เคยไหมครับ? ตื่นเช้ามาแทนที่จะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า สมองแล่น พร้อมลุยงานวันใหม่ แต่กลับต้องเอามือกุมเอวแล้วร้องโอย… เพราะอาการปวดหลัง คอ บ่า ไหล่ เข้าจู่โจมตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวขาลงจากเตียง หลายคนมักจะโยนความผิดให้ออฟฟิศซินโดรม หรือคิดว่าตัวเองทำงานหนักเกินไป แต่ความจริงแล้วท่านอนสุดโปรดที่เราใช้คืนละ 6-8 ชั่วโมงนี่แหละครับ อาจเป็นวายร้ายตัวจริงที่คอยทำร้ายกระดูกสันหลังของเราทีละนิดโดยที่เราไม่รู้ตัว เนื่องจากโครงสร้างร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และเราทุกคนต่างก็มีท่าในการนอนต่างกันไป วันนี้ลุงมีเคล็ดลับดีๆ ในการปรับท่านอน 3 สไตล์ยอดฮิต ให้กลายเป็นท่าที่ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อเซฟกระดูกสันหลัง บรรเทาอาการปวดเมื่อย และช่วยให้คุณหลับสนิทตลอดคืนครับ นอนหงาย: ท่านอนในอุดมคติที่ต้องเติมเต็มช่องว่าง ท่านอนหงายคือท่านอนที่ดีที่สุดในทางสรีรศาสตร์ เพราะเป็นท่าที่ช่วยให้ศีรษะ ลำคอ และกระดูกสันหลังเรียงตัวอยู่ในแนวตรงตามธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับท่าอื่นๆ แต่ในความสมบูรณ์แบบนี้ก็ยังมีจุดอ่อน เพราะเวลาเรานอนหงาย แผ่นหลังช่วงล่างมักจะลอยตัวขึ้นมา ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างหลังกับที่นอน แรงโน้มถ่วงจะดึงรั้งจนทำให้กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างเกร็งตัวตลอดคืน วิธีปรับท่านอนหงายให้เพอร์เฟกต์: นอนตะแคง: ท่ายอดฮิตที่แฝงภัยเงียบทำกระดูกบิดงอ สำหรับหลายคน การนอนตะแคงคือท่าที่รู้สึกอุ่นใจและหลับสบายที่สุด แต่รู้ไหมครับว่าการนอนตะแคงนานๆ โดยไม่มีการรองรับที่เหมาะสม อาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อกระดูกสันหลังได้ เพราะเมื่อเรานอนตะแคง ขาท่อนบนจะตกลงมาตามแรงโน้มถ่วง ดึงรั้งให้สะโพกเอียงและกระดูกสันหลังบิดตัวผิดรูป ซึ่งนี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้ตื่นมาแล้วปวดเอว ปวดสะโพก และตึงร้าวลงขา วิธีปรับท่านอนตะแคงให้สมดุล: นอนคว่ำ: ท่าอันตรายที่ต้องรีบปรับด่วนที่สุด…
Category Archives: Lifestyle
เบื่อไหมกับปัญหาขนกวนใจ? ไม่ว่าจะเป็นขนรักแร้ ขนแขน ขนขา หรือขนส่วนไหน ๆ ที่มักจะโผล่มาทักทายจนทำให้เราหมดความมั่นใจในการแต่งตัว จะสวมเสื้อแขนกุดหรือกางเกงขาสั้นโชว์ผิวสวย ๆ ทั้งทีก็ต้องคอยกังวลใจอยู่ตลอด เวลาคิดจะกำจัดขนทิ้ง หลายคนก็มักจะเกิดคำถามในหัวว่า “แล้วเราควรกำจัดขนด้วยวิธีไหนดีที่สุด?” เพราะหันไปทางไหนก็มีตัวเลือกเต็มไปหมด ทั้งโกน ถอน แวกซ์ ทาครีม