Category Archives: Disease

เปียกปอนแต่ต้องรอด รวม 4 โรคฮิตหน้าฝน พร้อมไอเทมกู้ชีพที่ต้องพกติดกระเป๋า

โรคที่มากับฝน.jpg

พอฝนเทลงมาทีไร คนเมืองอย่างเราเป็นอันต้องถอนหายใจยาว ๆ ทุกที เพราะสิ่งที่ตามมาพร้อมกับสายฝนไม่ใช่แค่ความเย็นฉ่ำชื่นใจ แต่คือคอมโบเซ็ตสุดคลาสสิกอย่าง “น้ำท่วม รถติด และสารพัดโรค” ที่พร้อมจะบุกจู่โจมร่างกายเราแบบไม่ทันตั้งตัว ยิ่งในช่วงหน้าฝนที่มีความชื้นสูงและอุณหภูมิแปรปรวนแบบนี้ ร่างกายของเราจะปรับตัวไม่ทัน ทำให้ภูมิคุ้มกันตกและเอื้อต่อการเติบโตของเชื้อโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้หน้าฝนนี้กลายเป็นฝันร้ายและทริปโรงพยาบาล วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเจาะลึก 4 โรคฮิตใกล้ตัวที่มากับหน้าฝน สาเหตุที่คาดไม่ถึง พร้อมแนะไอเทมกู้ชีพที่จะช่วยให้คุณรอดพ้นจากสมรภูมิหน้าฝนนี้ไปได้อย่างปลอดภัยและสตรองที่สุด ทำความรู้จัก 4 โรคฮิตหน้าฝนที่ห้ามละเลย หน้าฝนไม่ได้นำมาแค่ความเฉอะแฉะ แต่ยังพัดพาเอาเชื้อโรค แบคทีเรีย และไวรัสสารพัดชนิดมาสู่ตัวเรา และนี่คือ 4 โรคใกล้ตัวที่เรามักจะเจอกันบ่อยที่สุดในช่วงนี้ 1. โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา (Athlete’s Foot) หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยสำหรับคนเดินถนนที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมขังรอการระบาย การเดินลุยน้ำสกปรกสะสมเป็นเวลานาน แล้วละเลยไม่รีบทำความสะอาดและเช็ดเท้าให้แห้งสนิท ความอับชื้นนี้เองที่เป็นสวรรค์ชั้นยอดของเชื้อรา ทำให้ผิวหนังตามซอกนิ้วเท้าแดง ลอก คันคะเยอ และอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจนอักเสบรุนแรงได้ ไอเทมป้องกัน: “ถุงก๊อบแก๊บ” ในตำนาน (ไอเทมสุดคลาสสิกที่ใช้สวมทับถุงเท้าหรือรองเท้าในยามฉุกเฉิน) หรือ “รองเท้าบู๊ทกันน้ำ” ที่จะช่วยปกป้องเท้าของคุณจากการสัมผัสสิ่งสกปรกโดยตรง 2. โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เมื่อฝนตก อากาศจะเย็นลงพร้อมกับความชื้นในอากาศที่พุ่งสูง…

