Tag Archives: ความงาม

นี่แดดเมืองไทยหรือนรก? เช็กระดับผิวไหม้แดด พร้อมวิธีกู้ผิวพังให้กลับมาปังใน 3 ขั้นตอน

ตากแดดจนผิวไหม้ ทำยังไงดี.jpg

แดดเมืองไทยร้อน จนเหมือนซ้อมตกนรก เดินไปข้างนอกไม่กี่นาที รู้ตัวอีกทีผิวก็เปลี่ยนสี แถมยังมีอาการผิวไหม้แดด (Sunburn) ยิ่งช่วงที่ค่า UV Index พุ่งสูงทะลุหลอด ก็แทบไม่มีใครรอดจากการโดนแดดทำร้าย วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเช็กอาการว่า ผิวที่โดนแดดแผดเผาของคุณตอนนี้ชำรุดอยู่เลเวลไหน พร้อมวิธีการกู้ผิวพังให้กลับมาสวยใส สุขภาพดีแบบเร่งด่วน เช็กด่วนว่าผิวของคุณไหม้แดดเลเวลไหน? มาประเมินก่อนว่าผิวของเราได้รับความเสียหายแค่ไหน เพื่อจะได้เลือกวิธีดูแลรักษาได้อย่างตรงจุด โดยสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของผิวไหม้แดดออกเป็น 3 เลเวล ดังนี้ Lv. 1: ผิวแดงคล้ำ (แสบเบาๆ พอหยิกๆ) เลเวลนี้ถือเป็นระดับเริ่มต้นที่เป็นกันบ่อยสุด ผิวจะมีลักษณะแดงคล้ำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเม็ดสีเมลานินทำงานหนัก และอาจจะรู้สึกแสบผิวเล็กน้อยเวลาเสื้อผ้าเสียดสี ผิวเลเวลนี้จะใช้เวลาฟื้นตัวเพียงแค่ 3-5 วัน ก็จะค่อยๆ ดีขึ้น และกลับมาเป็นปกติได้เอง Lv. 2: ผิวบวมแดง (แตะทีมีสะดุ้ง!) ผิวเลเวลนี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนสีธรรมดา แต่จะเริ่มมีอาการบวมแดงร่วมด้วย และจะรู้สึกแสบจี๊ดๆ ทุกครั้งที่ไปสัมผัสโดน สำหรับใครที่อยู่เลเวลนี้ ต้องใจเย็น และให้เวลาร่างกายหน่อย เพราะผิวต้องใช้เวลาซ่อมแซมตัวเองประมาณ 1 สัปดาห์เต็มๆ อาการบวมแดงถึงจะค่อยๆ บรรเทาลง Lv. 3:…