หรือแม้กระทั่งการเลเซอร์ วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึก 5 วิธีกำจัดขนยอดฮิต โดยรวบรวมข้อมูลแบบละเอียดยิบ ทั้งข้อดี ข้อแนะนำ และระยะเวลาความเนียนหลังทำ เพื่อช่วยให้คุณเลือกวิธีที่ใช่และตอบโจทย์สภาพผิวของคุณมากที่สุดกันครับ 5 วิธีกำจัดขนยอดฮิต 1. การโกน (Shaving) ง่าย รวดเร็ว ทันใจในชั่วโมงเร่งด่วน วิธียอดนิยมอันดับหนึ่ง เพราะสะดวกและรวดเร็วที่สุดในเวลาที่ต้องการความมั่นใจแบบเร่งด่วน 2. ครีมกำจัดขน (Hair Removal Cream) สลายขนแบบชิล ๆ เจ็บน้อยที่สุด ทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ชอบความเจ็บปวด และไม่อยากเสี่ยงโดนมีดโกนบาดผิว โดยใช้สารเคมีเข้าไปทำปฏิกิริยาให้เส้นขนอ่อนตัวลงและเช็ดออกได้ง่าย 3. การแวกซ์ (Waxing) ถอนรากถอนโคน ขนขึ้นใหม่นุ่มนิ่ม การกำจัดขนด้วยการใช้แผ่นแวกซ์ร้อนหรือแวกซ์เย็นแปะลงบนผิวแล้วดึงออกอย่างรวดเร็วเพื่อถอนขนออกมาพร้อมกันทีละมาก ๆ…
เคยสงสัยไหมว่าทำไมครีมบำรุงผิวกระปุกเดิมที่เคยใช้ดีในอดีต พอเวลาผ่านไปกลับไม่ตอบโจทย์ผิวของเราอีกต่อไป? นั่นเป็นเพราะผิวหนังของเราเป็นอวัยวะที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามอายุที่เพิ่มขึ้น ความต้องการสารอาหาร การปกป้อง และการฟื้นฟูของผิวในแต่ละช่วงวัย จึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การดูแลผิวด้วยวิธีเดิม ๆ ไปตลอดชีวิตจึงอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกเคล็ดลับการดูแลผิวให้เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ เพื่อให้ผิวของคุณได้รับการปรนนิบัติอย่างตรงจุดและมีสุขภาพดีที่สุดในทุกช่วงเวลาของชีวิตกันครับ ช่วงวัย 0-3 ปี: วัยแรกเกิดกับผิวบอบบางที่ต้องปกป้องเป็นพิเศษ ผิวของเด็กทารกในช่วงอายุ 0-3 ปีนั้นมีความบอบบางและเกิดการระคายเคืองได้ง่ายมาก เนื่องจากโครงสร้างผิว และเกราะป้องกันผิวยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทำให้สูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย และไวต่อสิ่งเร้าภายนอกรอบตัว ช่วงวัย 10-19 ปี: วัยรุ่นวุ่นเรื่องสิว กับการควบคุมความมันส่วนเกิน เมื่อก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ฮอร์โมนในร่างกายจะเริ่มปรับเปลี่ยน และกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ ส่งผลให้ผิวของวัยนี้มักจะมีลักษณะมันเยิ้มและชุ่มชื้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงวัยที่เกิดปัญหาสิวอุดตันและสิวอักเสบได้ง่ายที่สุด ช่วงวัย 20-39 ปี: วัยทำงานกับการชะลอความเสื่อมโทรมและป้องกันริ้วรอยแรกเริ่ม นี่คือช่วงเวลาที่ผิวเริ่มส่งสัญญาณเตือนแรกเริ่มของความร่วงโรย