ทำไมบางคนวิ่งเท่าไหร่ก็ไม่เจ็บ บางคนวิ่งแป๊บเดียวก็เริ่มปวดเข่า ปวดหลัง หรือเจ็บฝ่าเท้าจนต้องถอนตัว? คำตอบของเรื่องนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ความฟิตของร่างกาย แต่อยู่ที่อุ้งเท้าของเรานี่เองครับ
โบราณว่าไว้ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง แต่สำหรับนักวิ่งต้องบอกว่า รู้เท้าเรา วิ่ง 100 ครั้ง สมูท 100 ครั้ง เพราะรูปเท้าของแต่ละคนแตกต่างกัน การเลือกรองเท้าวิ่งที่เข้ากับลักษณะเท้า จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราวิ่งได้ไกลขึ้น สนุกขึ้น และห่างไกลจากอาการบาดเจ็บ
วันนี้ลุงจะพาไปสำรวจรูปเท้าของตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ พร้อมคำแนะนำในการเลือกรองเท้าวิ่งที่ใช่ที่สุดสำหรับคุณกันครับ
เช็กรูปเท้าง่ายๆ ได้ที่บ้าน
ก่อนจะซื้อรองเท้าคู่ใจ เรามาทำความรู้จักเท้าของตัวเองกันก่อน ด้วยวิธีที่ง่าย และใช้อุปกรณ์เพียงไม่กี่ชิ้น ดังนี้ครับ
- ขั้นตอนที่ 1: เตรียมกระดาษเปล่า (เช่น กระดาษ A4 หรือกระดาษหนังสือพิมพ์) วางไว้บนพื้นเรียบ
- ขั้นตอนที่ 2: นำเท้าไปชุบน้ำให้เปียกหมาดๆ อย่าให้แฉะจนเกินไป
- ขั้นตอนที่ 3: ก้าวขึ้นไปยืนบนกระดาษเปล่าด้วยน้ำหนักตัวปกติ แล้วก้าวออก
- ขั้นตอนที่ 4: สังเกตรอยน้ำที่ปรากฏบนกระดาษ แล้วนำมาเทียบกับ 3 ลักษณะรูปเท้าในอินโฟกราฟฟิกข้างบน
เจาะลึก 3 รูปเท้ากับรองเท้าวิ่งที่คู่ควร
1. เท้าปกติ (Normal Arch): สายสมดุล วิ่งสบายไร้กังวล
หากรอยน้ำบนกระดาษของคุณมีส่วนเว้าตรงอุ้งเท้าพอดี ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป คุณคือผู้มีเท้าปกติ ซึ่งเป็นลักษณะเท้าที่พบได้บ่อยที่สุด
เท้าของคุณสามารถกระจายน้ำหนัก และรับแรงกระแทกจากการวิ่งได้ดีตามธรรมชาติ ข้อเท้าไม่บิดเข้าด้านในหรือออกด้านนอกมากเกินไป
สามารถเลือกใส่รองเท้าวิ่งแบบไหนก็ได้ตามความชอบ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าที่เน้นความโปร่งสบาย หรือรองเท้าวิ่งทั่วไป ก็พร้อมจะพาคุณพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างใจนึก
2. เท้าแบน (Flat Foot): สายราบเรียบ ต้องเซฟข้อเท้าเป็นพิเศษ
หากรอยเท้าเต็มผืน แทบมองไม่เห็นส่วนเว้าตรงอุ้งเท้าเลย แปลว่าคุณมีลักษณะเท้าแบน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษขณะวิ่งครับ
เมื่อไม่มีอุ้งเท้าคอยช่วยซับแรง ข้อเท้าจึงมักจะบิดเข้าด้านในขณะวิ่ง ส่งผลให้รับแรงกระแทกได้ไม่ดี มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการปวดเข่า, ปวดหลัง, ปวดน่อง รวมถึงอาการรองช้ำที่ฝ่าเท้า
ควรเลือกรองเท้าที่เน้นความมั่นคงและประคองเท้า หรือรองเท้าที่เน้นการรับแรงกระแทกที่ดีเยี่ยม และที่สำคัญคือควรเลือกแบบที่มีหน้ากว้าง เพื่อลดแรงกดทับ และป้องกันไม่ให้กระดูกเท้าถูกบีบอัดจนอักเสบ
3. เท้าโค้งเว้า/อุ้งสูง (High Arch): สายโค้งเว้า ที่ต้องการการซัพพอร์ตขั้นสุด
หากรอยเท้าบนกระดาษเห็นแค่ส้นเท้าและปลายเท้า ส่วนตรงกลางมีแถบเชื่อมต่อที่บางมากๆ หรือขาดหายไปเลย แสดงว่าคุณมีเท้าโค้ง หรืออุ้งเท้าสูงเกินไป
เนื่องจากอุ้งเท้าโค้งสูงเกินไป ทำให้พื้นที่สัมผัสพื้นมีน้อย ตอนวิ่งข้อเท้าจึงบิดออกด้านนอก ทำให้เท้ามีความยืดหยุ่นน้อยลงและรับแรงกระแทกได้ไม่ดี ส่งผลให้แรงกระแทกสะท้อนกลับไปยังข้อต่อต่างๆ โดยตรง
ควรเลือกรองเท้าวิ่งที่เน้นการลดแรงกระแทก หนานุ่มเป็นพิเศษ เพื่อช่วยซับแรงกระแทก และช่วยรองรับส่วนเว้าของอุ้งเท้าได้เป็นอย่างดี
การวิ่งเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องของการก้าวขาไปข้างหน้า แต่คือการใส่ใจในทุกรายละเอียดของร่างกาย การเสียเวลาเพียง 2 นาที เช็กรูปเท้าของตัวเองจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าจากการซื้อรองเท้าผิดประเภท และช่วยเซฟร่างกายของคุณจากการบาดเจ็บเรื้อรังได้
เมื่อรู้ประเภทเท้าของตัวเองแล้ว ลองปรึกษาพนักงานและเลือกรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อรูปเท้าของคุณโดยเฉพาะดูนะครับ รับรองว่าการวิ่งครั้งต่อไปของคุณจะราบรื่น สมูท และมีความสุขในทุกกิโลเมตรอย่างแน่นอน