กินหวานไประวังแก่ เผยตัวร้ายทำลายผิว พร้อมวิธีโกงอายุเซลล์ให้หน้าเด็กสวนทางวัย

กินหวานมากไป ระวังแก่.jpg

เคยสงสัยไหม ทำไมประโคมสกินแคร์ราคาแพง แต่ริ้วรอยก็ยังถามหา แถมหน้าดูหมองคล้ำไม่สดใส? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ครีมบำรุง แต่อยู่ในอาหารที่คุณกินต่างหาก โดยเฉพาะสายหวานที่ต้องมีชาไข่มุก บิงซู ขนมเค้ก หรือน้ำหวานตกถึงท้องทุกวัน บอกเลยว่าคุณกำลังรับยาเร่งแก่เข้าร่างกายแบบไม่รู้ตัว วันนี้ลุงจะพาทุกคนมาเจาะลึกว่า ทำไมการกินหวานถึงทำให้เราแก่เร็ว? พร้อมแจกสูตรการควบคุมน้ำตาลที่จะช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้ผิวกลับมาเด้งฟูอีกครั้ง ทำไมความหวานถึงเปลี่ยนหน้าใสให้กลายเป็นหน้าแก่? หลายคนทราบดีว่าการกินหวานทำให้อ้วน และเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน แต่รู้หรือไม่ว่า น้ำตาลคือศัตรูตัวฉกาจอันดับหนึ่งของผิว เมื่อเรากินของหวานๆ กระบวนการทำร้ายผิวจะเริ่มทำงานเงียบๆ ภายในร่างกายของเราดังนี้ เคล็ดลับลดหวาน โกงอายุผิวที่ทำได้จริง หากไม่อยากให้หน้าล้ำอายุจริง การปรับพฤติกรรมการกินคือทางออกที่มีประสิทธิภาพและประหยัดที่สุด 1. คุมโควต้าน้ำตาลไม่เกิน 24 กรัมต่อวัน เพื่อผิวที่ดีและร่างกายที่แข็งแรง ควรจำกัดปริมาณการกินน้ำตาลให้ไม่เกินวันละ 24 กรัม (หรือประมาณ 6 ช้อนชา) การควบคุมน้ำตาลในปริมาณนี้จะช่วยลดการเสื่อมของเซลล์ผิวได้สูงถึง 25% เลยทีเดียว ยิ่งลดหวาน ผิวก็ยิ่งได้พักผ่อนและฟื้นฟูตัวเองได้ดียิ่งขึ้น 2. งดน้ำอัดลม ชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้ถึง 4.6 ปี น้ำอัดลมและน้ำหวานคือตัวการใหญ่ที่ส่งน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายแบบเต็มสูบ การงดดื่มน้ำอัดลมจะช่วยลดภาระของร่างกายและชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้ถึง 4.6 ปี การลงทุนกับผิวพรรณที่ดีที่สุด ไม่ใช่การซื้อครีมราคาหลักหมื่น แต่อยู่ที่การเลือกตักอาหารเข้าปากในแต่ละวัน การลดความหวานอาจจะเป็นเรื่องยากและทรมานใจในช่วงแรก…

หน้าพังไม่รู้ตัว เปิดกรุเช็กวันหมดอายุเครื่องสำอาง ชิ้นไหนควรทิ้ง ชิ้นไหนยังไปต่อได้

