ลองจินตนาการดูว่า หากวันหนึ่งถนนหนทางที่เคยพลุกพล่านกลับเงียบเหงา โรงเรียนหลายแห่งต้องทยอยปิดตัวลงเพราะไม่มีนักเรียน และสัดส่วนผู้สูงอายุกลับมากกว่าวัยทำงาน จนระบบเศรษฐกิจแทบขับเคลื่อนไม่ได้ ภาพเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือฉากในภาพยนตร์อีกต่อไป เพราะปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเด็กเกิดใหม่น้อ อย่างรุนแรง จนกลายเป็นประเด็นระดับชาติที่น่ากังวลใจอย่างยิ่ง
จากสถิติล่าสุด ประเทศไทยติดอันดับ 3 ของประเทศที่มีอัตราการเกิดน้อยที่สุดในโลก (เป็นรองเพียงไม่กี่ประเทศในเอเชียอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น) และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ เรามีอัตราการตายมากกว่าเกิด ติดต่อกันถึง 4 ปีซ้อนแล้ว
โดยสถิติในปี 2567 ระบุว่า มีเด็กเกิดใหม่เพียง 462,240 คน ในขณะที่มีคนเสียชีวิตสูงถึง 571,646 คน หากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปในทิศทางนี้ นักวิชาการคาดการณ์ว่าในอีก 60 ปีข้างหน้า ประชากรไทยอาจลดลงถึง 81% และเหลือคนไทยเพียง 33 ล้านคนเท่านั้น จากที่เคยมีเกือบ 70 ล้านคนในปัจจุบัน
ความคิดคู่รักยุคใหม่ ทำไมการไม่มีลูกถึงกลายเป็นเทรนด์ฮิต
เมื่อถามความเห็นของคู่รักในยุคปัจจุบันว่า “ยังอยากมีลูกกันอยู่ไหม?” ผลสำรวจเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า มีคู่รักที่ยังอยากมีลูกอยู่ 54% ในขณะที่อีก 44% ยืนยันว่าไม่อยากมีลูกแล้ว อะไรคือปัจจัยหลักที่ทำให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนความคิด และเลือกที่จะใช้ชีวิตคู่โดยไม่มีโซ่ทองคล้องใจ? นี่คือ 5 เหตุผลหลักที่สะท้อนจากมุมมองของพวกเขา
- ไม่อยากเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย (38.3%): ในยุคที่ค่าครองชีพสูงลิ่วสวนทางกับรายได้ หลายคนมองว่าลำพังแค่ดูแลตัวเองให้รอดในแต่ละเดือนก็เหนื่อยล้าเต็มที หากมีลูกเพิ่มเข้ามาอีกคน สถานะทางการเงินของครอบครัวอาจจะเข้าขั้นวิกฤตได้ง่ายๆ
- ไม่อยากให้เกิดมาเผชิญโลกในสังคมปัจจุบัน (37.7%): ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างฝุ่น PM 2.5 ปัญหาอาชญากรรม ข่าวสารที่หดหู่ใจในแต่ละวัน ตลอดจนการแข่งขันที่สูงลิ่วในระบบการศึกษา ทำให้พ่อแม่ยุคใหม่รู้สึกว่า การไม่พาอีกหนึ่งชีวิตมาเผชิญความยากลำบากในสังคมแบบนี้ อาจเป็นความรักและการปกป้องที่ดีที่สุด
- ต้องการอิสระในการใช้ชีวิต (33.2%): ค่านิยมของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขารักอิสระ อยากเดินทางท่องเที่ยว ค้นหาตัวเอง ทำตามความฝัน และไม่อยากมีพันธะผูกพันยาวนานนับสิบปีที่ต้องคอยพะวงหลังอยู่ตลอดเวลา
- โฟกัสกับหน้าที่การงานและความสำเร็จ (13.7%): การเติบโตในสายอาชีพยุคนี้ต้องใช้เวลาและพลังงานอย่างมหาศาล การทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานทำให้หลายคนเลือกที่จะไม่มีลูกเพื่อรักษาความก้าวหน้าในอาชีพไว้
- ความกังวลส่วนตัวและเรื่องอื่นๆ (0.9%): รวมไปถึงความกลัวในเรื่องแปลกๆ เช่น กลัวกรรมตามสนอง หรือความรู้สึกว่าตนเองยังไม่พร้อมทางด้านจิตใจที่จะเป็นผู้ปกครองที่ดี