เมื่อก้าวสู่วัยยี่สิบตอนปลาย กระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติจะเริ่มช้าลง ส่งผลให้ผิวเริ่มดูหมองคล้ำ ไม่สดใสเปล่งปลั่งเหมือนเก่า และเริ่มสูญเสียคอลลาเจนทีละน้อย ช่วงวัย 40-60 ปี: วัยผู้ใหญ่กับการกู้คืนความชุ่มชื้นและเติมเต็มร่องลึก เมื่ออายุแตะเลข 4 ผิวจะเริ่มแห้งกร้านอย่างเห็นได้ชัดและขาดความชุ่มชื้นอย่างรุนแรง เนื่องจากกระบวนการผลิตน้ำมันใต้ผิวลดลงอย่างมาก ส่งผลให้เกิดริ้วรอย ร่องลึก บริเวณหางตา ร่องแก้ม…
เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเจอมากับตัวอย่างแน่นอนครับ นั่นคือสถานการณ์ข้าศึกบุก หรืออาการปวดฉี่อย่างรุนแรงในเวลาและสถานที่ที่ไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย ไม่ว่าจะเป็นตอนที่รถกำลังติดอยู่บนทางด่วน หรือตอนที่กำลังประชุมนำเสนองานครั้งสำคัญอยู่ การปวดท้องฉี่ในเวลาแบบนี้มันทรมานมากใช่ไหมครับ วันนี้ลุงจะมาแชร์ความรู้และเคล็ดลับดี ๆ ในการรับมือกับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้ให้นำไปใช้กันครับ กลไกธรรมชาติ ร่างกายเตือนเราอย่างไรเมื่อปวดฉี่ ก่อนที่เราจะไปดูวิธีรับมือยามฉุกเฉิน ลุงอยากให้เข้าใจระบบการทำงานของร่างกายว่า อาการปวดฉี่เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยปกติแล้ว ร่างกายของเราจะมีระบบเตือนภัยที่น่าทึ่งและทำงานสอดประสานกันดังนี้ครับ แม้ว่าร่างกายของเราจะสามารถอั้นฉี่ได้ในระดับหนึ่ง แต่ลุงขอเตือนด้วยความห่วงใยนะครับว่า เราควรอั้นฉี่เฉพาะในเวลาที่จำเป็นและฉุกเฉินจริง ๆ เท่านั้น ไม่ควรอั้นบ่อยจนเป็นนิสัยเด็ดขาด เพราะจะส่งผลเสียทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งทรมานและต้องใช้เวลารักษานานเลยทีเดียวครับ 3 เทคนิคช่วยชีวิตเมื่อจำเป็นต้องอั้นฉี่ หากตกอยู่ในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ และจำเป็นต้องยืดเวลาออกไปอีกสักนิด ลุงมี 3 เทคนิคที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดฉี่ และลดแรงกดดันของกระเพาะปัสสาวะมาฝากครับ 1. ทำร่างกายให้อุ่นเข้าไว้ เคยสังเกตไหมครับว่าเวลาที่เราอยู่ในห้องแอร์ที่หนาวจัด เราจะรู้สึกปวดฉี่บ่อยและเร็วกว่าปกติ นั่นเป็นเพราะความเย็นทำให้ร่างกายและกล้ามเนื้อหดตัวลง รวมถึงกระตุ้นระบบประสาทให้ทำงานไวขึ้น ดังนั้นหากรู้สึกปวดฉี่ขึ้นมาในที่สาธารณะ สิ่งแรกที่ทำได้ง่ายที่สุดคือการทำตัวเองให้อุ่นครับ หาเสื้อกันหนาวมาใส่ กอดอก หรือใช้มือถูตัวเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น วิธีนี้จะช่วยลดอาการปวดลงได้ดีเลยครับ 2. เปลี่ยนมานั่งแทนยืน