เครื่องสำอางที่ใช้ หมดอายุแล้วหรือยัง.jpg

บนโต๊ะเครื่องแป้งของคุณมีเครื่องสำอางอยู่กี่ชิ้น? ทั้งลิปสติกสีโปรดที่ซื้อมาซ้ำๆ อายแชโดว์พาเลตต์สุดวิบวับที่นานๆ ทีจะได้แต่ง หรือมาสคาร่าแท่งเก่งที่หยิบใช้ทุกวัน สำหรับสายบิวตี้แล้ว การสะสมเครื่องสำอางถือเป็นความสุขอย่างหนึ่ง แต่รู้หรือไม่ว่าเครื่องสำอางที่เราใช้อยู่ทุกวันก็มีอายุขัยของมันเหมือนกัน และหากเรายังฝืนใช้ต่อไปแทนที่จะได้ความสวยสะดุดตา อาจจะได้หน้าพัง และสิวอุดตันกลับมาแทน วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเปิดกรุโต๊ะเครื่องแป้ง เพื่อเช็กว่าเครื่องสำอางที่ใช้อยู่เนี่ยหมดอายุหรือยัง พร้อมวิธีสังเกตลักษณะการเปลี่ยนแปลงง่ายๆ ที่คุณสามารถเช็กได้ทันทีครับ ทำไมเครื่องสำอางถึงมีวันหมดอายุ หลายคนอาจคิดว่า ตราบใดที่เนื้อครีมไม่เปลี่ยนสี หรือกลิ่นไม่เหม็นหืน ก็ยังสามารถใช้งานได้ปกติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทันทีที่เราเปิดฝาใช้งาน เครื่องสำอางจะเริ่มสัมผัสกับอากาศ นิ้วมือ และแปรงแต่งหน้า ซึ่งเป็นตัวนำพาสิ่งสกปรกและแบคทีเรียเข้าไปสะสม แม้ภายนอกจะดูปกติดี แต่สารเคมีและสารบำรุงบางอย่างอาจเสื่อมสภาพโดยที่เราไม่ได้สังเกตเห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งนี่แหละคือตัวการเงียบที่ทำร้ายผิวหน้าของเรา เครื่องสำอางแต่ละประเภทอยู่ได้นานแค่ไหน เครื่องสำอางแต่ละประเภทมีอายุการใช้งานหลังเปิดใช้ (Period After Opening) ที่แตกต่างกัน มาดูกันดีกว่าว่าไอเทมชิ้นโปรดของคุณอยู่ได้นานแค่ไหน มีลักษณะอย่างไรเมื่อหมดอายุ มาสคาร่า (Mascara) มาสคาร่าถือเป็นไอเทมที่มีอายุการใช้งานสั้นที่สุด เนื่องจากหัวแปรงต้องดึงเข้าออกบ่อยๆ ทำให้สัมผัสกับอากาศและแบคทีเรียได้ง่าย อีกทั้งยังใช้กับบริเวณที่บอบบางอย่างดวงตา จึงต้องระวังเป็นพิเศษ รองพื้น (Foundation) งานผิวอย่างรองพื้นสูตรน้ำหรือเนื้อลิควิด หากเก็บรักษาไม่ดีหรือปล่อยให้โดนความร้อน สารประกอบในรองพื้นจะเริ่มเสื่อมสภาพและแยกตัวออกจากกัน ลิปสติก (Lipstick) ลิปสติกแท่งโปรดที่สัมผัสกับริมฝีปากและน้ำลายของเราบ่อยครั้ง แม้จะดูใช้ได้นาน แต่ก็มีขีดจำกัดเช่นกัน ดินสอเขียนคิ้ว…

กำจัดขนวิธีไหนดี? โกน ถอน แวกซ์ ครีม เลเซอร์ เลือกแบบไหนให้ผิวเรียบเนียนไร้ตอ

กำจัดขน วิธีไหนดี.jpg

เบื่อไหมกับปัญหาขนกวนใจ? ไม่ว่าจะเป็นขนรักแร้ ขนแขน ขนขา หรือขนส่วนไหน ๆ ที่มักจะโผล่มาทักทายจนทำให้เราหมดความมั่นใจในการแต่งตัว จะสวมเสื้อแขนกุดหรือกางเกงขาสั้นโชว์ผิวสวย ๆ ทั้งทีก็ต้องคอยกังวลใจอยู่ตลอด เวลาคิดจะกำจัดขนทิ้ง หลายคนก็มักจะเกิดคำถามในหัวว่า “แล้วเราควรกำจัดขนด้วยวิธีไหนดีที่สุด?” เพราะหันไปทางไหนก็มีตัวเลือกเต็มไปหมด ทั้งโกน ถอน แวกซ์ ทาครีม หรือแม้กระทั่งการเลเซอร์ วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึก 5 วิธีกำจัดขนยอดฮิต โดยรวบรวมข้อมูลแบบละเอียดยิบ ทั้งข้อดี ข้อแนะนำ และระยะเวลาความเนียนหลังทำ เพื่อช่วยให้คุณเลือกวิธีที่ใช่และตอบโจทย์สภาพผิวของคุณมากที่สุดกันครับ 5 วิธีกำจัดขนยอดฮิต 1. การโกน (Shaving) ง่าย รวดเร็ว ทันใจในชั่วโมงเร่งด่วน วิธียอดนิยมอันดับหนึ่ง เพราะสะดวกและรวดเร็วที่สุดในเวลาที่ต้องการความมั่นใจแบบเร่งด่วน 2. ครีมกำจัดขน (Hair Removal Cream) สลายขนแบบชิล ๆ เจ็บน้อยที่สุด ทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ชอบความเจ็บปวด และไม่อยากเสี่ยงโดนมีดโกนบาดผิว โดยใช้สารเคมีเข้าไปทำปฏิกิริยาให้เส้นขนอ่อนตัวลงและเช็ดออกได้ง่าย 3. การแวกซ์ (Waxing) ถอนรากถอนโคน ขนขึ้นใหม่นุ่มนิ่ม การกำจัดขนด้วยการใช้แผ่นแวกซ์ร้อนหรือแวกซ์เย็นแปะลงบนผิวแล้วดึงออกอย่างรวดเร็วเพื่อถอนขนออกมาพร้อมกันทีละมาก ๆ…

