เคยสังเกตตัวเองไหมว่าในแต่ละวันเราเดินเข้าห้องน้ำไปฉี่กันกี่รอบ? และก่อนที่จะกดชักโครก คุณเคยหันกลับมามองสีของน้ำปัสสาวะกันบ้างหรือเปล่า? หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องฉี่เป็นแค่เรื่องธรรมชาติที่ปล่อยไปก็จบ แต่รู้ไหมว่าของเสียที่ร่างกายขับออกมานี้แหละ คือสัญญาณเตือนภัยชั้นดีที่บอกสถานะสุขภาพของคุณได้แม่นยำ วันนี้ลุงจะพามาเจาะลึกเรื่องของฉี่ที่บอกเลยว่ามีดีเทลมากกว่าที่คุณคิดแน่นอน วันหนึ่งคุณฉี่กี่ครั้ง? ความถี่ในการปัสสาวะในแต่ละวันสามารถบอกปริมาณน้ำในร่างกาย และประสิทธิภาพการทำงานของระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี ลองมาดูกันว่าคุณจัดอยู่ในกลุ่มไหน สีของฉี่บอกอะไรบ้าง? 1. ฉี่สีส้ม (ร่างกายขาดน้ำ หรือปัญหาเกี่ยวกับตับ) หากปัสสาวะของคุณมีสีส้มเข้มเฉดชาไทย ส่วนใหญ่เกิดจากอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง ควรดื่มน้ำสะอาดเพิ่มทันที แต่หากดื่มน้ำเยอะแล้วสีส้มยังไม่จางลง อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคที่เกี่ยวกับถุงน้ำดี ท่อน้ำดีอุดตัน หรือภาวะดีซ่าน 2. ฉี่สีชมพู หรือสีแดง (ระวังเลือดปน) สีนี้อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป เพราะบางครั้งอาจมาจากการทานอาหารที่มีสีแดงเข้ม เช่น บีทรูท แก้วมังกรแดง หรือบลูเบอร์รี่ แต่หากไม่ได้ทานอาหารเหล่านี้เลย ปัสสาวะสีชมพูหรือแดงมักเกิดจากมีกระแสเลือดปน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของการติดเชื้อ อักเสบ นิ่ว หรืออาจเป็นโรคร้ายแรงในระบบทางเดินปัสสาวะที่ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด 3. ฉี่สีฟ้า หรือ สีเขียว (ผลข้างเคียงจากยา หรือแบคทีเรีย) เป็นสีที่ดูแปลกประหลาดที่สุด แต่เกิดขึ้นได้จริง สาเหตุหลักมักมาจากผลข้างเคียงของการใช้ยาบางชนิด (เช่น ยาแก้ซึมเศร้า หรือยาสลบ) หรือโรคทางพันธุกรรมบางประเภท นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะกลุ่ม Pseudomonas ได้อีกด้วย…
Category Archives: Disease
มะเร็งเต้านม ถือเป็นภัยเงียบอันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตผู้หญิงไทยมากที่สุดในแต่ละปี หลายคนอาจคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว หรือต้องรอให้ไปตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลเท่านั้นถึงจะรู้ แต่ช้าก่อน รู้หรือไม่ว่า กว่า 40% ของคนทีตรวจพบมะเร็งเต้านม มีจุดเริ่มต้นมาจากการตรวจเต้านมด้วยตัวเองทั้งนั้นนั่นแปลว่าสองมือของเรานี่แหละ คือด่านหน้าและอาวุธที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคร้ายนี้ วันนี้ลุงจึงอยากชวนสาวๆ ทุกคนมาเปิดอกเปิดใจ เรียนรู้วิธีการคลำเต้านมด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีต่อเดือน แต่อาจช่วยเซฟชีวิตเราได้ในระยะยาวกัน ตรวจช่วงเวลาไหน เวิร์กและแม่นยำที่สุด? ก่อนจะเริ่มลงมือคลำหาความผิดปกติ เราต้องรู้ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดก่อน เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนทางร่างกาย