ตัวร้อนจี๋แต่ไม่ได้เป็นไข้ เช็ก 3 สาเหตุใกล้ตัวที่ทำให้อุณหภูมิสูง พร้อมวิธีแก้แบบทันใจ

ตัวร้อนเกินจากอะไรได้บ้าง.jpg

เคยไหม? รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว พอหยิบปรอทมาวัดไข้แล้วตัวเลขพุ่งไปสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ก็พาลคิดไปไกลว่า “เรากำลังจะป่วยหรือเปล่านะ?” หรือ “ร่างกายกำลังโดนเชื้อโรคโจมตีอยู่ใช่ไหม?”

แต่ช้าก่อนครับ จริง ๆ แล้ว อาการตัวร้อนหรือการที่อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้แปลว่าคุณกำลังเป็นไข้หวัดจากการติดเชื้อเสมอไป

วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาไขข้อข้องใจว่า อาการตัวร้อนเกิดขึ้นจากอะไรได้บ้าง? นอกเหนือจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส พร้อมแชร์วิธีปรับอุณหภูมิร่างกายให้กลับมาเย็นสบาย และแถมท้ายด้วยมุกตลกฮา ๆ สไตล์ Jones’ Salad ที่อาจทำให้คุณต้องร้อนยิ่งกว่าเดิม


เมื่อร่างกายไม่ได้ป่วย แต่ทำไมถึงตัวร้อนเกิน 37.5 องศาเซลเซียส?

โดยปกติแล้ว อุณหภูมิร่างกายมาตรฐานของคนเราจะอยู่ที่ประมาณ 36.5 – 37.4 องศาเซลเซียส หากวัดได้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส จะเริ่มถือว่าร่างกายมีภาวะตัวร้อนหรือมีไข้ต่ำ ๆ (Low-grade fever) ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงโรคหวัดเป็นอันดับแรก

แต่ในความเป็นจริง ร่างกายของเรามีกลไกในการตอบสนองต่อกิจกรรม สิ่งแวดล้อม และสารเคมีบางชนิดที่สามารถทำให้เกิดความร้อนสะสมชั่วคราวได้เช่นกัน โดยมี 3 สาเหตุหลักใกล้ตัวดังนี้ครับ

1. ออกกำลังกายอย่างหนัก (Intense Workout)

สำหรับสายรักสุขภาพที่ชอบเข้ายิม วิ่งมาราธอน หรือเล่นกีฬาอย่างเต็มที่ แน่นอนว่าหลังออกกำลังกายเสร็จมักจะรู้สึกตัวร้อนผ่าว นั่นเป็นเพราะในขณะที่เราใช้งานกล้ามเนื้ออย่างหนัก ร่างกายจะเร่งการเผาผลาญพลังงานเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง ส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมภายในร่างกายอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการสูญเสียน้ำผ่านทางเหงื่อ ทำให้อุณหภูมิแกนกลางของร่างกายพุ่งสูงขึ้นชั่วขณะ

วิธีปรับอุณหภูมิให้ร่างกายเย็นลง:

จิบน้ำบ่อย ๆ: ในระหว่างที่ออกกำลังกาย ไม่ควรรอให้รู้สึกกระหายน้ำจัดแล้วค่อยดื่ม แต่ควรจิบน้ำเปล่าทีละน้อยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยระบายความร้อนจากภายใน

ดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่: หากคุณออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 1 ชั่วโมง หรือสูญเสียเหงื่อในปริมาณมาก การดื่มเกลือแร่จะช่วยทดแทนแร่ธาตุที่เสียไปและรักษาสมดุลน้ำในร่างกายได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

2. ผลข้างเคียงจากการทานยาปฏิชีวนะบางชนิด (Drug Fever)

หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อบางชนิดที่แพทย์สั่งจ่ายเพื่อรักษาอาการอื่น ๆ สามารถส่งผลข้างเคียงทำให้ร่างกายมีไข้หรือตัวร้อนขึ้นมาได้ ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่าภาวะไข้จากยา (Drug Fever) ซึ่งเกิดจากการที่ตัวยาไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันหรือส่งผลต่อกลไกการระบายความร้อนของร่างกาย

วิธีสังเกตและรับมือ:

เฝ้าระวังอาการชั่วคราว: หากคุณเพิ่งเริ่มทานยาปฏิชีวนะชนิดใหม่แล้วรู้สึกตัวร้อน แนะนำให้สังเกตอาการและพักผ่อนให้เพียงพอภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก

ไปพบแพทย์หากไม่ดีขึ้น: หากผ่านไป 48 ชั่วโมงแล้วอาการตัวร้อนยังไม่หายไป หรือรู้สึกไม่สบายตัวมากขึ้น แนะนำให้กลับไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา ไม่ควรหยุดยาเองทันทีเพราะอาจทำให้เชื้อดื้อยาได้

3. อยู่ในที่กลางแจ้งหรือเผชิญสภาพอากาศร้อนจัด (Heat Exposure)

ด้วยสภาพอากาศของเมืองไทยที่แดดแรงและร้อนอบอ้าวเกือบตลอดทั้งปี การออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง เดินตลาด หรือทำงานในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก สามารถทำให้อุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากร่างกายได้รับความร้อนจากภายนอกมากเกินกว่าที่จะระบายออกทางเหงื่อได้ทัน หากปล่อยไว้อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดดหรือฮีทสโตรกได้

วิธีดับร้อนให้ร่างกายทันที:

ใช้ผ้าเย็นเช็ดตัว: รีบเข้ามาพักในที่ร่มหรือห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ แล้วใช้ผ้าเย็นหรือผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดตามร่างกายเพื่อระบายความร้อนสะสม

เน้นเช็ดบริเวณจุดสำคัญ: การเช็ดตัวให้ได้ผลดีที่สุดควรเน้นบริเวณข้อพับต่าง ๆ เช่น ซอกคอ ข้อพับแขน และที่สำคัญคือบริเวณขาหนีบ ซึ่งเป็นจุดที่มีเส้นเลือดใหญ่วิ่งผ่าน จะช่วยดึงความร้อนออกจากร่างกายและลดอุณหภูมิลงได้อย่างรวดเร็ว


ตัวร้อน VS ร้อนเงิน

ทราบหรือไม่ว่า ความเครียดจากการแอบหนีภรรยาไปเที่ยวกับแก๊งเพื่อนนั้น จริง ๆ แล้วไม่ได้ส่งผลให้ร่างกายตัวร้อนขึ้นมาหรอกนะคร้าบ!

แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจไป เพราะถ้าเกิดวันไหนแจ็กพอตแตก โดนคุณภรรยาจับได้ไล่ทันขึ้นมาเมื่อไหร่ล่ะก็ งานนี้ตัวอาจจะไม่ร้อน แต่รับรองว่าคุณสามีทั้งหลายจะต้องร้อนเงิน (เพราะโดนยึดกระเป๋าตังค์) ไปยาว ๆ ตลอดทั้งเดือนแน่นอน! เพื่อสุขภาพกายที่เย็นสบายและสุขภาพทางการเงินที่มั่นคง เชื่อฟังภรรยาไว้ปลอดภัยที่สุดครับ