หากกำลังยืนอยู่แล้วรู้สึกว่าเริ่มจะทนไม่ไหว ลุงแนะนำให้รีบมองหาที่นั่งโดยเร็วที่สุดครับ เพราะการนั่งจะช่วยลดแรงกดทับที่บริเวณอุ้งเชิงกรานและกระเพาะปัสสาวะได้ดีกว่าท่าทางตอนยืน การนั่งจะช่วยให้เราสามารถควบคุมสมาธิและควบคุมกล้ามเนื้อหูรูดได้ง่ายยิ่งขึ้นครับ 3. ปรับเปลี่ยนท่านั่งเพื่อลดแรงกด ถ้านั่งอยู่แล้วแต่ยังรู้สึกว่ายังทรมานอยู่ ลุงมีท่าปรับเปลี่ยนสรีระร่างกาย…
เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมร่างกายมนุษย์เราที่วิวัฒนาการมาจนแทบจะไม่เหลือขนตามตัวเหมือนลิง แต่กลับยังมี “เส้นขน” เจ้ากรรมนายเวรกลุ่มหนึ่งที่ยังคงเหนียวแน่นและปักหลักอยู่ตรง “ร่องตูด” อย่างไม่ยอมไปไหน? เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเกิดคำถามนี้ในใจเวลาอาบน้ำ หรือตอนที่รู้สึกคันยุบยิบในที่อับสายตาจนอยากจะตะโกนถามฟ้าดิน เรื่องนี้ไม่ได้ทะลึ่ง แต่มันคือเรื่องของชีววิทยาและธรรมชาติที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะขนาดนักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันที่สามารถส่งยานอวกาศไปนอกโลกได้ ก็ยังไม่สามารถฟันธงตอบแบบ 100% ได้เลยว่าขนตูดมีไว้ทำไมกันแน่ แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ตั้งข้อสันนิษฐานรวมถึงทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับขนตูดเอาไว้อย่างน่าสนใจ วันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกความลับใต้ร่มผ้านี้กันครับ 3 ทฤษฎี ขนตูดมีไว้ทำไม? ถึงแม้จะยังไม่มีคำตอบที่ยืนยันได้อย่างแน่นอนทางวิทยาศาสตร์ แต่เหล่านักชีววิทยาและผู้เชี่ยวชาญก็ได้แบ่งปันสมมติฐานที่จับต้องได้ออกเป็น 3 ทฤษฎีหลัก ๆ ดังนี้ 1. ตัวช่วยดักกลิ่น ฟังดูอาจจะแปลก ๆ แต่ทฤษฎีแรกระบุว่า ขนบริเวณก้นมีหน้าที่ช่วย “กักเก็บกลิ่น” ครับ โดยธรรมชาติแล้ว บริเวณรอบ ๆ รูขุมขนตรงร่องก้นจะมีต่อมไขมันที่ผลิตไขมัน (Sebum) และเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียเฉพาะตัว ขนตูดจึงทำหน้าที่เหมือนแผ่นฟิลเตอร์ธรรมชาติที่ช่วยกักเก็บไขมันและแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นเหล่านี้เอาไว้ ไม่ให้กลิ่นฟุ้งกระจายออกไปรบกวนคนรอบข้างได้ง่าย ๆ หรือพูดง่าย ๆ คือช่วยซับกลิ่นเฉพาะตัวเอาไว้ให้อยู่ในที่ของมันนั่นเอง 2. ลดแรงเสียดสีระหว่างแก้มก้น ลองจินตนาการดูว่าในแต่ละวันเราต้องเดิน วิ่ง…
เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมร่างกายของเราถึงต้องมี “เส้นขน” ขึ้นตามจุดต่าง ๆ เต็มไปหมด? หลายคนอาจจะรู้สึกรำคาญใจจนต้องคอยโกน คอยแว็กซ์ หรือเลเซอร์ออกอยู่บ่อย ๆ เพื่อความเรียบเนียนและเพิ่มความมั่นใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ธรรมชาติไม่ได้สร้างเส้นขนเหล่านี้ขึ้นมาเล่น ๆ ทุกเส้นขนนบนร่างกายล้วนมีหน้าที่สำคัญและแฝงไปด้วยประโยชน์ที่คุณอาจคาดไม่ถึง วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกเรื่องราวของ “เส้นขน” ใน 4 จุดสำคัญของร่างกาย และอาจจะเปลี่ยนใจหันมารักเส้นขนของตัวเองมากขึ้นอย่างแน่นอน 1. ขนจมูก เริ่มต้นกันที่ขนในที่ลับที่ชอบแอบโผล่ออกมาทักทายชาวโลกอย่าง “ขนจมูก” แม้ว่าหลายคนจะมองว่ามันทำให้เสียบุคลิกจนต้องคอยเล็มออก แต่รู้หรือไม่ว่าขนจมูกนี่แหละคือฮีโร่เงียบที่ช่วยปกป้องปอดของเราในทุก ๆ วินาที 2. ขนรักแร้ มาต่อกันที่ขนรักแร้ ปัญหากวนใจของใครหลายคนโดยเฉพาะสาว ๆ ที่มักจะกำจัดทิ้งเพื่อความมั่นใจเวลาใส่เสื้อสายเดี่ยว แต่ในทางชีววิทยาแล้ว ขนรักแร้ทำหน้าที่สำคัญในการปกป้องผิวหนังบริเวณข้อต่อที่บอบบางมาก ๆ 3. ขนหน้าแข้ง สำหรับหนุ่ม ๆ ขนหน้าแข้งอาจจะแสดงถึงความเข้ม แต่สำหรับสาว ๆ หลายคนอาจมองว่าเป็นอุปสรรคในการใส่กางเกงขาสั้น อย่างไรก็ตาม ขนหน้าแข้งนั้นทำหน้าที่เป็นเหมือนระบบเซนเซอร์อัจฉริยะให้กับร่างกายของเรา 4. ขนหมออ้อย ปิดท้ายด้วยขนในบริเวณที่ลับที่สุดอย่าง “ขนหมออ้อย” หรือขนบริเวณอวัยวะเพศ ที่หลายคนอาจจะรู้สึกเขินอายที่จะพูดถึง แต่บอกเลยว่าน้องมีประโยชน์ที่สำคัญมากต่อสุขอนามัยและการดำเนินชีวิต…
สำหรับสาว ๆ หรือหนุ่ม ๆ คนไหนที่รักการมีผิวเรียบเนียนไร้ขนกวนใจ “การโกน” คงเป็นวิธียอดฮิตอันดับต้น ๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะทั้งสะดวก รวดเร็ว ประหยัด และไม่เจ็บตัวเหมือนการแว็กซ์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มักจะมีเสียงเตือนตามมาเสมอว่า “อย่าโกนบ่อยนะ เดี๋ยวขนจะหนาเป็นตอ” หรือ “โกนระวังผิวเป็นหนังไก่ไม่รู้ด้วยนะ” คำเตือนเหล่านี้ทำเอาหลายคนถึงกับลังเลและไม่กล้าหยิบมีดโกนขึ้นมาใช้ วันนี้ลุงจะมาสวมบทเป็นนักสืบสายบิวตี้ พาไปเจาะลึกและไขข้อข้องใจกันแบบชัด ๆ ว่า ความเชื่อเรื่องการโกนขนเหล่านี้ เรื่องไหนคือเรื่องจริง และเรื่องไหนเป็นแค่เรื่องมโน พร้อมแจกสูตรลับวิธีโกนขนอย่างไรให้ผิวเรียบเนียน หมดปัญหาผิวหนังไก่อย่างเด็ดขาด 3 ความเชื่อเรื่องการโกนขน เรื่องไหนจริง เรื่องไหนแกง? มาดูกันทีละข้อเลยว่า ความเชื่อยอดฮิตเกี่ยวกับการโกนขนที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ นั้น ทางวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญเขาว่าอย่างไรกันบ้าง 1. โกนขนบ่อย ขนจะขึ้นเร็วขึ้น? หลายคนรู้สึกว่าพอโกนขนเสร็จปุ๊บ ผ่านไปแค่วันสองวันขนก็เริ่มขึ้นมาทักทายอีกแล้ว จนคิดไปเองว่าการโกนไปกระตุ้นให้ขนยาวเร็วขึ้น