ส่องกระจกดูลิ้นด่วน สีลิ้นที่เปลี่ยนไป บอกสัญญาณเตือนสุขภาพอะไรบ้าง

ลิ้นที่เปลี่ยนไป บอกอะไรได้บ้าง.jpg

เคยไหมครับ? ตื่นเช้ามาแปรงฟันแล้วลองแลบลิ้นใส่กระจกดู แต่เอ๊ะ! ทำไมวันนี้ลิ้นของเราสีแปลก ๆ ไป ไม่เหมือนเดิม? รู้หรือไม่ว่า ‘ลิ้น’ ไม่ได้มีหน้าที่แค่รับรสชาติอาหารหรือช่วยในการพูดเท่านั้น แต่ลิ้นยังเป็นเสมือน ‘กระจกเงา’ สะท้อนสุขภาพภายในร่างกายของเราได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย หากร่างกายเริ่มมีความผิดปกติ ลิ้นมักจะเป็นอวัยวะแรก ๆ ที่ส่งสัญญาณเตือนออกมาก่อนใคร วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาสวมบทบาทเป็นคุณหมอเฉพาะกิจ เช็กสุขภาพง่าย ๆ ด้วยตัวเองผ่านการสังเกตสีและลักษณะของลิ้นกันครับ มาดูกันว่าลิ้นแบบไหนปลอดภัย และลิ้นแบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ด่วน ลิ้นของคุณกำลังเป็นสีอะไรอยู่? ลองแลบลิ้นออกมาหน้ากระจกในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ แล้วสังเกตดูว่าลิ้นของคุณตรงกับข้อไหนในนี้บ้าง ลิ้นสีชมพู มีเคลือบขาวบาง ๆ (ลิ้นปกติ) หากลิ้นของคุณมีสีชมพูระเรื่อ ดูชุ่มชื้น และมีฝ้าสีขาวบาง ๆ เคลือบอยู่ทั่วผิวลิ้นอย่างสม่ำเสมอ ยินดีด้วยครับ! นี่คือลักษณะของ ‘ลิ้นปกติ’ ที่มีสุขภาพดี ร่างกายของคุณสะอาดสะอ้านและระบบภายในยังทำงานได้เป็นปกติ ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวลเลยครับ ดูแลรักษาความสะอาดแบบนี้ต่อไปนะ ลิ้นสีแดงแป๊ด มีจุด ๆ คล้ายผลสตรอเบอร์รี่ ถ้าลิ้นของคุณเปลี่ยนจากสีชมพู กลายเป็นสีแดงเข้มผิดปกติ แถมยังมีตุ่มพอง ๆ ขึ้นกระจายตัวดูคล้ายกับผิวของผลสตรอเบอร์รี่ (Strawberry Tongue) สัญญาณนี้กำลังบอกว่า:\n ร่างกายอาจกำลังขาดวิตามิน:…

ตัวร้อนจี๋แต่ไม่ได้เป็นไข้ เช็ก 3 สาเหตุใกล้ตัวที่ทำให้อุณหภูมิสูง พร้อมวิธีแก้แบบทันใจ

ตัวร้อนเกินจากอะไรได้บ้าง.jpg

เคยไหม? รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว พอหยิบปรอทมาวัดไข้แล้วตัวเลขพุ่งไปสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ก็พาลคิดไปไกลว่า “เรากำลังจะป่วยหรือเปล่านะ?” หรือ “ร่างกายกำลังโดนเชื้อโรคโจมตีอยู่ใช่ไหม?” แต่ช้าก่อนครับ จริง ๆ แล้ว อาการตัวร้อนหรือการที่อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้แปลว่าคุณกำลังเป็นไข้หวัดจากการติดเชื้อเสมอไป วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาไขข้อข้องใจว่า อาการตัวร้อนเกิดขึ้นจากอะไรได้บ้าง? นอกเหนือจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส พร้อมแชร์วิธีปรับอุณหภูมิร่างกายให้กลับมาเย็นสบาย และแถมท้ายด้วยมุกตลกฮา ๆ สไตล์ Jones’ Salad ที่อาจทำให้คุณต้องร้อนยิ่งกว่าเดิม เมื่อร่างกายไม่ได้ป่วย แต่ทำไมถึงตัวร้อนเกิน 37.5 องศาเซลเซียส? โดยปกติแล้ว อุณหภูมิร่างกายมาตรฐานของคนเราจะอยู่ที่ประมาณ 36.5 – 37.4 องศาเซลเซียส หากวัดได้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส จะเริ่มถือว่าร่างกายมีภาวะตัวร้อนหรือมีไข้ต่ำ ๆ (Low-grade fever) ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงโรคหวัดเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง ร่างกายของเรามีกลไกในการตอบสนองต่อกิจกรรม สิ่งแวดล้อม และสารเคมีบางชนิดที่สามารถทำให้เกิดความร้อนสะสมชั่วคราวได้เช่นกัน โดยมี 3 สาเหตุหลักใกล้ตัวดังนี้ครับ 1. ออกกำลังกายอย่างหนัก (Intense Workout) สำหรับสายรักสุขภาพที่ชอบเข้ายิม…

ท้องเสียบ่อย อย่าคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา รู้จักลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) ภัยเงียบที่อาจถึงขั้นมะเร็ง

ท้องเสียบ่อย อาจเป็นสัญญาณลำไส้อักเสบเรื้อรัง.jpg

เคยไหม? ที่จู่ๆ ก็มีอาการท้องเสียแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย วันนี้ก็ถ่าย พรุ่งนี้ก็ถ่าย จนแทบจะไม่กล้าเดินห่างจากห้องน้ำ หลายคนมักจะคิดไปเองว่าเป็นเพราะธาตุอ่อน หรือแค่อาหารเป็นพิษ กินยาฆ่าเชื้อหรือยาหยุดถ่ายสักพักก็คงหาย แต่รู้หรือไม่ว่า หากคุณมีอาการท้องเสียติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 1 เดือน นั่นอาจไม่ใช่แค่เรื่องท้องเสียธรรมดาๆ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือ IBD (Inflammatory Bowel Disease) ที่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้ ท้องเสียทั่วไป VS ท้องเสียจาก IBD ต่างกันอย่างไร? หลายคนมักสับสนระหว่างอาการท้องเสียปกติกับโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เรามาลองแยกแยะความแตกต่างง่ายๆ เพื่อให้คุณได้สังเกตตัวเองกันดีกว่าครับ โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) มีกี่แบบ? ทางการแพทย์แบ่งโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ตามบริเวณที่เกิดการอักเสบ ดังนี้ครับ 1. โรคข้ออักเสบเฉพาะลำไส้ใหญ่ (Ulcerative Colitis) โรคกลุ่มนี้จะมีการอักเสบและเกิดแผลพุพองเฉพาะบริเวณเยื่อบุผิวของลำไส้ใหญ่เท่านั้น โดยอาการอักเสบจะลุกลามอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทวารหนักขึ้นไปจนถึงลำไส้ใหญ่ส่วนบน 2. โรคโครห์น (Crohn’s Disease) มีความรุนแรงและกระจายตัวกว้างกว่าแบบแรก เพราะสามารถอักเสบได้ทุกส่วนของระบบทางเดินอาหาร ตั้งแต่ช่องปากไปจนถึงทวารหนัก แต่จุดที่พบบ่อยที่สุดคือบริเวณปลายลำไส้เล็กและต้นลำไส้ใหญ่ โดยการอักเสบมักจะเจาะลึกลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อของผนังลำไส้ 5 อาการเตือนภัย!…

น้องชายส่งสัญญาณเตือน! 4 อาการผิดปกติที่หนุ่ม ๆ ห้ามมองข้าม

ปัญหาของอวัยะเพศชายที่ไม่ควรนิ่งดูดาย.jpg

เรื่องสุขภาพของน้องชาย ถือเป็นเรื่องสุดบอบบาง ที่ผู้ชายหลายคนมักเขินอายที่จะพูดถึง หรือบางครั้งเมื่อเกิดอาการผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็มักจะเลือกนิ่งดูดาย ปล่อยทิ้งไว้เพราะคิดว่าจะหายไปเอง แต่รู้หรือไม่ครับว่า อาการเตือนเพียงเล็กน้อยอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่ ที่ส่งผลต่อความมั่นใจและสมรรถภาพทางเพศในระยะยาวได้! วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเช็กสุขภาพน้องชายกับ 4 อาการผิดปกติที่คุณห้ามละเลย พร้อมวิธีดูแลรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อให้น้องชายของคุณกลับมาแข็งแรงและปลอดภัยครับ 1. น้องชายมีอาการคัน และแดง อาการคันและมีรอยแดงบริเวณส่วนปลายของน้องชาย เป็นหนึ่งในอาการเริ่มต้นที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งมักสร้างความรำคาญใจให้หนุ่ม ๆ ไม่น้อยในระหว่างวัน สาเหตุที่พบได้บ่อย: ส่วนใหญ่มักเกิดจากผิวหนังอักเสบ (Balanitis) ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการทำความสะอาดที่ไม่ดีพอ ทำให้มีคราบสกปรกหรือขี้เปียก หมักหมมอยู่ใต้หนังหุ้มปลาย หรืออาจเกิดจากการแพ้สารเคมี เช่น สบู่ที่มีน้ำหอมแรง น้ำยาปรับผ้านุ่มที่ตกค้างในกางเกงใน หรือสารเคมีในเจลหล่อลื่นและถุงยางอนามัย ข้อแนะนำในการดูแลรักษา: 2. คันยิบ ๆ มีผื่นแดง และผิวลอกเป็นขุย หากอาการคันเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมกับมีผื่นแดงขยายวงกว้างตามขาหนีบ และบางครั้งมีผิวลอกเป็นขุยขาว ๆ นี่คือสัญญาณเตือนว่าน้องชายของคุณกำลังโดนคุกคามแล้ว สาเหตุที่พบได้บ่อย: อาการนี้มักเกิดจากโรคผิวหนังที่เรียกว่าสังคัง หรือการติดเชื้อราในร่มผ้า ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการที่น้องชายเผชิญกับสภาวะอับชื้นบ่อย ๆ เช่น การสวมกางเกงในที่รัดแน่นเกินไป การใส่เสื้อผ้าซ้ำ…

