สมัยก่อนดีกว่าตอนนี้จริงหรือ? ย้อนประวัติศาสตร์ พิสูจน์ความจริงที่โลกเคยเผชิญ

ชีวิตของสมัยก่อน ดีกว่าคนสมัยนี้จริงไหม.jpg

เรามักได้ยินคนบ่นว่า “เมื่อก่อนโลกน่าอยู่กว่านี้ ไม่มีโรคภัย ไม่มีมลพิษ ผู้คนก็มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่” ความรู้สึกโหยหาอดีต หรือ Nostalgia เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ครับ แต่หากเราลองกลับไปมองประวัติศาสตร์ และตัวเลขสถิติที่เกิดขึ้นจริง เราอาจจะเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะในอดีตอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่เราเข้าใจเลย

วันนี้ลุงจะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปพิสูจน์ว่าสมัยก่อนกับสมัยนี้ สมัยไหนที่แย่กว่ากัน ผ่าน 4 เรื่องราวที่จะทำให้คุณรักชีวิตในปัจจุบันมากขึ้นเป็นกอง


ยุคนี้มีโควิด แต่ยุคก่อนเจอ “กาฬโรค” ล้างโลก

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มนุษยชาติเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 ที่สร้างความลำบากไปทั่วโลก หลายคนมองว่ายุคเก่าช่างโชคดีที่ไม่ต้องเจอกับโรคนี้ แต่ความจริงในอดีตน่ากลัวกว่ามาก โดยเฉพาะเหตุการณ์ระบาดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์อย่าง กาฬโรค (Black Death) ในศตวรรษที่ 14

กาฬโรคระบาด คร่าชีวิตคนในทวีปยุโรปไปครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด คิดเป็นจำนวนราว 25-50 ล้านคน ยุคนั้นมนุษย์ยังไม่มีความรู้เรื่องเชื้อโรค ไม่มีวัคซีน ไม่มียาปฏิชีวนะ การเจ็บป่วยจึงเท่ากับความตาย ต่างจากปัจจุบันที่เรามีระบบสาธารณสุขและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาไปไกลมาก


สมัยก่อนไม่มี PM 2.5 แต่มี “หมอกพิษถล่มลอนดอน”

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM 2.5 กลายเป็นปัญหาระดับโลกในปัจจุบัน จนหลายคนคิดว่าในอดีตคงมีแต่อากาศบริสุทธิ์ แต่ความจริงมลพิษทางอากาศในอดีตเคยรุนแรงกว่าปัจจุบันหลายเท่าตัว ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ เหตุการณ์ฝุ่นพิษถล่มกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1952

ช่วงนั้นลอนดอนมีค่าฝุ่นละอองพุ่งสูงถึง 4,460 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อคำนวณเป็นค่า AQI จะสูงเกือบ 9,000 AQI เลย!!!!

ฝุ่นพิษนี้มีความหนาแน่นสูงกว่าระดับอันตรายขั้นสุด (ฝุ่นสีม่วง) ในปัจจุบันถึง 20 เท่า จนทำให้ทัศนวิสัยลดลงเหลือไม่กี่ฟุต ผู้คนไม่สามารถมองเห็นแม้กระทั่งเท้าของตัวเอง เหตุการณ์ครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนไปนับพันราย ภายในเวลาไม่กี่วัน


อดีตหาของกินง่าย แต่มี “ความอดอยากครั้งใหญ่”

เรามักคิดว่าในอดีตผืนดินอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ทรัพยากรเหลือเฟือและหาของกินได้ง่าย แต่ประวัติศาสตร์มีบันทึกเรื่องราวความอดอยากไว้หลายครั้ง โดยเฉพาะ วิกฤตการณ์อดอยากครั้งใหญ่ในจีน (The Great Chinese Famine) ระหว่างปี ค.ศ. 1959-1961

รัฐบาลจีนยุคนั้นขาดความรู้ด้านการเกษตร จึงออกนโยบายผิดพลาด จนนำไปสู่ความล้มเหลวของการเพาะปลูกทั่วประเทศ วิกฤตครั้งนี้ส่งผลให้ประชาชนไม่มีอาหารประทังชีวิต มีคนอดตายมากกว่า 30 ล้านคน เป็นตัวเลขที่สูงเกินกว่าที่เราจะจินตนาการถึง ในยุคนี้ที่การขนส่งและเทคโนโลยีอาหารทั่วถึง


คนสมัยก่อนใจดี จิตใจไม่โหดร้าย แต่ตัวเลข “ฆาตกรรม” สูงกว่าปัจจุบัน 100 เท่า

เวลาเห็นข่าวอาชญากรรม หลายคนพูดว่า “คนสมัยนี้จิตใจโหดเหี้ยมขึ้นทุกวัน” แต่หากเราไปดูสถิติอัตราการเกิดคดีฆาตกรรม เปรียบเทียบระหว่างอดีตกับปัจจุบัน จะพบความจริงว่า…

อังกฤษในศตวรรษที่ 14 มีอัตราการเกิดคดีฆาตกรรมสูงถึง 110 คน ต่อประชากรแสนคน

อังกฤษในศตวรรษที่ 21 (ยุคนี้) อัตราการฆาตกรรมลดลงเหลือเพียง 1 คน ต่อประชากรแสนคนเท่านั้น ซึ่งลดลงกว่าในอดีตถึง 100 เท่า

ประเทศไทยในปัจจุบัน มีสถิติอยู่ที่ประมาณ 2.6 คน ต่อประชากรแสนคน ซึ่งก็ยังถือว่าปลอดภัยกว่าชีวิตของคนในยุคศตวรรษที่ 14 อย่างเทียบไม่ติด

ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า สังคมในอดีตเต็มไปด้วยความรุนแรง กฎหมายไม่เข้มแข็ง มีการใช้กำลังตัดสินปัญหา


การอยู่กับปัจจุบันและเรียนรู้อดีต ช่วยให้เรามีบทเรียนและเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา อย่างปัจจุบันที่ลอนดอนสามารถแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ จนกลับมาหายใจเต็มปอดได้แล้ว ลุงหวังว่าประเทศไทยของเราจะสามารถถอดบทเรียน และแก้ปัญหามลพิษ รวมถึงปัญหาอื่นได้ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อส่งต่อโลกที่น่าอยู่ยิ่งขึ้นให้คนรุ่นต่อไปครับ