เคยไหมครับ? เวลาไอ จาม หรือหัวเราะหนัก ๆ แล้วแอบมีอาการ ‘ปัสสาวะเล็ด’ ออกมาเล็กลง หรือเวลาที่ต้องเผชิญกับรถติดบนทางด่วน แล้วข้าศึกบุกโจมตีอย่างกะทันหันจนต้องภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในใจ… ถ้าคุณเคยผ่านวิกฤตการณ์เหล่านี้มา หรืออยากป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น ‘การขมิบ’ คือคำตอบสวรรค์โปรดที่คุณไม่ควรมองข้ามเลยครับ หลายคนอาจจะคิดว่าการขมิบ หรือที่เรียกว่า Kegel Exercise เป็นเรื่องเฉพาะของผู้หญิงหรือคุณแม่หลังคลอดเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยครับ การขมิบคือการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกเพศทุกวัย เพราะมันช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับฐานรากของร่างกาย วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกกันว่า แค่ขมิบ… ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างไรบ้าง ทำไมแค่ขมิบถึงเปลี่ยนชีวิตคุณได้? กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Pelvic Floor Muscles) ทำหน้าที่เปรียบเสมือนเปลญวนคอยโอบอุ้มอวัยวะภายในช่องท้อง ไม่ว่าจะเป็นกระเพาะปัสสาวะ มดลูก และลำไส้ใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไป อายุที่มากขึ้น หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาจทำให้เปลญวนนี้หย่อนคล้อยลงได้ ซึ่งการขมิบเป็นประจำจะช่วยมอบประโยชน์ดี ๆ ดังนี้ ขมิบอย่างไรให้ถูกต้อง? การขมิบที่ถูกต้องนั้นง่ายมาก แต่หัวใจสำคัญคือคุณต้องเกร็งให้ถูกจุด โดยมีวิธีเช็กง่าย ๆ ดังนี้ครับ เคล็ดลับในการหาจุดขมิบ ให้ลองจินตนาการว่าคุณกำลัง ‘พยายามกลั้นไม่ให้ตด หรือกลั้นฉี่’ ขณะทำคุณควรจะรู้สึกได้ถึง ‘การยกตัวขึ้นหรือการดึงรั้ง’ ของอวัยวะรอบ…
Author Archives: admin
เคยเป็นไหมครับ? ซื้อของสด ผัก ผลไม้ หรือของกินอะไรมาก็จับยัดใส่ตู้เย็นไว้ก่อนเพราะคิดว่า “ความเย็น” คือเซฟโซนที่ดีที่สุดในการถนอมอาหาร แต่รู้หรือไม่ว่า ความจริงแล้วตู้เย็นไม่ใช่ “กล่องวิเศษ” ที่เหมาะกับอาหารทุกอย่างในโลก! เพราะมีวัตถุดิบบางชนิดที่เมื่อเจอความเย็นและความชื้นเข้าไป แทนที่จะสดใหม่กลับกลายเป็นว่าเน่าเสียเร็วขึ้น แถมบางอย่างยังอาจสร้างสารพิษร้ายแรงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายเราได้อีกด้วย วันนี้ลุงจะพามาส่อง 4 สิ่งที่คุณ “อย่าหาทำ” ในการแช่ตู้เย็น เพื่อสุขภาพที่ดีและความปลอดภัยของทุกคนในบ้าน จะมีอะไรบ้างและเพราะอะไร ไปดูกันเลยครับ 1. มันฝรั่ง: ยิ่งเย็น ยิ่งงอกไว แถมพกสารพิษมาด้วย หลายคนคิดว่าการเก็บมันฝรั่งไว้ในตู้เย็นจะช่วยยืดอายุการใช้งานและไม่ทำให้เน่าเสีย แต่ความจริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งครับ เพราะความเย็นและความชื้นในตู้เย็นจะเป็นตัวกระตุ้นชั้นยอดที่ส่งสัญญาณให้มันฝรั่งคิดว่าถึงเวลาเติบโตแล้ว วิธีเก็บที่ถูกต้อง: ควรเก็บมันฝรั่งไว้ในที่แห้ง มืด และมีอากาศถ่ายเทสะดวก เช่น ตะกร้าโปร่ง ๆ ในมุมครัวที่อับแสง หลีกเลี่ยงแสงแดดและความชื้น แค่นี้ก็เก็บได้นานโดยไม่ต้องพึ่งตู้เย็นแล้วครับ 2. หอม และ กระเทียม: ความชื้นสูง เชื้อราถามหาในพริบตา หอมแดง หอมหัวใหญ่ และกระเทียม เป็นวัตถุดิบก้นครัวที่แทบทุกบ้านต้องมีติดไว้ แต่การนำพวกมันไปแช่ตู้เย็นถือเป็นฝันร้ายของสมุนไพรเหล่านี้ และอาจทำให้เราต้องทิ้งพวกมันไปอย่างน่าเสียดาย วิธีเก็บที่ถูกต้อง: การปล่อยให้หอมและกระเทียมอยู่ข้างนอกตู้เย็น ในจุดที่ลมโกรกและไม่มีความอับชื้น…
ถ้าพูดถึงวัตถุดิบติดครัวที่ทำง่าย มีประโยชน์สูง และนึกอะไรไม่ออกก็ต้องหยิบมาใช้ แน่นอนว่าคำตอบอันดับหนึ่งในใจทุกคนคือ “ไข่” แต่เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเวลาเราไปทานอาหารที่ร้านอาหาร ไข่ต้มของเขาถึงมีเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่ม ไข่แดงเยิ้มกำลังดี น่าทานกว่าที่เราต้มเองที่บ้านเยอะเลย? วันนี้ลุงจะมาแกะสูตรลับจาก Infographic ยอดฮิตที่จะเปลี่ยนคุณจากมือใหม่ ให้กลายเป็น “Master เชฟด้านการต้มไข่” กับ 4 เทคนิคการต้มไข่ 4 สไตล์ยอดฮิต ไม่ว่าจะเป็น ไข่ลวกยามเช้า ไข่ยางมะตูมสุดฟิน ไข่ออนเซ็นสุดละมุน หรือ Poached Egg สไตล์คาเฟ่สุดหรู พร้อมแล้วเตรียมตั้งหม้อแล้วมาลุยกันเลยครับ 1. ไข่ลวก: เมนูปลุกพลังยามเช้า เนื้อนุ่มละมุน เริ่มต้นด้วยเมนูคลาสสิกทานคู่กับกาแฟดำหรือโจ๊กร้อนๆ ยามเช้า ไข่ลวกที่ดีต้องมีไข่ขาวที่เริ่มจับตัวเป็นวุ้นสีขาวขุ่น และไข่แดงที่ยังเหลวเป็นน้ำซอสเยิ้มๆ สูตรนี้มีเคล็ดลับอยู่ที่การควบคุมอุณหภูมิน้ำครับ วัตถุดิบและอุปกรณ์ ขั้นตอนการทำ 2. ไข่ยางมะตูม: ยอดฮิตตลอดกาล เยิ้มสะใจ ไม่ว่าจะทานคู่กับกะเพราแท้ๆ หรือราดบนข้าวหมูแดง ไข่ยางมะตูมคือคำตอบสุดท้าย! จุดเด่นคือไข่ขาวต้องสุกเป็นทรงสวย แต่ไข่แดงข้างในยังเหนียวข้น เยิ้มเป็นลาวา ขั้นตอนการทำ 3. ไข่ออนเซ็น: สไตล์ญี่ปุ่น…
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมมนุษย์เราถึงยอมตกเป็นทาสแมว กันทั่วบ้านทั่วเมือง? ทั้งที่บางครั้งเจ้านายสี่ขาเหล่านี้ก็แสนจะหยิ่งยโส เมินเก่ง แถมยังชอบทำลายข้าวของในบ้าน แต่เราก็ยังเต็มใจเปย์ทั้งค่าอาหาร ค่าทรายแมว และของเล่นให้อยู่เสมอ คำตอบง่ายๆ ก็คือ เพราะการมีอยู่ของพวกเขามันทำให้เรามีความสุขยังไงล่ะ แต่นอกเหนือจากความน่ารักปนกวนประสาทแล้ว