เปลี่ยนวิกฤตฝุ่นม่วง เผยผลทดสอบ หน้ากากอนามัยธรรมดาก็กรอง PM2.5 ได้ดีกว่าที่คิด

อยู่โซนฝุ่นม่วงก็หายใจแบบฝุ่นเหลืองได้ แค่ใส่หน้ากากอนามัย.jpg

ตื่นเช้ามาลืมตาดูแอปวัดค่าอากาศทีไร หัวใจแทบวาย! ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับกลายเป็นสีม่วง (Purple Zone) สะท้อนถึงวิกฤตฝุ่นพิษ PM2.5 ที่อยู่ในขั้นอันตราย หลายคนอาจกำลังวิตกกังวลว่า ถ้าไม่มีหน้ากาก N95 ราคาแพง หรือไม่มีเครื่องฟอกอากาศล้ำ ๆ เราจะเอาชีวิตรอดจากฝุ่นร้ายนี้อย่างไร? วันนี้ลุงมีข้อมูลดี ๆ จากผลการทดสอบเชิงวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้คุณอุ่นใจขึ้น เพราะแค่หน้ากากอนามัยทั่วไป (Surgical Mask) ที่เราหาซื้อได้ง่าย ๆ ก็มีพลังวิเศษที่ช่วยให้คุณกลับมาหายใจได้โล่งปอดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ผลทดสอบชี้ หน้ากากอนามัยธรรมดา เปลี่ยนฝุ่นโซนสีม่วง สู่โซนสีเหลือง เชื่อว่าหลายคนอาจเคยตั้งข้อสงสัยว่า หน้ากากอนามัยสีฟ้าหรือสีเขียวธรรมดาที่เราใช้กัน สามารถกันฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ได้จริงไหม? ล่าสุดทีมวิจัยได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพการใส่หน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐาน เพื่อหาคำตอบในเรื่องนี้ ผลลัพธ์คือมันสามารถกรองฝุ่น PM2.5 จากระดับสีม่วงเข้มที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ให้ลดลงมาเหลือเพียงระดับสีเหลืองซึ่งเป็นระดับปานกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ เค้าพิสูจน์กันยังไง? เพื่อความโปร่งใสและแม่นยำ ทีมวิจัยได้ออกแบบชุดทดสอบระบบระบายอากาศและวัดปริมาณฝุ่นอย่างเป็นระบบ โดยมีส่วนประกอบและการทำงานหลัก ๆ 3 ส่วน ดังนี้ จากตัวเลขข้างต้น คิดเป็นประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละอองได้สูงถึงประมาณ 83% เลยทีเดียว จากระดับสีม่วงที่สูดเข้าไปแล้วแสบคอ กลายมาเป็นระดับสีเหลืองที่ปลอดภัยต่อระบบทางเดินหายใจของเรามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ใช่หน้ากากทุกชิ้นจะกันฝุ่นได้เท่ากัน แม้ผลการทดสอบจะออกมาน่าประทับใจ…

กินยาฆ่าเชื้อแล้วท้องเสีย? เผยสาเหตุลำไส้พัง พร้อมวิธีฟื้นฟูให้กลับมาแข็งแรง

ท้องเสียเพราะกินยาฆ่าเชื้อ ลำไส้อ่อนแอ แก้ยังไงดี.jpg

เคยเป็นไหมครับ? เวลาเจ็บป่วยจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ว่าจะเป็นอาการทอนซิลอักเสบ ท้องเสียจากอาหารเป็นพิษ หรือมีแผลอักเสบ พอไปหาหมอแล้วได้ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะมารับกินจนหายดี แต่อยู่ ๆ กลับมีอาการของแถมที่ไม่พึงประสงค์อย่างอาการท้องเสีย ถ่ายเหลว และท้องอืดตามมาซะอย่างนั้น อาการท้องเสียหลังกินยาฆ่าเชื้อไม่ใช่เรื่องแปลก และเกิดขึ้นกับคนจำนวนมากครับ วันนี้ลุงจะมาเจาะลึกว่า ทำไมยาที่ช่วยรักษาโรคถึงกลับเป็นตัวการทำให้ลำไส้เราอ่อนแอ และเราจะใช้วิธีไหนกู้คืนระบบขับถ่ายให้กลับมาสมดุลและแข็งแรงได้อีกครั้ง เปิดกลไกทำไมกินยาฆ่าเชื้อแล้วต้องท้องเสีย? เมื่อเรากินยาปฏิชีวนะเข้าไป ร่างกายของเราจะเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อลำไส้โดยตรงผ่าน 4 ขั้นตอนดังนี้ครับ 3 คีย์เวิร์ดสำคัญ ฟื้นฟูลำไส้ระหว่างและหลังกินยาฆ่าเชื้อ เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพลำไส้ให้กลับมาแข็งแรงและทำงานได้อย่างปกติ นี่คือ 3 สิ่งสำคัญที่คุณควรรับประทานทั้งในระหว่างที่กินยาและหลังกินยาปฏิชีวนะหมดแล้วครับ 1. โพรไบโอติกส์ (Probiotics) การเติมจุลินทรีย์ดีกลับคืนสู่ลำไส้เปรียบเสมือนการส่งทหารฝีมือดีเข้าไปกู้เอกราชคืน มีผลวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่า การกินโพรไบโอติกส์ในช่วงที่ต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการท้องเสียได้สูงถึง 66% และช่วยเร่งคืนความสมดุลให้กับลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ไฟเบอร์ (Fiber) ไฟเบอร์หรือใยอาหาร เปรียบเสมือนอาหารจานโปรด (Prebiotics) ของจุลินทรีย์ดี การกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูงจะช่วยกระตุ้นให้จุลินทรีย์ดีที่เหลืออยู่เติบโตและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งไฟเบอร์ยังช่วยเพิ่มมวลอุจจาระ ทำให้อุจจาระจับตัวเป็นก้อน ลดอาการถ่ายเหลวได้เป็นอย่างดี 3. วิตามิน K (Vitamin K) หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า…

