เทคนิคบอกลา 4 พฤติกรรมที่เลิกยาก แต่เลิกได้เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

ติดขนาดนี้ เลิกยังไงดีนะ.jpg

เคยสังเกตตัวเองไหมว่า แต่ละวันเรามักจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่ทำไปโดยไม่รู้ตัวจนกลายเป็นความเคยชิน หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าอาการติด ไม่ว่าจะเป็นการหยิบยาดมขึ้นมาสูดทุก ๆ 5 นาที, การต้องสั่งชานมไข่มุกหวานร้อยทุกบ่าย, การเผลอกัดเล็บจนกุดเวลาเครียด หรือแม้แต่การพูดติดขัดตะกุกตะกักจนเสียความมั่นใจ

พฤติกรรมเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน แต่รู้หรือไม่ว่าหากปล่อยไว้ระยะยาว อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและบุคลิกของเราอย่างคาดไม่ถึง

วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเช็กตัวเอง พร้อมเปิดวิธีเลิก 4 อาการยอดฮิตที่จะช่วยให้คุณกลับมาทวงคืนสุขภาพที่ดีและบุคลิกภาพที่ปังอีกครั้ง


ติดยาดม: สูดฟิน ๆ แต่ระวังจมูกพังไม่รู้ตัว

ไอเทมคู่กายคนไทยยุคนี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากยาดม เรียกว่ากระเป๋าเสื้อต้องมี โต๊ะทำงานต้องวาง บางคนสูดดมเข้ารูจมูกซ้ายทีขวา จนแทบจะกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของร่างกายไปแล้ว

ข้อเสียของการติดยาดม

  • ดมมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน: หากคุณพบว่าตัวเองหยิบยาดมขึ้นมาดมบ่อยขนาดนี้ สันนิษฐานได้เลยว่าคุณกำลังเผชิญกับภาวะติดยาดมเข้าให้แล้ว
  • อาจระคายเคืองจมูก: สารเคมีกลุ่มเมนทอล การบูร และพิมเสน แม้จะช่วยให้รู้สึกตื่นตัวและสดชื่น แต่หากสูดดมเข้มข้นเป็นเวลานาน จะทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้ง ระคายเคือง และอาจนำไปสู่การอักเสบของโพรงจมูกได้

วิธีเลิกติดยาดม

  • ดมเมื่อจำเป็นเท่านั้น: ควรหยิบมาใช้เฉพาะตอนที่มีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม หรือเมารถเท่านั้น
  • หากิจกรรมทดแทน: เมื่อรู้สึกเพลียหรือสมองตื้อ ลองลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย ดื่มน้ำเย็น ๆ หรือใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่นอโรมาทาบริเวณขมับ แทนการสูดพ่นเข้าจมูกโดยตรง

ติดหวาน: ตัวการร้ายทำลายหุ่นและเสี่ยงโรคร้าย

ล้างปากด้วยของหวาน ชาไข่มุก บิงซู หรือกาแฟส้มแก้วโปรด ความหวานคือสารแห่งความสุขที่หลายคนปฏิเสธไม่ได้ แต่ความสุขชั่วครู่นี้แฝงไปด้วยอันตรายที่น่ากลัว

ข้อเสียของการติดหวาน

  • ทำให้อ้วนและเสี่ยงเบาหวาน: น้ำตาลส่วนเกินที่ร่างกายเผาผลาญไม่หมดจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย นำไปสู่โรคอ้วน และทำให้ตับอ่อนทำงานหนักจนเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ

วิธีเลิกติดหวาน

  • ค่อย ๆ ลดหวานทีละนิด: การหักดิบเลิกหวานทันทีมักจะล้มเหลวและทำให้เกิดอาการอยากอาหารมากกว่าเดิม ลองใช้วิธีลดระดับความหวานลงทีละสเต็ป เช่น จากหวาน 100% เป็น 70%, 50% จนกระทั่งคุ้นชินกับรสชาติหวานน้อย
  • เปลี่ยนมาทานผลไม้: หากร่างกายโหยหาน้ำตาล ให้เลือกทานผลไม้สดที่มีกากใยสูง เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล หรือแก้วมังกร แทนการดื่มน้ำหวานหรือกินเค้ก

ติดกัดเล็บ: ทำลายบุคลิกและนำเชื้อโรคเข้าปาก

หลายคนเวลารู้สึกตื่นเต้น เครียด หรือใช้ความคิด มักจะเผลอยกนิ้วขึ้นมากัดเล็บโดยไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีเล็บก็กุดจนเจ็บปลายนิ้วไปหมดแล้ว

ข้อเสียของการติดกัดเล็บ

  • ฟันสึกหรอ และเสี่ยงได้เชื้อโรค: การใช้ฟันหน้าบดเคี้ยวเล็บที่แข็งบ่อย ๆ จะทำให้เคลือบฟันสึกกร่อน และที่สำคัญคือ มือของเราหยิบจับสิ่งของสารพัดอย่างในแต่ละวัน การกัดเล็บจึงเป็นการเปิดประตูต้อนรับเชื้อแบคทีเรียและสิ่งสกปรกเข้าสู่ร่างกายโดยตรง เสี่ยงต่อการท้องเสียและติดเชื้อในช่องปาก

วิธีเลิกติดกัดเล็บ

  • พกกรรไกรตัดเล็บ: หมั่นตัดเล็บให้สั้นและตะไบให้เรียบอยู่เสมอ เมื่อเล็บสั้นจนไม่มีส่วนที่ยื่นออกมาให้กัด ความยากในการกัดก็จะลดลงไปเอง
  • เบี่ยงเบนความสนใจของมือ: หาสิ่งของมาให้มือได้ขยับเล่น เช่น บีบลูกบอลบริหารมือ เล่นสปินเนอร์ หรือทาครีมบำรุงมือที่มีกลิ่นหอมและรสชาติขม เพื่อเตือนสติเวลาเผลอนำนิ้วเข้าปาก

ติดอ่าง: ไปอาบน้ำ หรือพูดติดขัด?

เมื่อพูดถึงคำว่าติดอ่าง หลายคนอาจคิดลึกไปถึง “อ๊ะ! อ๊ะ! ไปอาบน้ำกันนะครับ” (หยอก ๆ นะ) แต่แท้จริงแล้วติดอ่างในทางสุขภาพหมายถึงอาการพูดติดขัด พูดไม่เป็นประโยคที่ราบรื่นต่างหาก

ข้อเสียของการพูดติดอ่าง

  • เสียความมั่นใจ: อาการพูดติดขัดส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสื่อสาร ทำให้ผู้พูดรู้สึกประหม่า ไม่กล้าแสดงออก เสียบุคลิกภาพ และอาจส่งผลต่อการทำงานหรือการเรียนได้

วิธีเลิกพูดติดอ่าง

  • ฝึกพูดช้า ๆ และตั้งสติ: ก่อนจะอ้าปากพูด ให้สูดหายใจเข้าลึก ๆ เรียบเรียงความคิดในหัว แล้วค่อย ๆ เปล่งเสียงพูดออกมาอย่างช้า ๆ ไม่ต้องรีบร้อน การฝึกอ่านหนังสือออกเสียงบ่อย ๆ ก็ช่วยปรับจังหวะการพูดได้ดีมาก
  • โตขึ้นมักหายเอง: สำหรับเด็กที่มีอาการพูดติดอ่าง คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลจนเกินไป เพราะอาการนี้มักจะค่อย ๆ หายดีขึ้นเองเมื่อเติบโตและมีพัฒนาการทางภาษาที่สมบูรณ์ขึ้น แต่หากโตเป็นผู้ใหญ่แล้วยังมีอาการรุนแรง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการบำบัดอย่างถูกวิธี

พฤติกรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นติดยาดม ติดหวาน ติดกัดเล็บ หรือแม้แต่อาการพูดติดขัด ล้วนเป็นสิ่งที่เราสามารถปรับปรุงและแก้ไขได้ หากเรามีความตั้งใจจริงและเริ่มลงมือปรับเปลี่ยนทีละเล็กทีละน้อย

สุขภาพร่างกายและบุคลิกภาพที่ดีไม่ได้สร้างได้ในวันเดียว แต่เริ่มสร้างได้ตั้งแต่วันนี้ มาลองเลิกพฤติกรรมทำร้ายตัวเองเหล่านี้ไปด้วยกันนะครับ