โดยคุณหมอแนะนำให้ตรวจเต้านมด้วยตัวเอง เดือนละ 1 ครั้ง ในช่วงหลังหมดประจำเดือนประมาณ 2-3 วัน เนื่องจากในช่วงนี้ ฮอร์โมนในร่างกายของเราจะเริ่มลดลงและคงที่ ทำให้เต้านมไม่คัดตึงหรือบวมน้ำ ช่วยลดโอกาสที่จะคลำเจอเนื้อเหลวธรรมดาแล้วเข้าใจผิดว่าเป็นก้อนเนื้อร้ายลงไปได้มาก ส่วนสาวๆ คนไหนที่หมดประจำเดือนแล้ว หรืออยู่ในช่วงตั้งครรภ์/ให้นมบุตร สามารถเลือกวันที่จำง่ายๆ วันเดียวกันของทุกเดือนเพื่อทำการตรวจได้เลย 3 ขั้นตอนง่ายๆ ในการจับนมเช็กมะเร็งด้วยตัวเอง การตรวจเต้านมด้วยตัวเองไม่ได้ซับซ้อนหรือเจ็บตัวเลย เพียงแค่ทำตาม 3 Step นี้ให้กลายเป็นนิสัยในทุกๆ เดือน Step 1: ยืนหน้ากระจก สังเกตความเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นจากการถอดเสื้อผ้าออก ยืนตัวตรงหน้ากระจกในห้องอาบน้ำ ปล่อยแขนข้างลำตัวตามสบาย จากนั้นเปลี่ยนมาเป็น เอามือเท้าเอวทั้งสองข้าง…
พอฝนเทลงมาทีไร คนเมืองอย่างเราเป็นอันต้องถอนหายใจยาว ๆ ทุกที เพราะสิ่งที่ตามมาพร้อมกับสายฝนไม่ใช่แค่ความเย็นฉ่ำชื่นใจ แต่คือคอมโบเซ็ตสุดคลาสสิกอย่าง “น้ำท่วม รถติด และสารพัดโรค” ที่พร้อมจะบุกจู่โจมร่างกายเราแบบไม่ทันตั้งตัว ยิ่งในช่วงหน้าฝนที่มีความชื้นสูงและอุณหภูมิแปรปรวนแบบนี้ ร่างกายของเราจะปรับตัวไม่ทัน ทำให้ภูมิคุ้มกันตกและเอื้อต่อการเติบโตของเชื้อโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้หน้าฝนนี้กลายเป็นฝันร้ายและทริปโรงพยาบาล วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเจาะลึก 4 โรคฮิตใกล้ตัวที่มากับหน้าฝน สาเหตุที่คาดไม่ถึง พร้อมแนะไอเทมกู้ชีพที่จะช่วยให้คุณรอดพ้นจากสมรภูมิหน้าฝนนี้ไปได้อย่างปลอดภัยและสตรองที่สุด ทำความรู้จัก 4 โรคฮิตหน้าฝนที่ห้ามละเลย หน้าฝนไม่ได้นำมาแค่ความเฉอะแฉะ แต่ยังพัดพาเอาเชื้อโรค แบคทีเรีย และไวรัสสารพัดชนิดมาสู่ตัวเรา และนี่คือ 4 โรคใกล้ตัวที่เรามักจะเจอกันบ่อยที่สุดในช่วงนี้ 1. โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา (Athlete’s Foot) หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยสำหรับคนเดินถนนที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมขังรอการระบาย การเดินลุยน้ำสกปรกสะสมเป็นเวลานาน แล้วละเลยไม่รีบทำความสะอาดและเช็ดเท้าให้แห้งสนิท ความอับชื้นนี้เองที่เป็นสวรรค์ชั้นยอดของเชื้อรา ทำให้ผิวหนังตามซอกนิ้วเท้าแดง ลอก คันคะเยอ และอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจนอักเสบรุนแรงได้ ไอเทมป้องกัน: “ถุงก๊อบแก๊บ” ในตำนาน (ไอเทมสุดคลาสสิกที่ใช้สวมทับถุงเท้าหรือรองเท้าในยามฉุกเฉิน) หรือ “รองเท้าบู๊ทกันน้ำ” ที่จะช่วยปกป้องเท้าของคุณจากการสัมผัสสิ่งสกปรกโดยตรง 2. โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เมื่อฝนตก อากาศจะเย็นลงพร้อมกับความชื้นในอากาศที่พุ่งสูง…
