สายชีสต้องรู้ เจาะลึกความต่างของชีสยอดฮิต 4 ชนิด กินยังไงให้ฟิน และดีต่อสุขภาพ

คนชอบกินชีสต้องรู้เรื่องนี้.jpg

สำหรับคนรักอาหาร ชีส (Cheese) ถือเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ช่วยยกระดับความอร่อยให้อาหารดูน่าทานขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพาสต้าร้อนๆ แซนวิชยามเช้า หรือพิซซ่าหน้าล้นที่เยิ้มไปด้วยชีส

แต่ในความอร่อยนี้ หลายคนอาจมีคำถามว่า จริงๆ แล้วในชีสมีสารอาหารอะไรซ่อนอยู่บ้าง? แล้วชีสที่เราเห็นวางขายหลากหลายประเภทมีความต่างกันอย่างไร?

วันนี้ลุงจะพาทุกคนไปเปิดคัมภีร์เรื่องน่ารู้ของชีส เพื่อทำความเข้าใจประโยชน์ และวิธีเลือกทานชีสยอดนิยมทั้ง 4 ชนิดอย่างมืออาชีพกันครับ


ในชีสมีอะไรดี?

มารู้คุณค่าทางโภชนาการของชีสกันก่อนครับ เพราะชีสไม่ได้มีดีแค่ความอร่อย แต่ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้

อุดมด้วยโปรตีนและกรดอะมิโน

ชีสผลิตมาจากน้ำนมเข้มข้น จึงทำให้มีโปรตีนคุณภาพดีสูงมาก ที่สำคัญคือมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน ซึ่งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กับร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม

แคลเซียมสูงเทียบเท่านมกล่อง

สำหรับใครที่ไม่ค่อยชอบดื่มนม ชีสเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เพราะชีส 1 แผ่น (ประมาณ 28 กรัม) มีปริมาณแคลเซียมสูงพอๆ กับนม 1 กล่องเลยทีเดียว ช่วยบำรุงกระดูก และฟันให้แข็งแรง

แลคโตสน้อย ดีต่อระบบย่อยอาหาร

สำหรับคนที่มีปัญหาแพ้นม (Lactose Intolerance) ดื่มนมแล้วมักท้องอืด ท้องเสีย การทานชีสเป็นทางออกที่ดี เนื่องจากในกระบวนการทำชีสนั้น น้ำตาลแลคโตสส่วนใหญ่จะถูกแยกออกไปพร้อมกับน้ำเวย์ ทำให้ชีสมีแลคโตสหลงเหลืออยู่น้อยมาก จึงย่อยง่าย และไม่ทำให้ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร


ชีสแต่ละแบบต่างกันยังไง?

ชีสแต่ละชนิดมีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกันไป ทั้งเนื้อสัมผัส รสชาติ และปริมาณพลังงานมาดูกันว่าชีส 4 ชนิดที่เราคุ้นเคยมีเอกลักษณ์อย่างไรบ้าง

1. พาร์เมซานชีส (Parmesan Cheese)

เป็นชีสประเภทเนื้อแข็งที่ผ่านกระบวนการบ่มเป็นเวลานาน มีความชื้นต่ำมาก รสชาติเข้มข้น เค็มมันกลมกล่อม และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์

1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงานประมาณ 25 กิโลแคลอรี (kcal)

เมนูที่มักใช้: ด้วยความที่เป็นชีสเนื้อแข็ง จึงมักนำมาขูดเป็นผงหรือสไลด์บางๆ เพื่อโรยหน้าอาหาร เช่น สปาเกตตี้ พาสต้า ซอสครีมต่างๆ และซีซาร์สลัด เพื่อช่วยเพิ่มมิติรสชาติให้อร่อยกลมกล่อมยิ่งขึ้น

2. เชดด้าชีส (Cheddar Cheese)

เป็นชีสเนื้อหนาที่มีความนุ่มกึ่งแข็ง มีสีเหลืองส้มเข้มข้น เมื่อโดนความร้อนแล้วจะละลาย และไหลเยิ้มชวนน่ารับประทาน

1 แผ่น ให้พลังงานประมาณ 76 กิโลแคลอรี (kcal)

เมนูที่มักใช้: มักจะนำไปประกบคู่กับขนมปัง ทำแซนวิชอบร้อน หรือใส่ในเบอร์เกอร์

3. มอสซาเลลาชีส (Mozzarella Cheese)

จัดอยู่ในกลุ่มชีสเนื้อนุ่มกึ่งแข็งที่มีความชื้นค่อนข้างสูง จุดเด่นคือ เมื่อนำไปอบหรือโดนความร้อน ชีสชนิดนี้จะละลาย และยืดได้ยาวมาก ให้เนื้อสัมผัสที่เหนียวนุ่มหนึบหนับ

1 แผ่น ให้พลังงานประมาณ 85 กิโลแคลอรี (kcal)

เมนูที่มักใช้: เป็นพระเอกหลักของเมนูอิตาเลียนอย่างพิซซ่า พาสต้า ลาซานญ่า หรือเมนูอบชีสต่างๆ ที่เราต้องการความยืด

4. ครีมชีส (Cream Cheese)

เป็นชีสสดเนื้อนุ่มเหลวคล้ายครีม รสชาติจะออกเปรี้ยวๆ มันๆ กลมกล่อม ไม่เค็มจัดเหมือนชีสชนิดอื่น มีเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่มละมุนลิ้น

1 เสิร์ฟ ให้พลังงานประมาณ 46 กิโลแคลอรี (kcal)

เมนูที่มักใช้: นิยมใช้ในขนมหวาน โดยเฉพาะชีสเค้ก ทาร์ตผลไม้ หรือจะนำมาทาขนมปังเบเกิลทานคู่กับกาแฟยามเช้าก็เข้ากันได้เป็นอย่างดี


กินชีสอย่างไรให้สุขภาพดีและหุ่นสวย

แม้ว่าชีสจะอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งโปรตีน แคลเซียม และกรดอะมิโนที่จำเป็น แต่สิ่งที่ห้ามลืมเด็ดขาดคือ ชีสก็มีปริมาณไขมัน และโซเดียมค่อนข้างสูงเช่นกัน หากเรากินเพลินมากเกินไป อาจส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อระดับไขมันในเลือดได้

เคล็ดลับในการทานชีสให้ได้ประโยชน์สูงสุดคือ การกินแต่พอดี ควรควบคุมปริมาณการทานในแต่ละวันให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เลือกใช้ชีสให้ตรงกับประเภทของอาหาร และอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถฟินกับความอร่อยของชีสโปรดได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสุขภาพครับ