดูดซับความชื้นจากเนื้อสัตว์ไว้ด้านใน ไม่ให้ออกมาทำปฏิกิริยากับน้ำมันร้อนๆ…

ตัวร้อนจี๋แต่ไม่ได้เป็นไข้ เช็ก 3 สาเหตุใกล้ตัวที่ทำให้อุณหภูมิสูง พร้อมวิธีแก้แบบทันใจ

ตัวร้อนเกินจากอะไรได้บ้าง.jpg

เคยไหม? รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว พอหยิบปรอทมาวัดไข้แล้วตัวเลขพุ่งไปสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ก็พาลคิดไปไกลว่า “เรากำลังจะป่วยหรือเปล่านะ?” หรือ “ร่างกายกำลังโดนเชื้อโรคโจมตีอยู่ใช่ไหม?” แต่ช้าก่อนครับ จริง ๆ แล้ว อาการตัวร้อนหรือการที่อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้แปลว่าคุณกำลังเป็นไข้หวัดจากการติดเชื้อเสมอไป วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาไขข้อข้องใจว่า อาการตัวร้อนเกิดขึ้นจากอะไรได้บ้าง? นอกเหนือจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส พร้อมแชร์วิธีปรับอุณหภูมิร่างกายให้กลับมาเย็นสบาย และแถมท้ายด้วยมุกตลกฮา ๆ สไตล์ Jones’ Salad ที่อาจทำให้คุณต้องร้อนยิ่งกว่าเดิม เมื่อร่างกายไม่ได้ป่วย แต่ทำไมถึงตัวร้อนเกิน 37.5 องศาเซลเซียส? โดยปกติแล้ว อุณหภูมิร่างกายมาตรฐานของคนเราจะอยู่ที่ประมาณ 36.5 – 37.4 องศาเซลเซียส หากวัดได้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส จะเริ่มถือว่าร่างกายมีภาวะตัวร้อนหรือมีไข้ต่ำ ๆ (Low-grade fever) ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงโรคหวัดเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง ร่างกายของเรามีกลไกในการตอบสนองต่อกิจกรรม สิ่งแวดล้อม และสารเคมีบางชนิดที่สามารถทำให้เกิดความร้อนสะสมชั่วคราวได้เช่นกัน โดยมี 3 สาเหตุหลักใกล้ตัวดังนี้ครับ 1. ออกกำลังกายอย่างหนัก (Intense Workout) สำหรับสายรักสุขภาพที่ชอบเข้ายิม…

บอกลาเข่าเสื่อมก่อนวัย เจาะพฤติกรรมทำร้ายข้อ และท่าบริหารง่ายๆ ทวงคืนความฟิตให้หัวเข่า

ท่าบริหารชะลออาการเข่าเสื่อม.jpg

เคยสังเกตไหมว่าทำไมพักนี้ลุกก็โอย นั่งก็โอย? หลายคนมักเข้าใจผิดว่าโรคข้อเข่าเสื่อม เป็นเรื่องเฉพาะของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว พฤติกรรมการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานนาน ๆ การแต่งตัว หรือแม้แต่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ล้วนเป็นตัวเร่งให้ข้อเข่าของเราเสื่อมสภาพลงก่อนวัยอันควรอย่างน่าตกใจ ข่าวดีก็คือ เราไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดอาการปวดจนเดินไม่ไหว เพราะเราสามารถชะลอความเสื่อมของข้อเข่าให้ช้าลงได้ง่าย ๆ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง และหันมาสร้างกล้ามเนื้อรอบเข่าให้แข็งแรง วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกพฤติกรรมอันตรายที่ต้องเลี่ยง พร้อมแจก 4 ท่าบริหารข้อเข่าที่ทำตามได้ง่าย ๆ ที่บ้านครับ 3 พฤติกรรมเสี่ยงภัย เร่งให้เข่าเสื่อมเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว ในชีวิตประจำวันของเรามีหลายพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อข้อเข่าโดยตรง หากคุณอยากให้เข่าอยู่กับเราไปนาน ๆ ควรหลีกเลี่ยง 3 พฤติกรรมนี้โดยด่วน 1. ปล่อยให้อ้วน (น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน) หัวเข่าคือข้อต่อที่ทำหน้าที่รับน้ำหนักตัวเกือบทั้งหมดของเรา ยิ่งน้ำหนักตัวมากเท่าไหร่ เข่าก็ยิ่งต้องแบกรับแรงกดทับที่มหาศาลตลอดเวลา การลดน้ำหนักเพียงไม่กี่กิโลกรัมจึงช่วยยืดอายุการใช้งานของข้อเข่าได้อย่างมหัศจรรย์ 2. นั่งในท่างอเข่านาน ๆ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งยอง ๆ หรือแม้แต่การนั่งทำงานที่เก้าอี้แล้วงอขาเข้าหาตัวเป็นเวลานาน ๆ การงอเข่าในลักษณะนี้จะเพิ่มแรงอัดและแรงเสียดสีสะสมลงไปที่กระดูกอ่อนผิวข้อเข่าโดยตรง ทำให้เข่าเสื่อมเร็วขึ้นอย่างรวดเร็ว 3. ใส่ส้นสูงเป็นประจำ สำหรับสาว ๆ ที่ต้องใส่รองเท้าส้นสูงทำงาน…