เคยไหมครับ? ตื่นเช้ามาแปรงฟันแล้วลองแลบลิ้นใส่กระจกดู แต่เอ๊ะ! ทำไมวันนี้ลิ้นของเราสีแปลก ๆ ไป ไม่เหมือนเดิม? รู้หรือไม่ว่า ‘ลิ้น’ ไม่ได้มีหน้าที่แค่รับรสชาติอาหารหรือช่วยในการพูดเท่านั้น แต่ลิ้นยังเป็นเสมือน ‘กระจกเงา’ สะท้อนสุขภาพภายในร่างกายของเราได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย หากร่างกายเริ่มมีความผิดปกติ ลิ้นมักจะเป็นอวัยวะแรก ๆ ที่ส่งสัญญาณเตือนออกมาก่อนใคร วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาสวมบทบาทเป็นคุณหมอเฉพาะกิจ เช็กสุขภาพง่าย ๆ ด้วยตัวเองผ่านการสังเกตสีและลักษณะของลิ้นกันครับ มาดูกันว่าลิ้นแบบไหนปลอดภัย และลิ้นแบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ด่วน ลิ้นของคุณกำลังเป็นสีอะไรอยู่? ลองแลบลิ้นออกมาหน้ากระจกในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ แล้วสังเกตดูว่าลิ้นของคุณตรงกับข้อไหนในนี้บ้าง ลิ้นสีชมพู มีเคลือบขาวบาง ๆ (ลิ้นปกติ) หากลิ้นของคุณมีสีชมพูระเรื่อ ดูชุ่มชื้น และมีฝ้าสีขาวบาง ๆ เคลือบอยู่ทั่วผิวลิ้นอย่างสม่ำเสมอ ยินดีด้วยครับ! นี่คือลักษณะของ ‘ลิ้นปกติ’ ที่มีสุขภาพดี ร่างกายของคุณสะอาดสะอ้านและระบบภายในยังทำงานได้เป็นปกติ ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวลเลยครับ ดูแลรักษาความสะอาดแบบนี้ต่อไปนะ ลิ้นสีแดงแป๊ด มีจุด ๆ คล้ายผลสตรอเบอร์รี่ ถ้าลิ้นของคุณเปลี่ยนจากสีชมพู กลายเป็นสีแดงเข้มผิดปกติ แถมยังมีตุ่มพอง ๆ ขึ้นกระจายตัวดูคล้ายกับผิวของผลสตรอเบอร์รี่ (Strawberry Tongue) สัญญาณนี้กำลังบอกว่า:\n ร่างกายอาจกำลังขาดวิตามิน:…
เคยไหม? รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว พอหยิบปรอทมาวัดไข้แล้วตัวเลขพุ่งไปสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ก็พาลคิดไปไกลว่า “เรากำลังจะป่วยหรือเปล่านะ?” หรือ “ร่างกายกำลังโดนเชื้อโรคโจมตีอยู่ใช่ไหม?” แต่ช้าก่อนครับ จริง ๆ แล้ว อาการตัวร้อนหรือการที่อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้แปลว่าคุณกำลังเป็นไข้หวัดจากการติดเชื้อเสมอไป วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาไขข้อข้องใจว่า อาการตัวร้อนเกิดขึ้นจากอะไรได้บ้าง? นอกเหนือจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส พร้อมแชร์วิธีปรับอุณหภูมิร่างกายให้กลับมาเย็นสบาย และแถมท้ายด้วยมุกตลกฮา ๆ สไตล์ Jones’ Salad ที่อาจทำให้คุณต้องร้อนยิ่งกว่าเดิม เมื่อร่างกายไม่ได้ป่วย แต่ทำไมถึงตัวร้อนเกิน 37.5 องศาเซลเซียส? โดยปกติแล้ว อุณหภูมิร่างกายมาตรฐานของคนเราจะอยู่ที่ประมาณ 36.5 – 37.4 องศาเซลเซียส หากวัดได้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส จะเริ่มถือว่าร่างกายมีภาวะตัวร้อนหรือมีไข้ต่ำ ๆ (Low-grade fever) ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงโรคหวัดเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง ร่างกายของเรามีกลไกในการตอบสนองต่อกิจกรรม สิ่งแวดล้อม และสารเคมีบางชนิดที่สามารถทำให้เกิดความร้อนสะสมชั่วคราวได้เช่นกัน โดยมี 3 สาเหตุหลักใกล้ตัวดังนี้ครับ 1. ออกกำลังกายอย่างหนัก (Intense Workout) สำหรับสายรักสุขภาพที่ชอบเข้ายิม…
