สำหรับสาว ๆ หรือหนุ่ม ๆ คนไหนที่รักการมีผิวเรียบเนียนไร้ขนกวนใจ “การโกน” คงเป็นวิธียอดฮิตอันดับต้น ๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะทั้งสะดวก รวดเร็ว ประหยัด และไม่เจ็บตัวเหมือนการแว็กซ์
แต่ในขณะเดียวกัน ก็มักจะมีเสียงเตือนตามมาเสมอว่า “อย่าโกนบ่อยนะ เดี๋ยวขนจะหนาเป็นตอ” หรือ “โกนระวังผิวเป็นหนังไก่ไม่รู้ด้วยนะ”
คำเตือนเหล่านี้ทำเอาหลายคนถึงกับลังเลและไม่กล้าหยิบมีดโกนขึ้นมาใช้ วันนี้ลุงจะมาสวมบทเป็นนักสืบสายบิวตี้ พาไปเจาะลึกและไขข้อข้องใจกันแบบชัด ๆ ว่า ความเชื่อเรื่องการโกนขนเหล่านี้ เรื่องไหนคือเรื่องจริง และเรื่องไหนเป็นแค่เรื่องมโน พร้อมแจกสูตรลับวิธีโกนขนอย่างไรให้ผิวเรียบเนียน หมดปัญหาผิวหนังไก่อย่างเด็ดขาด
3 ความเชื่อเรื่องการโกนขน เรื่องไหนจริง เรื่องไหนแกง?
มาดูกันทีละข้อเลยว่า ความเชื่อยอดฮิตเกี่ยวกับการโกนขนที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ นั้น ทางวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญเขาว่าอย่างไรกันบ้าง
1. โกนขนบ่อย ขนจะขึ้นเร็วขึ้น?
หลายคนรู้สึกว่าพอโกนขนเสร็จปุ๊บ ผ่านไปแค่วันสองวันขนก็เริ่มขึ้นมาทักทายอีกแล้ว จนคิดไปเองว่าการโกนไปกระตุ้นให้ขนยาวเร็วขึ้น แต่ในความจริงแล้ว “ไม่จริง”
อัตราการเจริญเติบโตของเส้นขนนั้นถูกควบคุมโดยฮอร์โมนและพันธุกรรมของแต่ละคน การโกนเป็นเพียงการตัดเส้นขนที่อยู่เหนือชั้นผิวหนังเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อรากขนใต้ผิวหนังเลย
ขนของคุณยังคงยาวในอัตราปกติ เพียงแต่ที่เรารู้สึกว่ามันขึ้นเร็ว เพราะเราเห็นมันตั้งแต่ตอนที่มันเพิ่งเริ่มโผล่พ้นผิวหนังขึ้นมาใหม่ ๆ เท่านั้นเอง
2. โกนแล้วขนจะขึ้นหนา และหยิกกว่าเดิม?
ความเชื่อนี้ถือเป็นตำนานที่ส่งต่อกันมานานมาก ๆ ว่ายิ่งโกน ขนยิ่งหนา ยิ่งแข็งเหมือนขนหน้าแข้งผู้ชาย แต่คำตอบคือ “ไม่จริง”
สาเหตุที่เราจับแล้วรู้สึกว่าขนที่ขึ้นใหม่มันแข็ง หยาบ และดูเข้มขึ้น เป็นเพราะธรรมชาติของเส้นขนปกติจะมีลักษณะเรียวตรงปลาย แต่เมื่อเราโกน ขนจะถูกตัดในแนวเฉียงหรือตัดตรงบริเวณลำต้นที่หนาที่สุด
เมื่อขนเริ่มยาวขึ้นมาใหม่ เราจึงสัมผัสโดนส่วนที่เป็นหน้าตัดตรงของเส้นขน ทำให้รู้สึกว่ามันแข็งและหยาบมือ ประกอบกับขนที่ขึ้นใหม่ยังไม่โดนแดดหรือสารเคมี จึงมีสีเข้มเด่นชัดจนทำให้เรามโนไปเองว่าขนหนาขึ้นนั่นเอง
3. โกนขนแล้ว ผิวจะเป็นหนังไก่?
