เคยนั่งเล่นมือถือเพลิน ๆ รู้ตัวอีกทีมือก็ชาจนแทบกดหน้าจอไม่ไหวไหมครับ? หรือบางทีนั่งพับเพียบคุยกับเพื่อนแป๊บเดียว พอลุกขึ้นมาทีถึงกับร้องจ๊าก เพราะเท้าชาเหมือนมีเข็มเป็นพันเล่มมารุมแทง
อาการชา (Numbness) เป็นหนึ่งในอาการกวนใจที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน เป็นสัญญาณเตือนที่ร่างกายพยายามบอกเราว่าระบบประสาทหรือระบบการไหลเวียนเลือดกำลังมีปัญหา
แต่รู้ไหมครับว่า อาการชาแต่ละส่วนของร่างกาย มีสาเหตุและระดับความรุนแรงที่ต่างกัน วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกทุกอาการชากันครับ
มือชา: อาการสุดฮิตของวัยรุ่นและคนทำงาน
สำหรับใครที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ไถหน้าจอมือถือ หรือทำงานที่ต้องใช้ข้อมือเกร็งในท่าเดิมบ่อย ๆ อาการมือชาคือสิ่งที่คุณไม่อยากเจอที่สุด
สาเหตุหลักของอาการมือชา
เกิดจากการเกร็งมือและขยับข้อมือในท่าเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ส่งผลให้เอ็นข้อมือหนาตัวขึ้น จนไปกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ ทำให้เกิดอาการเส้นประสาทอักเสบตามมา บางคนอาจรู้สึกชาเสียวแปลบที่ปลายนิ้วโป้ง ชี้ กลาง หรือร้าวไปทั้งฝ่ามือได้เลยครับ
วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการมือชา
- ลดการใช้มือชั่วคราว: ควรพักมือจากการจับเมาส์ มือถือ ทุก ๆ 45 นาที ยืดข้อมือและหมุนข้อมือเบา ๆ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
- ทานอาหารที่มีวิตามินบี: โดยเฉพาะวิตามินบี 1, 6 และ 12 ซึ่งมีส่วนช่วยโดยตรงในการบำรุงระบบประสาท และซ่อมแซมปลอกประสาทที่เสียหาย พบมากในเนื้อสัตว์ ไข่ นม ธัญพืช
เท้าชา: สัญญาณเตือนจากการนั่งผิดท่า
บางครั้งท่านั่งยอดฮิตหรือการแต่งตัวสุดชิค ก็อาจทำให้เท้าของเราเกิดอาการชาหนึบจนก้าวขาไม่ออกได้เช่นกัน\n\n
สาเหตุหลักของอาการเท้าชา
มักเกิดจากการนั่งท่าเดิมนาน ๆ เช่น นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ หรือการใส่กางเกงยีนส์รัดรูปจนแน่นเกินไป แล้วไปนั่งยอง ๆ เป็นเวลานาน การทำเช่นนี้จะไปกดทับหลอดเลือด และเส้นประสาทบริเวณขาและสะโพก ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนปลายเท้าไม่สะดวก ส่งผลให้เกิดอาการชาหรือที่เรียกว่าเหน็บกินนั่นเอง
วิธีป้องกันและแก้ไขอาการเท้าชา
- เปลี่ยนท่านั่งบ่อย ๆ: ไม่ควรนั่งทับขา หรือนั่งท่าเดิมเกิน 30 นาที พยายามขยับแข้งขยับขาบ่อย ๆ
- ยืดเส้นทุก ๆ 1 ชั่วโมง: ลุกขึ้นยืน เดินไปกดน้ำ หรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตให้กลับมาเป็นปกติ
- สวมใส่เสื้อผ้าที่สบายตัว: หลีกเลี่ยงการสวมกางเกงที่รัดแน่นจนเกินไป ในวันที่ต้องเดินทางหรือนั่งทำงานนาน
ตัวชาครึ่งซีก: สัญญาณอันตรายขั้นวิกฤตที่ห้ามมองข้าม!
หากอาการชาไม่หยุดแค่ปลายมือปลายเท้า แต่ลุกลามจนกลายเป็นอาการตัวชาครึ่งซีก ไม่ว่าจะซีกซ้ายหรือซีกขวา นี่คือสัญญาณเตือนที่อันตรายถึงชีวิต!
ทำไมถึงน่ากลัว?
อาการชาครึ่งซีกมักมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางหรือสมอง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนอันดับต้น ๆ ของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรืออัมพฤกษ์อัมพาต ซึ่งเกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง หรือมีเลือดออกในสมอง
ข้อควรปฏิบัติเร่งด่วน
หากมีอาการชาครึ่งซีก ร่วมกับอาการปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรงยกไม่ขึ้น หรือเดินเซ ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อรักษา เพราะกรอบเวลาทอง (Golden Hour) 4 ชั่วโมงแรก มีความสำคัญมากในการให้ยาละลายลิ่มเลือด เพื่อลดความเสี่ยงของการเป็นอัมพาต
หน้าชา: อาการเจ็บจี๊ดที่ไม่ได้เกิดจากร่างกาย
อาการชาที่ชวนปวดหัวที่สุด และมักเกิดขึ้นกะทันหันแบบไม่ทันตั้งตัว นั่นคืออาการหน้าชานั่นเอง
สาเหตุของอาการหน้าชา
มักเกิดจากบทสนทนาแทงใจดำ หรือสถานการณ์หน้าแตกยับเยิน เช่น แชทหนักขวาที่คุยมาตั้งนาน อยู่ดี ๆ เขาก็ตอบกลับมาว่า “ขอโทษทำไม เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย\”
เจอประโยคแบบนี้ไป บอกเลยว่าตัวแข็งทื่อ หน้าชาไปถึงทรวงอกข้างซ้ายเลยทีเดียว
วิธีบริหารและบำบัดอาการหน้าชา
- บริหารกล้ามเนื้อหน้าโดยการหัวเราะ: วิธีเยียวยาที่ดีที่สุดคือการส่งเสียง “555555” หรือหัวเราะกลบเกลื่อนรอยร้าวบนใบหน้า ทำเหมือนว่าเราไม่ได้คิดอะไร (ขำแห้ง) เพื่อรักษาฟอร์มเอาไว้ก่อน
- สูดหายใจลึก ๆ แล้วมูฟออน: ยอมรับความจริง ปล่อยวางความเขินอาย แล้วหันกลับมารักตัวเองดีกว่าครับ
อาการชาไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่อวัยวะส่วนไหน ก็คือสัญญาณเตือนที่ชี้ให้เราหันกลับมาดูแลตัวเอง หากเป็นอาการชาทางกายจากการทำงานหรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน (มือชา, เท้าชา) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และกินอาหารบำรุงประสาทก็ช่วยได้
แต่หากเป็นอาการชาครึ่งซีกที่อันตรายถึงชีวิต ต้องรีบพบแพทย์ด่วนที่สุด และใครกำลังเจออาการหน้าชา ก็ขอให้ยิ้มสู้ หัวเราะกลบเกลื่อน แล้วก้าวผ่านไปได้ ด้วยใจที่แข็งแกร่งนะครับ