ต่างวัย ผิวต่างความต้องการ คู่มือดูแลผิวให้สวยสมวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงวัยเก๋า

ต่างวัย ต้องดูแลผิวต่างกันยังไง.jpg

เคยสงสัยไหมว่าทำไมครีมบำรุงผิวกระปุกเดิมที่เคยใช้ดีในอดีต พอเวลาผ่านไปกลับไม่ตอบโจทย์ผิวของเราอีกต่อไป? นั่นเป็นเพราะผิวหนังของเราเป็นอวัยวะที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามอายุที่เพิ่มขึ้น ความต้องการสารอาหาร การปกป้อง และการฟื้นฟูของผิวในแต่ละช่วงวัย จึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การดูแลผิวด้วยวิธีเดิม ๆ ไปตลอดชีวิตจึงอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด วันนี้ลุงจะพาไปเจาะลึกเคล็ดลับการดูแลผิวให้เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ เพื่อให้ผิวของคุณได้รับการปรนนิบัติอย่างตรงจุดและมีสุขภาพดีที่สุดในทุกช่วงเวลาของชีวิตกันครับ ช่วงวัย 0-3 ปี: วัยแรกเกิดกับผิวบอบบางที่ต้องปกป้องเป็นพิเศษ ผิวของเด็กทารกในช่วงอายุ 0-3 ปีนั้นมีความบอบบางและเกิดการระคายเคืองได้ง่ายมาก เนื่องจากโครงสร้างผิว และเกราะป้องกันผิวยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทำให้สูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย และไวต่อสิ่งเร้าภายนอกรอบตัว ช่วงวัย 10-19 ปี: วัยรุ่นวุ่นเรื่องสิว กับการควบคุมความมันส่วนเกิน เมื่อก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ฮอร์โมนในร่างกายจะเริ่มปรับเปลี่ยน และกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ ส่งผลให้ผิวของวัยนี้มักจะมีลักษณะมันเยิ้มและชุ่มชื้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงวัยที่เกิดปัญหาสิวอุดตันและสิวอักเสบได้ง่ายที่สุด ช่วงวัย 20-39 ปี: วัยทำงานกับการชะลอความเสื่อมโทรมและป้องกันริ้วรอยแรกเริ่ม นี่คือช่วงเวลาที่ผิวเริ่มส่งสัญญาณเตือนแรกเริ่มของความร่วงโรย เมื่อก้าวสู่วัยยี่สิบตอนปลาย กระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติจะเริ่มช้าลง ส่งผลให้ผิวเริ่มดูหมองคล้ำ ไม่สดใสเปล่งปลั่งเหมือนเก่า และเริ่มสูญเสียคอลลาเจนทีละน้อย ช่วงวัย 40-60 ปี: วัยผู้ใหญ่กับการกู้คืนความชุ่มชื้นและเติมเต็มร่องลึก เมื่ออายุแตะเลข 4 ผิวจะเริ่มแห้งกร้านอย่างเห็นได้ชัดและขาดความชุ่มชื้นอย่างรุนแรง เนื่องจากกระบวนการผลิตน้ำมันใต้ผิวลดลงอย่างมาก ส่งผลให้เกิดริ้วรอย ร่องลึก บริเวณหางตา ร่องแก้ม…