เคยไหม? ที่จู่ๆ ก็มีอาการท้องเสียแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย วันนี้ก็ถ่าย พรุ่งนี้ก็ถ่าย จนแทบจะไม่กล้าเดินห่างจากห้องน้ำ หลายคนมักจะคิดไปเองว่าเป็นเพราะธาตุอ่อน หรือแค่อาหารเป็นพิษ กินยาฆ่าเชื้อหรือยาหยุดถ่ายสักพักก็คงหาย แต่รู้หรือไม่ว่า หากคุณมีอาการท้องเสียติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 1 เดือน นั่นอาจไม่ใช่แค่เรื่องท้องเสียธรรมดาๆ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือ IBD (Inflammatory Bowel Disease) ที่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้ ท้องเสียทั่วไป VS ท้องเสียจาก IBD ต่างกันอย่างไร? หลายคนมักสับสนระหว่างอาการท้องเสียปกติกับโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เรามาลองแยกแยะความแตกต่างง่ายๆ เพื่อให้คุณได้สังเกตตัวเองกันดีกว่าครับ โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) มีกี่แบบ? ทางการแพทย์แบ่งโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ตามบริเวณที่เกิดการอักเสบ ดังนี้ครับ 1. โรคข้ออักเสบเฉพาะลำไส้ใหญ่ (Ulcerative Colitis) โรคกลุ่มนี้จะมีการอักเสบและเกิดแผลพุพองเฉพาะบริเวณเยื่อบุผิวของลำไส้ใหญ่เท่านั้น โดยอาการอักเสบจะลุกลามอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทวารหนักขึ้นไปจนถึงลำไส้ใหญ่ส่วนบน 2. โรคโครห์น (Crohn’s Disease) มีความรุนแรงและกระจายตัวกว้างกว่าแบบแรก เพราะสามารถอักเสบได้ทุกส่วนของระบบทางเดินอาหาร ตั้งแต่ช่องปากไปจนถึงทวารหนัก แต่จุดที่พบบ่อยที่สุดคือบริเวณปลายลำไส้เล็กและต้นลำไส้ใหญ่ โดยการอักเสบมักจะเจาะลึกลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อของผนังลำไส้ 5 อาการเตือนภัย!…
เรื่องสุขภาพของน้องชาย ถือเป็นเรื่องสุดบอบบาง ที่ผู้ชายหลายคนมักเขินอายที่จะพูดถึง หรือบางครั้งเมื่อเกิดอาการผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็มักจะเลือกนิ่งดูดาย ปล่อยทิ้งไว้เพราะคิดว่าจะหายไปเอง แต่รู้หรือไม่ครับว่า อาการเตือนเพียงเล็กน้อยอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่ ที่ส่งผลต่อความมั่นใจและสมรรถภาพทางเพศในระยะยาวได้! วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเช็กสุขภาพน้องชายกับ 4 อาการผิดปกติที่คุณห้ามละเลย พร้อมวิธีดูแลรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อให้น้องชายของคุณกลับมาแข็งแรงและปลอดภัยครับ 1. น้องชายมีอาการคัน และแดง อาการคันและมีรอยแดงบริเวณส่วนปลายของน้องชาย เป็นหนึ่งในอาการเริ่มต้นที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งมักสร้างความรำคาญใจให้หนุ่ม ๆ ไม่น้อยในระหว่างวัน สาเหตุที่พบได้บ่อย: ส่วนใหญ่มักเกิดจากผิวหนังอักเสบ (Balanitis) ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการทำความสะอาดที่ไม่ดีพอ ทำให้มีคราบสกปรกหรือขี้เปียก หมักหมมอยู่ใต้หนังหุ้มปลาย หรืออาจเกิดจากการแพ้สารเคมี เช่น สบู่ที่มีน้ำหอมแรง น้ำยาปรับผ้านุ่มที่ตกค้างในกางเกงใน หรือสารเคมีในเจลหล่อลื่นและถุงยางอนามัย ข้อแนะนำในการดูแลรักษา: 2. คันยิบ ๆ มีผื่นแดง และผิวลอกเป็นขุย หากอาการคันเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมกับมีผื่นแดงขยายวงกว้างตามขาหนีบ และบางครั้งมีผิวลอกเป็นขุยขาว ๆ นี่คือสัญญาณเตือนว่าน้องชายของคุณกำลังโดนคุกคามแล้ว สาเหตุที่พบได้บ่อย: อาการนี้มักเกิดจากโรคผิวหนังที่เรียกว่าสังคัง หรือการติดเชื้อราในร่มผ้า ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการที่น้องชายเผชิญกับสภาวะอับชื้นบ่อย ๆ เช่น การสวมกางเกงในที่รัดแน่นเกินไป การใส่เสื้อผ้าซ้ำ…