รู้หรือไม่ว่าการเป็นทาสแมวนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของเราอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มาแล้วด้วยนะ วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกข้อดีของการเลี้ยงแมว ที่จะทำให้คุณรักเจ้าเหมียวมากขึ้นไปอีกขั้น 1. เสียงเพอร์ (Purr) มนตรามหัศจรรย์ช่วยเยียวยาร่างกาย เวลาที่แมวนอนซบบนตักหรือข้างกายเรา แล้วส่งเสียงครางครืดคราดในลำคอเบาๆ ที่เรียกว่าเสียงเพอร์ (Purr) นั่นไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ที่บอกว่าพวกเขากำลังฟินเท่านั้น แต่เสียงนี้มีพลังงานบางอย่างซ่อนอยู่ 2. เล่นกับแมววันละนิด สยบความเครียด ป้องกันซึมเศร้า หลังจากเผชิญกับโลกภายนอกและงานที่แสนเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน การกลับบ้านมาเจอหน้าเจ้าเหมียวคือยาใจที่ดีที่สุด เพียงแค่คุณสละเวลามานั่งเล่น นวดพุง หรือหยอกล้อกับแมววันละ 15 – 30 นาที ร่างกายของคุณจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกทันที 3. ยาดีจากธรรมชาติ ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ การมีแมวอยู่ในบ้านไม่ได้ดีแค่ต่อสภาพจิตใจ แต่ส่งผลดีอย่างเป็นรูปธรรมต่อระบบไหลเวียนโลหิตและหัวใจของคุณด้วย มีงานวิจัยชิ้นสำคัญที่ทำการศึกษาและเก็บข้อมูลยาวนานถึง 13 ปี พบว่า 4. “ไปดูแมวที่ห้องเราไหม?” มุกจีบสุดฮิตที่ได้ผลลัพธ์เกินคาด ปิดท้ายด้วยประเด็นชวนอมยิ้มกับประโยคยอดฮิตในโลกโซเชียลอย่าง “มาดูแมวที่ห้องเราไหม?”…
เคยเจอสถานการณ์น่าอึดอัดแบบนี้ไหมครับ? ไปปาร์ตี้บ้านเพื่อน หรือไปร้านอาหารญี่ปุ่นที่ต้องถอดรองเท้า ทันทีที่ถอดรองเท้าปุ๊บ กลิ่นอับลึกลับที่รุนแรงราวกับ ‘ชีสเน่า’ ก็ลอยโชยมาเตะจมูกทันที จนทำให้เราเสียความมั่นใจอย่างรุนแรง แทบอยากจะวาร์ปหายตัวไปจากตรงนั้น กลิ่นเท้าเหม็นไม่ใช่เรื่องตลก และที่สำคัญคือมันเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าคุณจะอาบน้ำสะอาดแค่ไหนก็ตาม วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกวิทยาศาสตร์เบื้องหลังกลิ่นเท้า ว่าทำไมอวัยวะเล็กๆ อย่างเท้าถึงส่งกลิ่นได้รุนแรงขนาดนี้ พร้อมแจกสูตรลับง่ายๆ จากผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยให้เท้าของคุณหายเหม็นอย่างถาวร กลับมาพกความมั่นใจได้เต็มร้อยในทุกย่างก้าวกันครับ ทำไมเท้าเราถึงส่งกลิ่น? ก่อนที่เราจะไปรู้วิธีแก้ปัญหา เรามาทำความเข้าใจร่างกายของเรากันก่อนครับ หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า “เท้า” เป็นส่วนที่มีต่อมเหงื่อหนาแน่นที่สุดในร่างกาย โดยฝ่าเท้าทั้งสองข้างของเรามีต่อมเหงื่อรวมกันมากถึง 250,000 ต่อม เลยทีเดียว ด้วยจำนวนต่อมเหงื่อที่มหาศาลขนาดนี้ ทำให้ในแต่ละวัน