คุณอาบน้ำนานแค่ไหน? เช็กเวลาอาบน้ำที่ใช่ ดีต่อผิว และไม่โดนคนข้างนอกเคาะประตู

คุณอาบน้ำนานแค่ไหน.jpg

เคยสังเกตตัวเองกันไหมว่า ในแต่ละวันคุณใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานแค่ไหน? บางคนเข้าไปแวบเดียววิ่งผ่านน้ำเสร็จแล้วปานสายฟ้าแลบ ขณะที่บางคนเข้าไปทีไรก็เหมือนหลุดเข้าไปในอีกมิติหนึ่ง จัดคอนเสิร์ตเดี่ยวไมโครโฟน ร้องเพลงไปแล้ว 3 อัลบั้ม ขัดผิวจนตัวแดงก็ยังไม่ยอมออกมาเสียที รู้หรือไม่ว่าระยะเวลาในการอาบน้ำ ไม่ใช่แค่เรื่องของความสะอาดหรือความบันเทิงส่วนตัวเท่านั้น แต่มันส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพผิวพรรณของคุณอย่างที่คุณคาดไม่ถึง วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกกันว่า ระยะเวลาอาบน้ำแบบไหนที่เรียกว่าเวลาทอง ดีต่อผิวที่สุด และแบบไหนที่ต้องรีบปรับเปลี่ยนด่วน ๆ ก่อนที่ผิวจะพัง หรือก่อนที่คนร่วมบ้านจะทนไม่ไหวทุบประตูห้องน้ำพังเสียก่อน คุณใช้เวลาอาบน้ำนานแค่ไหน? มาดูกันว่าพฤติกรรมการอาบน้ำของคุณจัดอยู่ในกลุ่มไหน และเวลาที่คุณใช้นั้นส่งผลอย่างไรกับร่างกายและผิวพรรณของคุณบ้าง 1. สายสปีด รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ (น้อยกว่า 5 นาที) กลุ่มนี้มักจะเน้นความรวดเร็วฉับไวเป็นหลัก เข้าห้องน้ำปุ๊บ ราดน้ำ ถูสบู่แบบผ่าน ๆ แล้วเช็ดตัวเลยทันที มักพบในเช้าวันที่ตื่นสาย หรือในช่วงที่อากาศหนาวจัดจนไม่อยากเอาตัวสัมผัสน้ำ แต่รู้ไหมว่าการอาบน้ำเร็วเกินไปก็ส่งผลเสียต่อผิวได้เช่นกัน ทำความสะอาดไม่ทั่วถึง: คราบเหงื่อไคล ฝุ่นละออง PM 2.5 และสิ่งสกปรกที่สะสมมาตลอดทั้งวันอาจจะยังหลุดออกไปไม่หมด โดยเฉพาะบริเวณจุดอับต่าง ๆ เพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อที่ผิวหนังและกลิ่นตัว: เมื่อสิ่งสกปรกและแบคทีเรียถูกล้างออกไม่หมด ก็จะเกิดการสะสมตัวตามข้อพับ ส่งผลให้เกิดกลิ่นตัวตามมา และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน หรือสิวอุดตันตามร่างกาย 2….

คุณกำลังมีอาการ “สมองล้า” โดยไม่รู้ตัวอยู่หรือเปล่า? พร้อมวิธีรีเซ็ตสมองให้กลับมาฟิต

กำลังเครียดไม่รู้ตัว จนสมองเบลออยู่หรือเปล่า.jpg

เคยไหม? นั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นชั่วโมง แต่คิดงานไม่ออกสักบรรทัด หรือบางทีก็เดินหยิบของแต่พอเดินไปถึงกลับลืมว่าจะหยิบอะไร อาการหลงๆ ลืมๆ สมองตื้อ คิดอะไรช้าลงแบบนี้ หลายคนอาจคิดว่าเป็นแค่ความเหนื่อยล้าธรรมดา แต่จริงๆ แล้วคุณอาจกำลังเผชิญกับภาวะสมองล้า (Brain Fog) โดยไม่รู้ตัว วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเช็กสัญญาณเตือน เจาะลึกสาเหตุ และเผยวิธีแก้ปัญหาที่จะช่วยรีเซ็ตสมองของคุณให้กลับมาแล่นฉิว มีพลัง และพร้อมลุยงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้งครับ 4 สัญญาณเตือนว่า คุณกำลังเผชิญหน้ากับ “สมองล้า” ลองสังเกตตัวเองดูซิว่า ในช่วงนี้คุณมีอาการเหล่านี้โผล่มาทักทายบ้างหรือเปล่า? *ข้อควรระวัง: หากคุณมีอาการเหล่านี้ติดต่อกันยาวนานกว่า 6 เดือน นั่นหมายความว่าคุณกำลังเผชิญกับภาวะสมองล้าเรื้อรัง (Chronic Brain Fog) ที่ต้องรีบแก้ไขโดยด่วนแล้วล่ะครับ เจาะลึก 4 สาเหตุตัวร้าย และวิธีรีเซ็ตสมองให้กลับมาฟิต อาการสมองล้าไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มันมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของเรานี่เอง มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง และเราจะแก้ไขมันได้อย่างไร 1. ความเครียดสะสม (Stress) เมื่อเราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ซึ่งส่งผลให้สารสื่อประสาทในสมองทำงานน้อยลง ส่งผลให้การประมวลผลช้าลงและคิดงานไม่ออก วิธีแก้ไข: หาเวลาผ่อนคลายด้วยการออกกำลังกายเบาๆ หรือเล่นโยคะ เพื่อช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข (Endorphins) นอกจากนี้…