ตื่นเช้ามาลืมตาดูแอปวัดค่าอากาศทีไร หัวใจแทบวาย! ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับกลายเป็นสีม่วง (Purple Zone) สะท้อนถึงวิกฤตฝุ่นพิษ PM2.5 ที่อยู่ในขั้นอันตราย หลายคนอาจกำลังวิตกกังวลว่า ถ้าไม่มีหน้ากาก N95 ราคาแพง หรือไม่มีเครื่องฟอกอากาศล้ำ ๆ เราจะเอาชีวิตรอดจากฝุ่นร้ายนี้อย่างไร? วันนี้ลุงมีข้อมูลดี ๆ จากผลการทดสอบเชิงวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้คุณอุ่นใจขึ้น เพราะแค่หน้ากากอนามัยทั่วไป (Surgical Mask) ที่เราหาซื้อได้ง่าย ๆ ก็มีพลังวิเศษที่ช่วยให้คุณกลับมาหายใจได้โล่งปอดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ผลทดสอบชี้ หน้ากากอนามัยธรรมดา เปลี่ยนฝุ่นโซนสีม่วง สู่โซนสีเหลือง เชื่อว่าหลายคนอาจเคยตั้งข้อสงสัยว่า หน้ากากอนามัยสีฟ้าหรือสีเขียวธรรมดาที่เราใช้กัน สามารถกันฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ได้จริงไหม? ล่าสุดทีมวิจัยได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพการใส่หน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐาน เพื่อหาคำตอบในเรื่องนี้ ผลลัพธ์คือมันสามารถกรองฝุ่น PM2.5 จากระดับสีม่วงเข้มที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ให้ลดลงมาเหลือเพียงระดับสีเหลืองซึ่งเป็นระดับปานกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ เค้าพิสูจน์กันยังไง? เพื่อความโปร่งใสและแม่นยำ ทีมวิจัยได้ออกแบบชุดทดสอบระบบระบายอากาศและวัดปริมาณฝุ่นอย่างเป็นระบบ โดยมีส่วนประกอบและการทำงานหลัก ๆ 3 ส่วน ดังนี้ จากตัวเลขข้างต้น คิดเป็นประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละอองได้สูงถึงประมาณ 83% เลยทีเดียว จากระดับสีม่วงที่สูดเข้าไปแล้วแสบคอ กลายมาเป็นระดับสีเหลืองที่ปลอดภัยต่อระบบทางเดินหายใจของเรามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ใช่หน้ากากทุกชิ้นจะกันฝุ่นได้เท่ากัน แม้ผลการทดสอบจะออกมาน่าประทับใจ…
เคยเป็นไหมครับ? เวลาเจ็บป่วยจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ว่าจะเป็นอาการทอนซิลอักเสบ ท้องเสียจากอาหารเป็นพิษ หรือมีแผลอักเสบ พอไปหาหมอแล้วได้ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะมารับกินจนหายดี แต่อยู่ ๆ กลับมีอาการของแถมที่ไม่พึงประสงค์อย่างอาการท้องเสีย ถ่ายเหลว และท้องอืดตามมาซะอย่างนั้น อาการท้องเสียหลังกินยาฆ่าเชื้อไม่ใช่เรื่องแปลก และเกิดขึ้นกับคนจำนวนมากครับ วันนี้ลุงจะมาเจาะลึกว่า ทำไมยาที่ช่วยรักษาโรคถึงกลับเป็นตัวการทำให้ลำไส้เราอ่อนแอ และเราจะใช้วิธีไหนกู้คืนระบบขับถ่ายให้กลับมาสมดุลและแข็งแรงได้อีกครั้ง เปิดกลไกทำไมกินยาฆ่าเชื้อแล้วต้องท้องเสีย? เมื่อเรากินยาปฏิชีวนะเข้าไป