แต่ในความจริงแล้ว “ไม่จริง” อัตราการเจริญเติบโตของเส้นขนนั้นถูกควบคุมโดยฮอร์โมนและพันธุกรรมของแต่ละคน การโกนเป็นเพียงการตัดเส้นขนที่อยู่เหนือชั้นผิวหนังเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อรากขนใต้ผิวหนังเลย ขนของคุณยังคงยาวในอัตราปกติ เพียงแต่ที่เรารู้สึกว่ามันขึ้นเร็ว เพราะเราเห็นมันตั้งแต่ตอนที่มันเพิ่งเริ่มโผล่พ้นผิวหนังขึ้นมาใหม่ ๆ…
เคยไหมครับ? เวลาไอ จาม หรือหัวเราะหนัก ๆ แล้วแอบมีอาการ ‘ปัสสาวะเล็ด’ ออกมาเล็กลง หรือเวลาที่ต้องเผชิญกับรถติดบนทางด่วน แล้วข้าศึกบุกโจมตีอย่างกะทันหันจนต้องภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในใจ… ถ้าคุณเคยผ่านวิกฤตการณ์เหล่านี้มา หรืออยากป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น ‘การขมิบ’ คือคำตอบสวรรค์โปรดที่คุณไม่ควรมองข้ามเลยครับ หลายคนอาจจะคิดว่าการขมิบ หรือที่เรียกว่า Kegel Exercise เป็นเรื่องเฉพาะของผู้หญิงหรือคุณแม่หลังคลอดเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยครับ การขมิบคือการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกเพศทุกวัย เพราะมันช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับฐานรากของร่างกาย วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกกันว่า แค่ขมิบ… ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างไรบ้าง ทำไมแค่ขมิบถึงเปลี่ยนชีวิตคุณได้? กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Pelvic Floor Muscles) ทำหน้าที่เปรียบเสมือนเปลญวนคอยโอบอุ้มอวัยวะภายในช่องท้อง ไม่ว่าจะเป็นกระเพาะปัสสาวะ มดลูก และลำไส้ใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไป อายุที่มากขึ้น หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาจทำให้เปลญวนนี้หย่อนคล้อยลงได้ ซึ่งการขมิบเป็นประจำจะช่วยมอบประโยชน์ดี ๆ ดังนี้ ขมิบอย่างไรให้ถูกต้อง? การขมิบที่ถูกต้องนั้นง่ายมาก แต่หัวใจสำคัญคือคุณต้องเกร็งให้ถูกจุด โดยมีวิธีเช็กง่าย ๆ ดังนี้ครับ เคล็ดลับในการหาจุดขมิบ ให้ลองจินตนาการว่าคุณกำลัง ‘พยายามกลั้นไม่ให้ตด หรือกลั้นฉี่’ ขณะทำคุณควรจะรู้สึกได้ถึง ‘การยกตัวขึ้นหรือการดึงรั้ง’ ของอวัยวะรอบ…
เคยเป็นไหมครับ? ซื้อของสด ผัก ผลไม้ หรือของกินอะไรมาก็จับยัดใส่ตู้เย็นไว้ก่อนเพราะคิดว่า “ความเย็น” คือเซฟโซนที่ดีที่สุดในการถนอมอาหาร แต่รู้หรือไม่ว่า ความจริงแล้วตู้เย็นไม่ใช่ “กล่องวิเศษ” ที่เหมาะกับอาหารทุกอย่างในโลก! เพราะมีวัตถุดิบบางชนิดที่เมื่อเจอความเย็นและความชื้นเข้าไป แทนที่จะสดใหม่กลับกลายเป็นว่าเน่าเสียเร็วขึ้น