ข้อนี้แหละที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาส “อาจจะจริง” อาการผิวหนังไก่ (Keratosis Pilaris) หรือผิวที่เป็นปุ่ม ๆ ขรุขระหลังการโกน มักเกิดขึ้นเมื่อผิวของคุณแห้งขาดความชุ่มชื้น หรือเกิดจากการใช้ใบมีดโกนที่ทื่อจนเกิดแรงเสียดสีและดึงรั้งเส้นขน
ทำให้เกิดการอักเสบที่รูขุมขน ขนที่กำลังจะขึ้นใหม่ติดอยู่ใต้ผิวจนกลายเป็นขนคุด และทำให้ผิวบริเวณนั้นดูปุ่มป่ำคล้ายหนังไก่นั่นเอง
โกนขนยังไงไม่ให้เป็นหนังไก่?
เมื่อรู้แล้วว่าผิวหนังไก่เกิดจากการโกนที่ผิดวิธีและผิวที่แห้งตึง เรามาเปลี่ยนพฤติกรรมการโกนเพื่อปกป้องผิวสวย ๆ ของเรากันดีกว่า ด้วย 3 เคล็ดลับง่าย ๆ ที่ทำตามได้ทันทีดังนี้
- โกนระหว่างอาบน้ำอุ่น และใช้สบู่ที่ให้ความชุ่มชื้น: หลีกเลี่ยงการโกนขนในขณะที่ผิวแห้งสนิทเด็ดขาด ทางที่ดีควรโกนระหว่างอาบน้ำ โดยเฉพาะการอาบน้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นจะช่วยเปิดรูขุมขนและทำให้เส้นขนอ่อนนุ่มลง จากนั้นให้ชโลมสบู่หรือครีมอาบน้ำสูตรเข้มข้นที่เน้นให้ความชุ่มชื้นสูง เพื่อช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างใบมีดกับผิวหนัง ทำให้โกนได้ลื่นและเรียบเนียนยิ่งขึ้น
- เปลี่ยนใบมีดโกนให้คมอยู่เสมอ: อย่าเสียดายมีดโกนเก่า ๆ ที่เริ่มทื่อ เพราะใบมีดที่ทื่อจะไม่ได้ตัดขนให้ขาดในทีเดียว แต่จะดึงรั้งผิวหนังและรากขนจนอักเสบแดง ควรเปลี่ยนใบมีดใหม่เป็นประจำเพื่อให้การโกนเฉียบคม สะอาด และนุ่มนวลต่อผิวที่สุด
- ทาโลชั่นบำรุงทันทีหลังโกนเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น: หลังการโกน ผิวหนังชั้นนอกสุดจะถูกรบกวนและสูญเสียความชุ่มชื้นไปอย่างมาก นี่คือช่วงเวลาทองที่คุณต้องรีบชโลมโลชั่นบำรุงผิวทันที โดยเลือกสูตรที่เน้นการเติมความชุ่มชื้นและปลอบประโลมผิว เพื่อช่วยฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว ลดอาการระคายเคือง และป้องกันไม่ให้ผิวแห้งกร้านจนกลายเป็นหนังไก่
การโกนขนไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และไม่ได้ทำให้ขนหนาหรือยาวเร็วขึ้นอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพียงแต่เราต้องรู้จักวิธีดูแลผิวทั้งก่อนและหลังโกนอย่างถูกวิธีเท่านั้นเอง
แค่เลือกใช้มีดโกนที่คม โกนร่วมกับสบู่บำรุงผิวในขณะผิวเปียก และปิดท้ายด้วยการทาโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้น เพียงเท่านี้คุณก็สามารถอวดเรียวขาและผิวใต้วงแขนที่เรียบเนียน นุ่มน่าสัมผัส หมดกังวลเรื่องปัญหาผิวหนังไก่ไปได้เลย

