เคยไหมครับ? ตื่นเช้ามาแปรงฟันแล้วลองแลบลิ้นใส่กระจกดู แต่เอ๊ะ! ทำไมวันนี้ลิ้นของเราสีแปลก ๆ ไป ไม่เหมือนเดิม? รู้หรือไม่ว่า ‘ลิ้น’ ไม่ได้มีหน้าที่แค่รับรสชาติอาหารหรือช่วยในการพูดเท่านั้น
แต่ลิ้นยังเป็นเสมือน ‘กระจกเงา’ สะท้อนสุขภาพภายในร่างกายของเราได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย หากร่างกายเริ่มมีความผิดปกติ ลิ้นมักจะเป็นอวัยวะแรก ๆ ที่ส่งสัญญาณเตือนออกมาก่อนใคร
วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาสวมบทบาทเป็นคุณหมอเฉพาะกิจ เช็กสุขภาพง่าย ๆ ด้วยตัวเองผ่านการสังเกตสีและลักษณะของลิ้นกันครับ มาดูกันว่าลิ้นแบบไหนปลอดภัย และลิ้นแบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ด่วน
ลิ้นของคุณกำลังเป็นสีอะไรอยู่?
ลองแลบลิ้นออกมาหน้ากระจกในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ แล้วสังเกตดูว่าลิ้นของคุณตรงกับข้อไหนในนี้บ้าง
ลิ้นสีชมพู มีเคลือบขาวบาง ๆ (ลิ้นปกติ)
หากลิ้นของคุณมีสีชมพูระเรื่อ ดูชุ่มชื้น และมีฝ้าสีขาวบาง ๆ เคลือบอยู่ทั่วผิวลิ้นอย่างสม่ำเสมอ ยินดีด้วยครับ! นี่คือลักษณะของ ‘ลิ้นปกติ’ ที่มีสุขภาพดี ร่างกายของคุณสะอาดสะอ้านและระบบภายในยังทำงานได้เป็นปกติ ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวลเลยครับ ดูแลรักษาความสะอาดแบบนี้ต่อไปนะ
ลิ้นสีแดงแป๊ด มีจุด ๆ คล้ายผลสตรอเบอร์รี่
ถ้าลิ้นของคุณเปลี่ยนจากสีชมพู กลายเป็นสีแดงเข้มผิดปกติ แถมยังมีตุ่มพอง ๆ ขึ้นกระจายตัวดูคล้ายกับผิวของผลสตรอเบอร์รี่ (Strawberry Tongue) สัญญาณนี้กำลังบอกว่า:\n
ร่างกายอาจกำลังขาดวิตามิน: โดยเฉพาะวิตามินบี 12 หรือกรดโฟลิก (Folic Acid)
ภาวะลิ้นอักเสบ (Glossitis): อาจเกิดจากการติดเชื้อ หรือเป็นอาการร่วมของโรคบางชนิด เช่น โรคไข้ดำแดง (Scarlet Fever) หรือโรคคาวาซากิในเด็ก
หากมีอาการแสบร้อนร่วมด้วย หรือสีแดงไม่จางหายไปหลังจากปรับพฤติกรรมการกิน แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดครับ
ลิ้นสีเหลือง หรือ สีส้ม
ลิ้นสีนี้บอกเลยว่าไม่ได้มาเล่น ๆ แต่มักจะมาพร้อมกับ ‘กลิ่นปาก’ ที่รุนแรงจนคนรอบข้างต้องสะดุ้ง! สาเหตุหลักของลิ้นสีเหลืองหรือสีส้มเกิดจาก
การสะสมของแบคทีเรียและคราบอาหาร: เกิดจากการละเลยการรักษาความสะอาดในช่องปาก แปรงฟันแต่ไม่ยอมแปรงลิ้น
พฤติกรรมส่วนตัว: เช่น การสูบบุหรี่จัด การดื่มชา กาแฟ หรือภาวะปากแห้งจากการดื่มน้ำน้อยเกินไป
วิธีแก้ไขง่าย ๆ: เริ่มต้นจากการใส่ใจแปรงลิ้นทุกครั้งหลังแปรงฟัน ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน และลดการสูบบุหรี่ลง อาการลิ้นเหลืองก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นครับ
สัญญาณเตือนภัยระดับสีแดง: ลิ้นมีก้อนแข็ง ๆ คล้ายฝี
ข้อนี้ต้องขอเตือนด้วยความห่วงใยเป็นพิเศษเลยครับ หากคุณลองใช้ลิ้นสัมผัสในปากแล้วพบว่า มีก้อนแข็ง ๆ คล้ายฝี หรือตุ่มนูนหนาขึ้นมาบนลิ้น สัญญาณนี้อันตรายมาก เพราะมันอาจไม่ใช่แค่ร้อนในธรรมดา แต่อาจเกิดจาก
ตัวอ่อนของพยาธิตืดหมูในลิ้น: สำหรับสายโปรดปรานการกินเมนูดิบ ๆ กึ่งสุกกึ่งดิบ เช่น ลาบดิบ ก้อย เนื้อย่างสะดุ้งไฟ หากเนื้อหมูนั้นมีไข่พยาธิตืดหมูปนเปื้อน ตัวอ่อนของพยาธิสามารถชอนไชผ่านกระแสเลือดไปฝังตัวเป็นถุงซีสต์ (ก้อนแข็งคล้ายฝี) ตามกล้ามเนื้อต่าง ๆ รวมถึงกล้ามเนื้อลิ้นได้
รอยโรคก่อนมะเร็ง หรือมะเร็งช่องปาก: ก้อนแข็ง แผลเรื้อรังที่ลิ้นที่รักษาไม่หายเกิน 2 สัปดาห์ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้าย
ดังนั้น หากเจอก้อนแข็ง ๆ บนลิ้น อย่าพยายามบีบ เค้น หรือเจาะเองเด็ดขาด ให้รีบไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการตรวจวินิจฉัยทันทีครับ
วิธีดูแลรักษาความสะอาดลิ้นง่าย ๆ ที่ทุกคนทำได้
การมีสุขภาพช่องปากและลิ้นที่ดีไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันดังนี้:\n
แปรงลิ้นทุกครั้งที่แปรงฟัน: ใช้แปรงสีฟันแปรงเบา ๆ จากโคนลิ้นมาทางปลายลิ้น หรือใช้ที่ขูดลิ้นโดยเฉพาะ เพื่อกำจัดคราบแบคทีเรียและเศษอาหาร
ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ: วันละ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยเพิ่มการหลั่งน้ำลาย ลดการสะสมของคราบและแบคทีเรียบนลิ้น
หลีกเลี่ยงของดิบ: กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อและพยาธิชนิดต่าง ๆ
ตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ: พบทันตแพทย์ทุก ๆ 6 เดือนเพื่อเช็กสุขภาพฟัน เหงือก และลิ้นอย่างสม่ำเสมอ
รู้อย่างนี้แล้ว คืนนี้ก่อนนอนอย่าลืมแลบลิ้นเช็กสุขภาพกันสักนิดนะครับ หากพบความผิดปกติที่ดูรุนแรง อย่าปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง เพราะการรู้เร็ว รักษาไว คือหนทางที่ดีที่สุดในการดูแลตัวเองครับ ด้วยความปรารถนาดีจาก Jones’ Salad และผู้เขียนบทความสุขภาพดี ๆ เพื่อคุณ