ขนตูดมีไว้ทำไม? เรื่องธรรมชาติสุดลับที่วิทยาศาสตร์ยังต้องกุมขมับ

ขนตรงตูดมีไว้ทำไม.jpg

เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมร่างกายมนุษย์เราที่วิวัฒนาการมาจนแทบจะไม่เหลือขนตามตัวเหมือนลิง แต่กลับยังมี “เส้นขน” เจ้ากรรมนายเวรกลุ่มหนึ่งที่ยังคงเหนียวแน่นและปักหลักอยู่ตรง “ร่องตูด” อย่างไม่ยอมไปไหน? เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเกิดคำถามนี้ในใจเวลาอาบน้ำ หรือตอนที่รู้สึกคันยุบยิบในที่อับสายตาจนอยากจะตะโกนถามฟ้าดิน เรื่องนี้ไม่ได้ทะลึ่ง แต่มันคือเรื่องของชีววิทยาและธรรมชาติที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะขนาดนักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันที่สามารถส่งยานอวกาศไปนอกโลกได้ ก็ยังไม่สามารถฟันธงตอบแบบ 100% ได้เลยว่าขนตูดมีไว้ทำไมกันแน่ แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ตั้งข้อสันนิษฐานรวมถึงทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับขนตูดเอาไว้อย่างน่าสนใจ วันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกความลับใต้ร่มผ้านี้กันครับ 3 ทฤษฎี ขนตูดมีไว้ทำไม? ถึงแม้จะยังไม่มีคำตอบที่ยืนยันได้อย่างแน่นอนทางวิทยาศาสตร์ แต่เหล่านักชีววิทยาและผู้เชี่ยวชาญก็ได้แบ่งปันสมมติฐานที่จับต้องได้ออกเป็น 3 ทฤษฎีหลัก ๆ ดังนี้ 1. ตัวช่วยดักกลิ่น ฟังดูอาจจะแปลก ๆ แต่ทฤษฎีแรกระบุว่า ขนบริเวณก้นมีหน้าที่ช่วย “กักเก็บกลิ่น” ครับ โดยธรรมชาติแล้ว บริเวณรอบ ๆ รูขุมขนตรงร่องก้นจะมีต่อมไขมันที่ผลิตไขมัน (Sebum) และเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียเฉพาะตัว ขนตูดจึงทำหน้าที่เหมือนแผ่นฟิลเตอร์ธรรมชาติที่ช่วยกักเก็บไขมันและแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นเหล่านี้เอาไว้ ไม่ให้กลิ่นฟุ้งกระจายออกไปรบกวนคนรอบข้างได้ง่าย ๆ หรือพูดง่าย ๆ คือช่วยซับกลิ่นเฉพาะตัวเอาไว้ให้อยู่ในที่ของมันนั่นเอง 2. ลดแรงเสียดสีระหว่างแก้มก้น ลองจินตนาการดูว่าในแต่ละวันเราต้องเดิน วิ่ง…