6 สารอาหารต้านความดันสูงตามงานวิจัย ที่คนรักสุขภาพห้ามพลาด

สารอาหาร ต้านความดันสูง.jpg

รู้หรือไม่ว่า “โรคความดันโลหิตสูง” คือฆาตกรเงียบตัวฉกาจที่คอยคุกคามร่างกายของเราอยู่เงียบๆ โดยไม่แสดงอาการเตือนล่วงหน้า! หลายคนพยายามหาวิธีควบคุมระดับความดัน ทั้งกินยาลดความดัน คุมอาหารอย่างเคร่งครัด แต่รู้ไหมว่าจริง ๆ แล้ว “การเลือกทานสารอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสม” มีส่วนช่วยลดความดันโลหิตให้ดีขึ้นได้อย่างน่าทึ่ง และปลอดภัยต่อร่างกายในระยะยาวด้วยครับ วันนี้ลุงมีข้อมูลดี ๆ จากงานวิจัยทางการแพทย์ที่น่าสนใจมาชี้เป้า 6 สารอาหารต้านความดันสูง ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยปรับระดับความดันโลหิตให้ดีขึ้นได้ 6 สารอาหารต้านความดันสูงตามงานวิจัย 1. โพแทสเซียม (Potassium) สารอาหารพระเอกตลอดกาลสำหรับการลดความดันโลหิต จากการศึกษาติดตามผลในกลุ่มตัวอย่างจำนวนมากถึง 20,995 คน เป็นเวลายาวนานกว่า 5 ปี พบข้อมูลที่น่าทึ่งว่า กลุ่มคนที่กินโพแทสเซียมอย่างเพียงพอ สามารถช่วยลดและควบคุมความดันโลหิตได้ดีขึ้นถึง 61-88% เลยทีเดียว เนื่องจากโพแทสเซียมทำหน้าที่ช่วยขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ และช่วยลดแรงต้านในผนังหลอดเลือด 2. ไฟเบอร์ (Fiber) เส้นใยอาหารไม่ได้มีดีแค่เรื่องระบบขับถ่ายและการดีท็อกซ์ลำไส้เท่านั้น แต่งานวิจัยชี้ชัดว่าการ เพิ่มปริมาณไฟเบอร์ให้ได้ 28-38 กรัมต่อวัน มีส่วนช่วยลดระดับความดันโลหิตได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและดักจับคอเลสเตอรอลในระบบทางเดินอาหารอีกด้วย 3. วิตามิน D (Vitamin D) ไม่เพียงแค่ช่วยบำรุงกระดูกและเสริมภูมิคุ้มกันเท่านั้น แต่ยังมีงานวิจัยในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะโรคอ้วน…

ปวดเข่าแบบนี้ เสี่ยงเป็นอะไร?

“ปวดเข่า” คงเป็นเรื่องที่หลายคนคงเคยเป็นมาแล้วหรือมีคนใกล้ตัวบ่นบ่อยๆใช่มั้ยครับ บางครั้งอาการปวดเข่าก็มาแป๊บเดียวแล้วหายไป บางทีก็ปวดไปนานหลายวัน

ชาร้าวลงขา อาการชา ๆ ที่ไม่ควรเฉยชา

เคยไหมครับ? เดินๆ อยู่แล้วปวดซี๊ดตรงช่วงหลัง ไล่ลงมาสะโพก ลามลงไปยันขา มีอาการชาๆ เหมือนเข็มทิ่มที่ขาด้วย บางครั้งก็ลามมาข้างเดียว บ้างก็มาสองข้าง