ร่างกายของเราจะเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อลำไส้โดยตรงผ่าน 4 ขั้นตอนดังนี้ครับ 3 คีย์เวิร์ดสำคัญ ฟื้นฟูลำไส้ระหว่างและหลังกินยาฆ่าเชื้อ เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพลำไส้ให้กลับมาแข็งแรงและทำงานได้อย่างปกติ นี่คือ 3 สิ่งสำคัญที่คุณควรรับประทานทั้งในระหว่างที่กินยาและหลังกินยาปฏิชีวนะหมดแล้วครับ 1. โพรไบโอติกส์ (Probiotics) การเติมจุลินทรีย์ดีกลับคืนสู่ลำไส้เปรียบเสมือนการส่งทหารฝีมือดีเข้าไปกู้เอกราชคืน มีผลวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่า การกินโพรไบโอติกส์ในช่วงที่ต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการท้องเสียได้สูงถึง 66% และช่วยเร่งคืนความสมดุลให้กับลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ไฟเบอร์ (Fiber) ไฟเบอร์หรือใยอาหาร เปรียบเสมือนอาหารจานโปรด (Prebiotics) ของจุลินทรีย์ดี การกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูงจะช่วยกระตุ้นให้จุลินทรีย์ดีที่เหลืออยู่เติบโตและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งไฟเบอร์ยังช่วยเพิ่มมวลอุจจาระ ทำให้อุจจาระจับตัวเป็นก้อน ลดอาการถ่ายเหลวได้เป็นอย่างดี 3. วิตามิน K (Vitamin K) หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า…
รู้หรือไม่ว่า “โรคความดันโลหิตสูง” คือฆาตกรเงียบตัวฉกาจที่คอยคุกคามร่างกายของเราอยู่เงียบๆ โดยไม่แสดงอาการเตือนล่วงหน้า! หลายคนพยายามหาวิธีควบคุมระดับความดัน ทั้งกินยาลดความดัน คุมอาหารอย่างเคร่งครัด แต่รู้ไหมว่าจริง ๆ แล้ว “การเลือกทานสารอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสม” มีส่วนช่วยลดความดันโลหิตให้ดีขึ้นได้อย่างน่าทึ่ง และปลอดภัยต่อร่างกายในระยะยาวด้วยครับ วันนี้ลุงมีข้อมูลดี ๆ จากงานวิจัยทางการแพทย์ที่น่าสนใจมาชี้เป้า 6 สารอาหารต้านความดันสูง ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยปรับระดับความดันโลหิตให้ดีขึ้นได้ 6 สารอาหารต้านความดันสูงตามงานวิจัย 1. โพแทสเซียม (Potassium) สารอาหารพระเอกตลอดกาลสำหรับการลดความดันโลหิต จากการศึกษาติดตามผลในกลุ่มตัวอย่างจำนวนมากถึง 20,995 คน เป็นเวลายาวนานกว่า 5 ปี พบข้อมูลที่น่าทึ่งว่า กลุ่มคนที่กินโพแทสเซียมอย่างเพียงพอ สามารถช่วยลดและควบคุมความดันโลหิตได้ดีขึ้นถึง 61-88% เลยทีเดียว เนื่องจากโพแทสเซียมทำหน้าที่ช่วยขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ และช่วยลดแรงต้านในผนังหลอดเลือด 2. ไฟเบอร์ (Fiber) เส้นใยอาหารไม่ได้มีดีแค่เรื่องระบบขับถ่ายและการดีท็อกซ์ลำไส้เท่านั้น แต่งานวิจัยชี้ชัดว่าการ เพิ่มปริมาณไฟเบอร์ให้ได้ 28-38 กรัมต่อวัน มีส่วนช่วยลดระดับความดันโลหิตได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและดักจับคอเลสเตอรอลในระบบทางเดินอาหารอีกด้วย 3. วิตามิน D (Vitamin D) ไม่เพียงแค่ช่วยบำรุงกระดูกและเสริมภูมิคุ้มกันเท่านั้น แต่ยังมีงานวิจัยในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะโรคอ้วน…










