เรื่องของฉี่มีมากกว่าที่คิด เช็กสีและจำนวนครั้ง รู้ทันโรคก่อนสายเกินแก้

เรื่องของฉี่ มีมากกว่าที่คิด.jpg

เคยสังเกตตัวเองไหมว่าในแต่ละวันเราเดินเข้าห้องน้ำไปฉี่กันกี่รอบ? และก่อนที่จะกดชักโครก คุณเคยหันกลับมามองสีของน้ำปัสสาวะกันบ้างหรือเปล่า?

หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องฉี่เป็นแค่เรื่องธรรมชาติที่ปล่อยไปก็จบ แต่รู้ไหมว่าของเสียที่ร่างกายขับออกมานี้แหละ คือสัญญาณเตือนภัยชั้นดีที่บอกสถานะสุขภาพของคุณได้แม่นยำ

วันนี้ลุงจะพามาเจาะลึกเรื่องของฉี่ที่บอกเลยว่ามีดีเทลมากกว่าที่คุณคิดแน่นอน


วันหนึ่งคุณฉี่กี่ครั้ง?

ความถี่ในการปัสสาวะในแต่ละวันสามารถบอกปริมาณน้ำในร่างกาย และประสิทธิภาพการทำงานของระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี ลองมาดูกันว่าคุณจัดอยู่ในกลุ่มไหน

  • น้อยกว่า 6 ครั้ง/วัน (ดื่มน้ำน้อยเกินไป): ร่างกายของคุณกำลังส่งสัญญาณเตือนว่าได้รับน้ำไม่เพียงพอ ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ส่งผลให้ผิวพรรณแห้ง และอวัยวะภายในทำงานหนักขึ้น ทางที่ดีควรปรับพฤติกรรมมาดื่มน้ำให้ได้ประมาณ 2 ลิตรต่อวัน
  • 6-8 ครั้ง/วัน (ปกติ): ยินดีด้วย นี่คือเกณฑ์สุขภาพดีขั้นมาตรฐาน แสดงว่าคุณดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม (ประมาณ 2 ลิตรต่อวัน) และระบบทางเดินปัสสาวะทำงานได้อย่างสมดุล
  • มากกว่า 8 ครั้ง/วัน (ดื่มน้ำเยอะ หรือแอบมีโรคแฝง): การฉี่บ่อยเกิน 8 ครั้งต่อวัน มักเกิดจากการดื่มน้ำในปริมาณมาก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากคุณรู้สึกว่าตัวเองฉี่บ่อยมากผิดปกติ ทั้งที่ไม่ได้ดื่มน้ำเยอะ แถมยังมีอาการหิวน้ำตลอดเวลา ร่วมกับน้ำหนักลดลงอย่างไม่มีสาเหตุ ต้องระวังให้ดี เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนระยะเริ่มต้นของโรคเบาหวาน หรือภาวะกระเพาะปัสสาวะทำงานไวเกิน (OAB) ได้

สีของฉี่บอกอะไรบ้าง?

1. ฉี่สีส้ม (ร่างกายขาดน้ำ หรือปัญหาเกี่ยวกับตับ)

หากปัสสาวะของคุณมีสีส้มเข้มเฉดชาไทย ส่วนใหญ่เกิดจากอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง ควรดื่มน้ำสะอาดเพิ่มทันที แต่หากดื่มน้ำเยอะแล้วสีส้มยังไม่จางลง อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคที่เกี่ยวกับถุงน้ำดี ท่อน้ำดีอุดตัน หรือภาวะดีซ่าน

2. ฉี่สีชมพู หรือสีแดง (ระวังเลือดปน)

สีนี้อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป เพราะบางครั้งอาจมาจากการทานอาหารที่มีสีแดงเข้ม เช่น บีทรูท แก้วมังกรแดง หรือบลูเบอร์รี่ แต่หากไม่ได้ทานอาหารเหล่านี้เลย ปัสสาวะสีชมพูหรือแดงมักเกิดจากมีกระแสเลือดปน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของการติดเชื้อ อักเสบ นิ่ว หรืออาจเป็นโรคร้ายแรงในระบบทางเดินปัสสาวะที่ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด

3. ฉี่สีฟ้า หรือ สีเขียว (ผลข้างเคียงจากยา หรือแบคทีเรีย)

เป็นสีที่ดูแปลกประหลาดที่สุด แต่เกิดขึ้นได้จริง สาเหตุหลักมักมาจากผลข้างเคียงของการใช้ยาบางชนิด (เช่น ยาแก้ซึมเศร้า หรือยาสลบ) หรือโรคทางพันธุกรรมบางประเภท นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะกลุ่ม Pseudomonas ได้อีกด้วย

4. ฉี่สีน้ำตาล (สัญญาณอันตรายของไตและกล้ามเนื้อ)

ปัสสาวะสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีน้ำชา บ่งบอกถึงภาวะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะอย่างรุนแรง หรืออาจเกิดจากภาวะกล้ามเนื้อสลายตัว (Rhabdomyolysis) ส่งผลให้สารในกล้ามเนื้อหลุดเข้าระบบเลือดและถูกขับออกทางไต หากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลันหรือโรคเรื้อรังอื่นๆ ได้

5. ฉี่มีฟองมากกว่าปกติ (ไตทำงานหนัก หรือโปรตีนรั่ว)

ถ้าฉี่ของคุณมีฟองเยอะ และฟองไม่ยอมยุบตัวลงง่ายๆ หลังผ่านไปสักระยะ อาจเกิดจากภาวะทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ หรือมีโปรตีนรั่วไหลออกมาในปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคไตเสื่อม

6. ฉี่สีม่วง

หลายคนอาจเคยเห็นมุกที่แซวกันว่า ถ้าตรวจฉี่แล้วมีสีม่วง เกิดจากการกินยาแก้ง่วงหรือยาบ้า (5555+) ซึ่งคำว่าฉี่สีม่วงในภาษาพูดของไทยหมายถึงผลการตรวจหาสารเสพติด แต่ในทางการแพทย์แล้ว อาการปัสสาวะเป็นสีม่วง (Purple Urine Bag Syndrome) มีอยู่จริง มักพบในผู้ป่วยที่ใส่สายสวนปัสสาวะเป็นเวลานาน โดยเกิดจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะกับถุงเก็บปัสสาวะนั่นเอง


เห็นไหมว่าปัสสาวะไม่ใช่แค่เรื่องของการขับของเสียธรรมดา แต่มันคือหน้าต่างบานสำคัญที่ช่วยสะท้อนสุขภาพร่างกายของคุณในทุกๆ วัน ดังนั้น ก่อนที่จะกดชักโครกในครั้งต่อไป ลองสละเวลาสัก 2 วินาที ก้มลงมองสังเกตทั้งสี ความถี่ และลักษณะของฟอง เพื่อที่คุณจะได้รู้ทันร่างกาย และดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองได้อย่างทันท่วงที