ขนหนา-ขนหยิกมีดีกว่าที่คิด เปิดประโยชน์สุดว้าวของเส้นขนที่ธรรมชาติคิดมาให้แล้ว

ประโยชน์ของขนในจุดต่าง ๆ.jpg

เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมร่างกายของเราถึงต้องมี “เส้นขน” ขึ้นตามจุดต่าง ๆ เต็มไปหมด? หลายคนอาจจะรู้สึกรำคาญใจจนต้องคอยโกน คอยแว็กซ์ หรือเลเซอร์ออกอยู่บ่อย ๆ เพื่อความเรียบเนียนและเพิ่มความมั่นใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ธรรมชาติไม่ได้สร้างเส้นขนเหล่านี้ขึ้นมาเล่น ๆ ทุกเส้นขนนบนร่างกายล้วนมีหน้าที่สำคัญและแฝงไปด้วยประโยชน์ที่คุณอาจคาดไม่ถึง วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกเรื่องราวของ “เส้นขน” ใน 4 จุดสำคัญของร่างกาย และอาจจะเปลี่ยนใจหันมารักเส้นขนของตัวเองมากขึ้นอย่างแน่นอน 1. ขนจมูก เริ่มต้นกันที่ขนในที่ลับที่ชอบแอบโผล่ออกมาทักทายชาวโลกอย่าง “ขนจมูก” แม้ว่าหลายคนจะมองว่ามันทำให้เสียบุคลิกจนต้องคอยเล็มออก แต่รู้หรือไม่ว่าขนจมูกนี่แหละคือฮีโร่เงียบที่ช่วยปกป้องปอดของเราในทุก ๆ วินาที 2. ขนรักแร้ มาต่อกันที่ขนรักแร้ ปัญหากวนใจของใครหลายคนโดยเฉพาะสาว ๆ ที่มักจะกำจัดทิ้งเพื่อความมั่นใจเวลาใส่เสื้อสายเดี่ยว แต่ในทางชีววิทยาแล้ว ขนรักแร้ทำหน้าที่สำคัญในการปกป้องผิวหนังบริเวณข้อต่อที่บอบบางมาก ๆ 3. ขนหน้าแข้ง สำหรับหนุ่ม ๆ ขนหน้าแข้งอาจจะแสดงถึงความเข้ม แต่สำหรับสาว ๆ หลายคนอาจมองว่าเป็นอุปสรรคในการใส่กางเกงขาสั้น อย่างไรก็ตาม ขนหน้าแข้งนั้นทำหน้าที่เป็นเหมือนระบบเซนเซอร์อัจฉริยะให้กับร่างกายของเรา 4. ขนหมออ้อย ปิดท้ายด้วยขนในบริเวณที่ลับที่สุดอย่าง “ขนหมออ้อย” หรือขนบริเวณอวัยวะเพศ ที่หลายคนอาจจะรู้สึกเขินอายที่จะพูดถึง แต่บอกเลยว่าน้องมีประโยชน์ที่สำคัญมากต่อสุขอนามัยและการดำเนินชีวิต…

โกนขนบ่อย ขนยิ่งหนา ผิวหนังไก่ จริงหรือมโน? พร้อมทริคโกนให้ผิวเนียนกริบ

โกนขนบ่อย ๆ จะเป็นแบบนี้ไหมนะ.jpg

สำหรับสาว ๆ หรือหนุ่ม ๆ คนไหนที่รักการมีผิวเรียบเนียนไร้ขนกวนใจ “การโกน” คงเป็นวิธียอดฮิตอันดับต้น ๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะทั้งสะดวก รวดเร็ว ประหยัด และไม่เจ็บตัวเหมือนการแว็กซ์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มักจะมีเสียงเตือนตามมาเสมอว่า “อย่าโกนบ่อยนะ เดี๋ยวขนจะหนาเป็นตอ” หรือ “โกนระวังผิวเป็นหนังไก่ไม่รู้ด้วยนะ” คำเตือนเหล่านี้ทำเอาหลายคนถึงกับลังเลและไม่กล้าหยิบมีดโกนขึ้นมาใช้ วันนี้ลุงจะมาสวมบทเป็นนักสืบสายบิวตี้ พาไปเจาะลึกและไขข้อข้องใจกันแบบชัด ๆ ว่า ความเชื่อเรื่องการโกนขนเหล่านี้ เรื่องไหนคือเรื่องจริง และเรื่องไหนเป็นแค่เรื่องมโน พร้อมแจกสูตรลับวิธีโกนขนอย่างไรให้ผิวเรียบเนียน หมดปัญหาผิวหนังไก่อย่างเด็ดขาด 3 ความเชื่อเรื่องการโกนขน เรื่องไหนจริง เรื่องไหนแกง? มาดูกันทีละข้อเลยว่า ความเชื่อยอดฮิตเกี่ยวกับการโกนขนที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ นั้น ทางวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญเขาว่าอย่างไรกันบ้าง 1. โกนขนบ่อย ขนจะขึ้นเร็วขึ้น? หลายคนรู้สึกว่าพอโกนขนเสร็จปุ๊บ ผ่านไปแค่วันสองวันขนก็เริ่มขึ้นมาทักทายอีกแล้ว จนคิดไปเองว่าการโกนไปกระตุ้นให้ขนยาวเร็วขึ้น แต่ในความจริงแล้ว “ไม่จริง” อัตราการเจริญเติบโตของเส้นขนนั้นถูกควบคุมโดยฮอร์โมนและพันธุกรรมของแต่ละคน การโกนเป็นเพียงการตัดเส้นขนที่อยู่เหนือชั้นผิวหนังเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อรากขนใต้ผิวหนังเลย ขนของคุณยังคงยาวในอัตราปกติ เพียงแต่ที่เรารู้สึกว่ามันขึ้นเร็ว เพราะเราเห็นมันตั้งแต่ตอนที่มันเพิ่งเริ่มโผล่พ้นผิวหนังขึ้นมาใหม่ ๆ…