เท้าของเราสามารถผลิตเหงื่อออกมาได้มากถึง 1 ถ้วยต่อวัน เลยทีเดียว ซึ่งจริงๆ แล้ว ตัวเหงื่อตามธรรมชาติไม่ได้มีกลิ่นเหม็น แต่ตัวการที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเขียวเหม็นเปรี้ยวก็คือสมการลับนี้ครับ 3 เคล็ดลับกู้เท้าเหม็น ป้องกันง่ายๆ ทำได้ทันที เมื่อเรารู้แล้วว่าต้นตอของกลิ่นเกิดจากความอับชื้นและแบคทีเรีย การป้องกันจึงต้องมุ่งเน้นไปที่การลดความชื้นและกำจัดแหล่งสะสมของแบคทีเรีย ด้วย 3 วิธีง่ายๆ ดังนี้ครับ 1. เลือกใส่ถุงเท้าที่ทำจากผ้าคอตตอน ถุงเท้าคือปราการด่านแรกที่ช่วยปกป้องเท้าของเรา การเลือกถุงเท้าผิดประเภทจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงขึ้น แนะนำให้เลือกถุงเท้าที่ทำจากผ้าคอตตอน (Cotton) หรือผ้าฝ้ายแท้…
เคยไหม? ซื้อครีมบำรุงราคาแพงแสนแพงมาใช้ แต่ผลลัพธ์กลับไม่ปังอย่างที่คิด หรือบางทีทาไปไม่กี่วันหน้าก็เยิ้มจนสิวอุดตันบุกเต็มหน้า ปัญหานี้อาจไม่ได้เกิดจากสกินแคร์ไม่ดี แต่อาจเป็นเพราะคุณกำลังใช้ในปริมาณที่ผิดต่างหาก การทาสกินแคร์น้อยเกินไปก็ทำให้ผิวไม่ได้รับการบำรุงจนเห็นผลช้า ส่วนการประโคมโบกเยอะเกินไปก็ทำให้ผิวอุดตันระคายเคือง แถมยังสิ้นเปลืองเงินในกระเป๋าโดยใช่เหตุ วันนี้ลุงเลยมัดรวม คู่มือตวงสกินแคร์ ฉบับเข้าใจง่ายที่จะช่วยให้คุณบำรุงผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คุ้มค่าทุกหยด และได้ผลลัพธ์ผิวสวยสุขภาพดีแบบเต็มร้อยมาฝากกัน ทาแค่ไหนถึงจะพอดี และได้ผลดีที่สุด? 1. โฟมล้างหน้า ขั้นตอนแรกของการมีผิวใสคือการทำความสะอาดผิวหน้า ปริมาณโฟมล้างหน้าที่เหมาะสมคือ 2 เซนติเมตร (หรือประมาณ 1 ข้อนิ้วมือ) ปริมาณเท่านี้จะช่วยให้เกิดฟองหนานุ่มที่เพียงพอต่อการชะล้างสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้าได้อย่างหมดจด โดยไม่ทำร้ายเกราะป้องกันผิวและไม่ทำให้ผิวแห้งตึงจนเกินไป 2. โทนเนอร์ เพื่อปรับสภาพผิวหลังล้างหน้าและเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงขั้นต่อไป ให้หยดโทนเนอร์ลงบนสำลีจน ชุ่มพอดี 1 แผ่น ไม่ควรประหยัดจนสำลีแห้งเกินไปเพราะแรงเสียดสีจากแผ่นสำลีอาจบาดผิวจนอักเสบ และไม่ควรเทจนเปียกโชกเกินไปเพราะจะทำให้สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ 3. เซรั่ม เซรั่มเป็นสกินแคร์ที่มีโมเลกุลขนาดเล็กและมีความเข้มข้นของสารบำรุงสูงมาก ดังนั้นใช้เพียงแค่ 1-2 ปั๊ม (หรือขนาดประมาณเมล็ดถั่วแดง) ก็เพียงพอที่จะเกลี่ยได้ทั่วทั้งใบหน้าและลำคอแล้ว การทามากกว่านี้ไม่ได้ช่วยให้เห็นผลเร็วขึ้น แต่จะทำให้ผิวเหนียวเหนอะหนะและระคายเคืองได้ง่ายขึ้น 4. อายครีม ผิวบริเวณรอบดวงตาบอบบางและเกิดริ้วรอยได้ง่ายที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดการอุดตันเป็นตุ่มไขมัน (Milia) ได้ง่ายเช่นกัน ปริมาณอายครีมที่เหมาะสมจึงเท่ากับ 1 เมล็ดถั่วลันเตา…