แถมบางอย่างยังอาจสร้างสารพิษร้ายแรงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายเราได้อีกด้วย วันนี้ลุงจะพามาส่อง 4 สิ่งที่คุณ “อย่าหาทำ” ในการแช่ตู้เย็น เพื่อสุขภาพที่ดีและความปลอดภัยของทุกคนในบ้าน จะมีอะไรบ้างและเพราะอะไร ไปดูกันเลยครับ 1. มันฝรั่ง: ยิ่งเย็น ยิ่งงอกไว แถมพกสารพิษมาด้วย หลายคนคิดว่าการเก็บมันฝรั่งไว้ในตู้เย็นจะช่วยยืดอายุการใช้งานและไม่ทำให้เน่าเสีย แต่ความจริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งครับ เพราะความเย็นและความชื้นในตู้เย็นจะเป็นตัวกระตุ้นชั้นยอดที่ส่งสัญญาณให้มันฝรั่งคิดว่าถึงเวลาเติบโตแล้ว วิธีเก็บที่ถูกต้อง: ควรเก็บมันฝรั่งไว้ในที่แห้ง มืด และมีอากาศถ่ายเทสะดวก เช่น ตะกร้าโปร่ง ๆ ในมุมครัวที่อับแสง หลีกเลี่ยงแสงแดดและความชื้น แค่นี้ก็เก็บได้นานโดยไม่ต้องพึ่งตู้เย็นแล้วครับ 2. หอม และ กระเทียม: ความชื้นสูง เชื้อราถามหาในพริบตา หอมแดง หอมหัวใหญ่ และกระเทียม เป็นวัตถุดิบก้นครัวที่แทบทุกบ้านต้องมีติดไว้ แต่การนำพวกมันไปแช่ตู้เย็นถือเป็นฝันร้ายของสมุนไพรเหล่านี้ และอาจทำให้เราต้องทิ้งพวกมันไปอย่างน่าเสียดาย วิธีเก็บที่ถูกต้อง: การปล่อยให้หอมและกระเทียมอยู่ข้างนอกตู้เย็น ในจุดที่ลมโกรกและไม่มีความอับชื้น…
ถ้าพูดถึงวัตถุดิบติดครัวที่ทำง่าย มีประโยชน์สูง และนึกอะไรไม่ออกก็ต้องหยิบมาใช้ แน่นอนว่าคำตอบอันดับหนึ่งในใจทุกคนคือ “ไข่” แต่เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเวลาเราไปทานอาหารที่ร้านอาหาร ไข่ต้มของเขาถึงมีเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่ม ไข่แดงเยิ้มกำลังดี น่าทานกว่าที่เราต้มเองที่บ้านเยอะเลย? วันนี้ลุงจะมาแกะสูตรลับจาก Infographic ยอดฮิตที่จะเปลี่ยนคุณจากมือใหม่ ให้กลายเป็น “Master เชฟด้านการต้มไข่” กับ 4 เทคนิคการต้มไข่ 4 สไตล์ยอดฮิต ไม่ว่าจะเป็น ไข่ลวกยามเช้า ไข่ยางมะตูมสุดฟิน ไข่ออนเซ็นสุดละมุน หรือ Poached Egg สไตล์คาเฟ่สุดหรู พร้อมแล้วเตรียมตั้งหม้อแล้วมาลุยกันเลยครับ 1. ไข่ลวก: เมนูปลุกพลังยามเช้า เนื้อนุ่มละมุน เริ่มต้นด้วยเมนูคลาสสิกทานคู่กับกาแฟดำหรือโจ๊กร้อนๆ ยามเช้า ไข่ลวกที่ดีต้องมีไข่ขาวที่เริ่มจับตัวเป็นวุ้นสีขาวขุ่น และไข่แดงที่ยังเหลวเป็นน้ำซอสเยิ้มๆ สูตรนี้มีเคล็ดลับอยู่ที่การควบคุมอุณหภูมิน้ำครับ วัตถุดิบและอุปกรณ์ ขั้นตอนการทำ 2. ไข่ยางมะตูม: ยอดฮิตตลอดกาล เยิ้มสะใจ ไม่ว่าจะทานคู่กับกะเพราแท้ๆ หรือราดบนข้าวหมูแดง ไข่ยางมะตูมคือคำตอบสุดท้าย! จุดเด่นคือไข่ขาวต้องสุกเป็นทรงสวย แต่ไข่แดงข้างในยังเหนียวข้น เยิ้มเป็นลาวา ขั้นตอนการทำ 3. ไข่ออนเซ็น: สไตล์ญี่ปุ่น…