ทาสกินแคร์แค่ไหนดี ไกด์ไลน์ตวงครีมให้ผิวสวยเป๊ะ ไม่เยิ้ม ไม่เปลืองเงิน

ควรทาสกินแคร์แค่ไหนดี.jpg

เคยไหม? ซื้อครีมบำรุงราคาแพงแสนแพงมาใช้ แต่ผลลัพธ์กลับไม่ปังอย่างที่คิด หรือบางทีทาไปไม่กี่วันหน้าก็เยิ้มจนสิวอุดตันบุกเต็มหน้า ปัญหานี้อาจไม่ได้เกิดจากสกินแคร์ไม่ดี แต่อาจเป็นเพราะคุณกำลังใช้ในปริมาณที่ผิดต่างหาก การทาสกินแคร์น้อยเกินไปก็ทำให้ผิวไม่ได้รับการบำรุงจนเห็นผลช้า ส่วนการประโคมโบกเยอะเกินไปก็ทำให้ผิวอุดตันระคายเคือง แถมยังสิ้นเปลืองเงินในกระเป๋าโดยใช่เหตุ วันนี้ลุงเลยมัดรวม คู่มือตวงสกินแคร์ ฉบับเข้าใจง่ายที่จะช่วยให้คุณบำรุงผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คุ้มค่าทุกหยด และได้ผลลัพธ์ผิวสวยสุขภาพดีแบบเต็มร้อยมาฝากกัน ทาแค่ไหนถึงจะพอดี และได้ผลดีที่สุด? 1. โฟมล้างหน้า ขั้นตอนแรกของการมีผิวใสคือการทำความสะอาดผิวหน้า ปริมาณโฟมล้างหน้าที่เหมาะสมคือ 2 เซนติเมตร (หรือประมาณ 1 ข้อนิ้วมือ) ปริมาณเท่านี้จะช่วยให้เกิดฟองหนานุ่มที่เพียงพอต่อการชะล้างสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้าได้อย่างหมดจด โดยไม่ทำร้ายเกราะป้องกันผิวและไม่ทำให้ผิวแห้งตึงจนเกินไป 2. โทนเนอร์ เพื่อปรับสภาพผิวหลังล้างหน้าและเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงขั้นต่อไป ให้หยดโทนเนอร์ลงบนสำลีจน ชุ่มพอดี 1 แผ่น ไม่ควรประหยัดจนสำลีแห้งเกินไปเพราะแรงเสียดสีจากแผ่นสำลีอาจบาดผิวจนอักเสบ และไม่ควรเทจนเปียกโชกเกินไปเพราะจะทำให้สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ 3. เซรั่ม เซรั่มเป็นสกินแคร์ที่มีโมเลกุลขนาดเล็กและมีความเข้มข้นของสารบำรุงสูงมาก ดังนั้นใช้เพียงแค่ 1-2 ปั๊ม (หรือขนาดประมาณเมล็ดถั่วแดง) ก็เพียงพอที่จะเกลี่ยได้ทั่วทั้งใบหน้าและลำคอแล้ว การทามากกว่านี้ไม่ได้ช่วยให้เห็นผลเร็วขึ้น แต่จะทำให้ผิวเหนียวเหนอะหนะและระคายเคืองได้ง่ายขึ้น 4. อายครีม ผิวบริเวณรอบดวงตาบอบบางและเกิดริ้วรอยได้ง่ายที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดการอุดตันเป็นตุ่มไขมัน (Milia) ได้ง่ายเช่นกัน ปริมาณอายครีมที่เหมาะสมจึงเท่ากับ 1 เมล็ดถั่วลันเตา…