ถ้าพูดถึงท่าออกกำลังกายช่วงล่างยอดฮิตที่ทำง่าย ไม่ต้องมีอุปกรณ์ และได้ผลลัพธ์แบบเน้น ๆ เชื่อว่าชื่อของท่าลันจ์ (Lunge) จะต้องติดโผเป็นอันดับต้น ๆ แน่นอน เพราะนี่คือท่าไม้ตายในการปั้นก้นและต้นขาให้ฟิตแอนด์เฟิร์มแบบเร่งด่วน แต่รู้หรือไม่ว่า? แค่เราขยับทิศทางการก้าวขาเพียงเล็กน้อย ผลลัพธ์ที่ได้ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกท่าลันจ์ทั้ง 4 แบบ เพื่อหาคำตอบกันว่า ท่าไหนจะตอบโจทย์เป้าหมายการปั้นหุ่นของคุณได้ดีที่สุด ทำไมต้องเล่นท่าลันจ์ (Lunge) ก่อนจะไปเริ่มก้าว เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมท่าลันจ์ถึงดีต่อใจและร่างกายนัก ท่าลันจ์เป็นท่าออกกำลังกายแบบ Compound Exercise หรือท่าที่ใช้กล้ามเนื้อหลายข้อต่อพร้อมกัน ซึ่งข้อดีของมันคือช่วยกระตุ้นการเผาผลาญได้ดีมาก ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแกนกลางลำตัว ช่วยปรับสมดุลและการทรงตัว และที่สำคัญคือช่วยกระชับกล้ามเนื้อก้น ต้นขาด้านหน้า ต้นขาด้านหลัง และน่อง ได้อย่างมีประสิทธิภาพสุด ๆ เจาะลึก 4 ท่าลันจ์ ก้าวแบบไหนได้ส่วนไหนบ้าง? มาดูกันว่าการก้าวขาแต่ละทิศทางจะส่งผลต่อกล้ามเนื้อส่วนไหนบ้าง และต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล 1. ก้าวไปข้างหน้า (Forward Lunge): ท่าเบสิกยอดฮิตตลอดกาล เริ่มกันที่ท่าคลาสสิกที่ทุกคนคุ้นเคย ท่านี้เป็นการก้าวขาไปข้างหน้าแล้วย่อตัวลงตรง ๆ ซึ่งเป็นท่าเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ที่เพิ่งหัดเล่น 2. ก้าวไปด้านข้าง (Side Lunge): บอกลาปัญหาขาเบียด…
เคยไหมครับ? ตื่นเช้ามาแทนที่จะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แต่กลับรู้สึกเหมือนไปวิ่งมาราธอนมาทั้งคืน อาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ปวดหลัง ปวดบ่า หรือสะโพก ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนไม่ได้นอน หลายคนมักโยนความผิดให้กับการทำงานหนัก หรือภาวะออฟฟิศซินโดรม แต่ความจริงแล้ว ตัวการร้ายที่แท้จริงอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด… นั่นก็คือที่นอนที่เราล้มตัวลงนอนในทุกๆ คืนนั่นเอง การนอนหลับคือช่วงเวลาที่ร่างกายควรได้รับการพักผ่อนและฟื้นฟูอย่างเต็มที่ แต่หากที่นอนของคุณไม่มีคุณภาพ หรือไม่เหมาะกับสรีระ จากช่วงเวลาแห่งความสุขอาจกลายเป็นช่วงเวลาที่ทำร้ายร่างกายแบบเรื้อรัง วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกกันครับว่า ที่นอนแต่ละแบบส่งผลต่อร่างกายของเราอย่างไร และแบบไหนที่ควรเลี่ยงด่วน