ปัจจัยเงียบที่ทำให้เด็กไทยเกิดน้อยลง
นอกเหนือจากความตั้งใจที่จะไม่มีลูกของกลุ่มคู่รักแล้ว ยังมีปัจจัยทางโครงสร้างประชากรและปัญหาสุขภาพที่เปรียบเสมือนภัยเงียบที่ซ้ำเติมสถานการณ์นี้ให้แย่ลงไปอีก ได้แก่
1. เทรนด์การครองตัวเป็นโสดที่พุ่งสูงขึ้น
จากการสำรวจพบว่า ประชากรไทยในวัยเจริญพันธุ์ (อายุระหว่าง 15-49 ปี) มีสัดส่วนคนโสดสูงถึง 40.5% เมื่อผู้คนเลือกที่จะครองตัวเป็นโสด ใช้ชีวิตคนเดียว หรือแต่งงานช้าลง โอกาสที่จะเกิดการตั้งครรภ์และสร้างครอบครัวใหม่จึงลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2. ปัญหาภาวะมีบุตรยาก ในกลุ่มที่อยากมี
ในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งไม่อยากมีลูก แต่ยังมีคู่สมรสอีกราวๆ 10-15% ที่วางแผนและอยากมีทายาทสืบสกุลใจจะขาด ทว่ากลับต้องเผชิญกับภาวะมีบุตรยาก และที่น่าเศร้าไปกว่านั้นคือ บางส่วนยังไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่จะช่วยในการเจริญพันธุ์ได้ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการรักษาทางเลือกนี้ยังมีราคาสูงเกินกว่าที่ครอบครัวชนชั้นกลางทั่วไปจะเข้าถึงได้
ราคาของการเลี้ยงเด็ก 1 คน สูงจนซื้อบ้านได้เป็นหลัง
หากคุณยังสงสัยว่าทำไมประเด็นเรื่อง “เงิน” ถึงขึ้นแท่นอันดับหนึ่งที่ทำให้คนไม่อยากมีลูก ข้อมูลเชิงสถิติได้เผยตัวเลขเฉลี่ยที่น่าตกใจว่า “1.53 ล้านบาท” คือจำนวนเงินโดยเฉลี่ยที่ต้องใช้เพื่อเลี้ยงดูเด็ก 1 คน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 21 ปี
เงินจำนวน 1.53 ล้านบาทนี้ หากเทียบในมุมเศรษฐศาสตร์ มันสามารถนำไปดาวน์บ้าน ซื้อคอนโดมิเนียมดีๆ หรือซื้อรถยนต์ป้ายแดงได้สบายๆ และที่สำคัญ ตัวเลขนี้เป็นเพียง “ค่าเฉลี่ยขั้นพื้นฐาน” เท่านั้น หากผู้ปกครองต้องการส่งเสียให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนคุณภาพสูง โรงเรียนสองภาษา หรือโรงเรียนนานาชาติ รวมถึงค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย และค่ากิจกรรมเสริมทักษะต่างๆ ตัวเลขนี้อาจพุ่งสูงขึ้นไปถึง 5-10 ล้านบาทต่อคนได้อย่างง่ายดาย
ทางออกของวิกฤตนี้อยู่ที่ตรงไหน?
วิกฤตประชากรไทยลดลงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง และไม่ใช่เรื่องที่จะมาตัดสินว่าคนไม่มีลูกคือคนเห็นแก่ตัว แต่เป็นโจทย์ใหญ่ระดับโครงสร้างที่ภาครัฐและทุกภาคส่วนต้องเร่งมือแก้ไขอย่างเร่งด่วน ตั้งแต่การสนับสนุนเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดที่เป็นรูปธรรม การจัดหาเนอร์สเซอรีที่มีคุณภาพและราคาเข้าถึงได้ การผลักดันสิทธิ์ลาคลอดของพ่อแม่ ตลอดจนการสนับสนุนให้การรักษาภาวะมีบุตรยากเป็นสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานทางสาธารณสุข
เหนือสิ่งอื่นใด คือการทำให้สภาพแวดล้อมทางสังคม ปัญหาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตในประเทศดีขึ้น จนทำให้คู่รักยุคใหม่รู้สึกมั่นใจและปลอดภัยพอที่จะพาอีกหนึ่งชีวิตลืมตาขึ้นมาดูโลกใบนี้ ก่อนที่วันหนึ่งคำว่า “คนไทย” จะเหลืออยู่เพียงแค่ในหน้าประวัติศาสตร์