คุณอาบน้ำนานแค่ไหน? เช็กเวลาอาบน้ำที่ใช่ ดีต่อผิว และไม่โดนคนข้างนอกเคาะประตู

คุณอาบน้ำนานแค่ไหน.jpg

เคยสังเกตตัวเองกันไหมว่า ในแต่ละวันคุณใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานแค่ไหน? บางคนเข้าไปแวบเดียววิ่งผ่านน้ำเสร็จแล้วปานสายฟ้าแลบ ขณะที่บางคนเข้าไปทีไรก็เหมือนหลุดเข้าไปในอีกมิติหนึ่ง จัดคอนเสิร์ตเดี่ยวไมโครโฟน ร้องเพลงไปแล้ว 3 อัลบั้ม ขัดผิวจนตัวแดงก็ยังไม่ยอมออกมาเสียที รู้หรือไม่ว่าระยะเวลาในการอาบน้ำ ไม่ใช่แค่เรื่องของความสะอาดหรือความบันเทิงส่วนตัวเท่านั้น แต่มันส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพผิวพรรณของคุณอย่างที่คุณคาดไม่ถึง วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเจาะลึกกันว่า ระยะเวลาอาบน้ำแบบไหนที่เรียกว่าเวลาทอง ดีต่อผิวที่สุด และแบบไหนที่ต้องรีบปรับเปลี่ยนด่วน ๆ ก่อนที่ผิวจะพัง หรือก่อนที่คนร่วมบ้านจะทนไม่ไหวทุบประตูห้องน้ำพังเสียก่อน คุณใช้เวลาอาบน้ำนานแค่ไหน? มาดูกันว่าพฤติกรรมการอาบน้ำของคุณจัดอยู่ในกลุ่มไหน และเวลาที่คุณใช้นั้นส่งผลอย่างไรกับร่างกายและผิวพรรณของคุณบ้าง 1. สายสปีด รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ (น้อยกว่า 5 นาที) กลุ่มนี้มักจะเน้นความรวดเร็วฉับไวเป็นหลัก เข้าห้องน้ำปุ๊บ ราดน้ำ ถูสบู่แบบผ่าน ๆ แล้วเช็ดตัวเลยทันที มักพบในเช้าวันที่ตื่นสาย หรือในช่วงที่อากาศหนาวจัดจนไม่อยากเอาตัวสัมผัสน้ำ แต่รู้ไหมว่าการอาบน้ำเร็วเกินไปก็ส่งผลเสียต่อผิวได้เช่นกัน ทำความสะอาดไม่ทั่วถึง: คราบเหงื่อไคล ฝุ่นละออง PM 2.5 และสิ่งสกปรกที่สะสมมาตลอดทั้งวันอาจจะยังหลุดออกไปไม่หมด โดยเฉพาะบริเวณจุดอับต่าง ๆ เพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อที่ผิวหนังและกลิ่นตัว: เมื่อสิ่งสกปรกและแบคทีเรียถูกล้างออกไม่หมด ก็จะเกิดการสะสมตัวตามข้อพับ ส่งผลให้เกิดกลิ่นตัวตามมา และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน หรือสิวอุดตันตามร่างกาย 2….