เตียงแบบไหนที่นอนแล้วเสี่ยง “ปวดเรื้อรัง” สรีระของคนเรามีความโค้งเว้าตามธรรมชาติ โดยเฉพาะแนวกระดูกสันหลัง การเลือกที่นอนที่ไม่สามารถรองรับความโค้งเว้านี้ได้อย่างเหมาะสม จะนำมาซึ่งอาการบาดเจ็บและอาการปวดเมื่อยต่างๆ ดังนี้ครับ 1. เตียงนุ่มเกินไป หลายคนชอบที่นอนนุ่มๆ เพราะรู้สึกเหมือนได้นอนซุกตัวอยู่บนก้อนเมฆ แต่รู้หรือไม่ว่าที่นอนที่นุ่มเกินไปนั้นอันตรายต่อกระดูกสันหลังอย่างยิ่ง 2. เตียงแข็งเกินไป หรือการนอนพื้น ในทางกลับกัน ความเชื่อที่ว่า “นอนเตียงแข็งๆ หรือนอนพื้นแล้วดีต่อหลัง” ก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไปครับ\n 3. นอนบนโซฟา การเผลอหลับบนโซฟาตัวโปรดอาจจะดูสบายในตอนแรก แต่ยาวไปไม่ดีแน่ครับ 4. นอนนอกบ้าน อันนี้อาจจะหลุดโฟกัสเรื่องสรีระไปนิด แต่น่าเห็นใจไม่แพ้กันครับ สำหรับใครที่ทำความผิดมาแล้วโดนเนรเทศออกมานอนนอกบ้าน เคล็ดลับการจัดระเบียบท่านอนเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น หากคุณยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนที่นอนใหม่ในตอนนี้ หรือกำลังมองหาวิธีการปรับปรุงคุณภาพการนอนให้ดียิ่งขึ้น ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้ดูครับ เลือกที่นอนที่พอดี…
เคยไหมที่หยิบเสื้อยืดสีขาวหรือเสื้อเชิ้ตตัวเก่งออกมาจากตู้เสื้อผ้า แต่กลับต้องชะงักเมื่อพบกับคราบเหลืองอ๋อยตรงบริเวณรักแร้ คอเสื้อ หรือหน้าอก ปัญหานี้ทำเอาหลายคนเสียความมั่นใจจนต้องตัดใจทิ้งเสื้อตัวโปรดไปอย่างน่าเสียดาย แต่ช้าก่อน วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเจาะลึกถึงสาเหตุที่แท้จริงของคราบเหลืองเหล่านั้น พร้อมแจกสูตรลับขจัดคราบด้วยของใช้ใกล้ตัวในบ้าน ที่จะช่วยชุบชีวิตเสื้อขาวของคุณให้กลับมาสะอาดวิ้งค์เหมือนเพิ่งซื้อมาใหม่กัน 3 สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้เกิดคราบเหลืองบนเสื้อขาว หลายคนอาจจะคิดว่าคราบเหลืองเกิดจากความสกปรกของเราเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้ว คราบเหลืองบนเสื้อขาวเกิดจากปฏิกิริยาเคมีรอบตัวที่เราคาดไม่ถึง โดยมี 3 สาเหตุหลักๆ ดังนี้ 1. เหงื่อและขี้ไคลสะสม ในแต่ละวันร่างกายของเราจะขับเหงื่อและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว (ขี้ไคล) ออกมาตลอดเวลา หากเราสวมเสื้อผ้าและปล่อยให้เหงื่อหมักหมมเป็นเวลานาน หรือซักเสื้อผ้าไม่สะอาดพอ คราบเหงื่อและขี้ไคลเหล่านี้จะค่อยๆ แทรกซึมลึกเข้าไปสะสมในเส้นใยผ้า จนกลายเป็นคราบเหลืองฝังแน่นที่ซักออกยากในที่สุด 2. โรลออนระงับกลิ่นกาย โรลออนบางชนิดมีส่วนผสมของสารอลูมิเนียม (Aluminum) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดการหลั่งของเหงื่อ แต่เมื่อสารอลูมิเนียมนี้เดินทางมาเจอกับเหงื่อธรรมชาติของเรา มันจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ทำให้เกิดคราบแข็งๆ และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองติดอยู่ใต้ วงแขนเสื้อ ทำให้เนื้อผ้าบริเวณนั้นทั้งแข็งและเปลี่ยนสี 3. ครีมกันแดด ไอเทมสำคัญที่เราต้องทาทุกวันอย่างครีมกันแดด ก็เป็นตัวการร้ายเงียบๆ เช่นกัน เพราะในครีมกันแดดมีสารกันรังสี UV ที่เมื่อสัมผัสกับเหงื่อและเกาะติดบนเส้นใยผ้าขาว จะเกิดการเปลี่ยนสีทำให้ผ้าบริเวณที่โดนครีมกันแดด (เช่น ปกคอเสื้อ หรือปลายแขนเสื้อ) กลายเป็นคราบเหลืองหรือคราบส้มสว่างที่ซักด้วยผงซักฟอกธรรมดาไม่ออก วิธีขจัดคราบเหลืองให้หลุดออกง่ายๆ เมื่อรู้สาเหตุแล้ว เรามาดูวิธีจัดการกับคราบเหล่านี้กันดีกว่า…
เคยสงสัยกันไหมว่า ในแต่ละวันที่เราเดินเข้าห้องสุขาเพื่อไป “ปลดทุกข์” ท่าทางที่เราใช้นั้นส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของเราอย่างไรบ้าง? เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องขี้ผง และไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้เลย เพราะสุขอนามัยในการขับถ่ายคือจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดี วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเปิดศึกประชันระหว่างสองท่าไม้ตายระดับโลกอย่าง “ท่านั่งยอง” และ“ท่านั่งราบ” มาดูกันว่าท่าไหนจะตอบโจทย์ทั้งความฟิน ความสบาย และความปลอดภัยต่อร่างกายได้ดีกว่ากัน ทำความรู้จักท่านั่งยอง ท่าเบสิกที่คน 2 ใน 3 ของโลกใช้ รู้หรือไม่? แม้ว่าโถสุขภัณฑ์แบบนั่งราบจะดูทันสมัยและแพร่หลายในปัจจุบัน แต่จริงๆ แล้ว คนถึง 2 ใน 3 ของโลกยังนิยมนั่งยองในการขับถ่าย เพราะนี่คือท่าทางตามธรรมชาติของมนุษย์ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และมีประโยชน์ต่อระบบขับถ่ายอย่างคาดไม่ถึง ข้อดีของการนั่งยอง (ที่สายรีบต้องเลิฟ) ทำความรู้จักท่านั่งราบ ความสบายระดับราชวงศ์ในอดีต ขยับมาที่ “ท่านั่งราบ” หรือโถสุขภัณฑ์แบบชักโครกที่เราคุ้นเคยกันดีในปัจจุบัน รู้หรือไม่ว่าในอดีตนั้น ส้วมแบบนั่งราบไม่ได้มีให้ใช้กันทั่วไปนะจ๊ะ! เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อใช้เฉพาะในราชวงศ์และชนชั้นสูงเท่านั้น โดยถือเป็นสัญลักษณ์ของการมีอำนาจและความสะดวกสบายเลยทีเดียว ข้อดีของการนั่งราบ (สายชิลถูกใจสิ่งนี้) รู้หรือไม่? เวลาที่ใช้ต่างกันลิบลับ หากวัดกันที่ความเร็วในการทำภารกิจ ผลลัพธ์ที่ได้อาจทำให้คุณต้องประหลาดใจ เพราะการนั่งยองใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 1 นาทีเท่านั้น ในขณะที่ การนั่งราบใช้เวลานานถึง 4 – 15…










