ปัจจุบันที่ทุกอย่างหมุนอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เงิน ความสัมพันธ์ หรือแม้แต่ข่าวสารในโซเชียลมีเดีย ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเครียดกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเราไปแล้ว หลายคนมองว่าความเครียดเป็นเรื่องธรรมดา เดี๋ยวก็หาย แต่รู้ไหมว่าข้อมูลสถิติในปี 2567 พบว่า…
คนไทยมีความเครียดสูงขึ้นถึง 15.48% ส่งผลให้เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น 17.20% และที่น่ากังวลที่สุดคือ มีอัตราเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูงถึง 10.63% เลยทีเดียว
เราจะรู้ได้ยังไงว่าความเครียดที่เจออยู่เป็นเรื่องปกติ หรือมันสะสมจนถึงขั้นวิกฤตที่ต้องหันมาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง? วันนี้ลุงจะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับระดับความเครียด และเช็กสัญญาณเตือนจากร่างกายและจิตใจกันครับ
ความเครียด 3 ประเภท: คุณกำลังเจอกับความเครียดแบบไหน?
นักจิตวิทยาชาวอเมริกันได้แบ่งความเครียดออกเป็น 3 ระดับ ตามลักษณะและความรุนแรง เพื่อให้เราสามารถสังเกตและรับมือได้อย่างถูกต้อง ดังนี้ครับ
1. ความเครียดฉับพลัน (Acute Stress)
ความเครียดประเภทนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ มีสาเหตุเฉพาะเจาะจง และเมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านไป ความเครียดก็จะค่อย ๆ ลดและหายไปเอง เช่น
- การเกิดอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ บนท้องถนน
- การต้องทำงานให้เสร็จทันกำหนด (Deadline) ที่ใกล้เข้ามา
- การขึ้นไปนำเสนองานต่อหน้าคนจำนวนมาก
2. ความเครียดฉับพลันแบบต่อเนื่อง (Episodic Acute Stress)
ความเครียดฉับพลันที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ติดต่อกันหลายครั้ง ในช่วงเวลาห่างกันไม่นาน เหมือนมรสุมชีวิตที่พัดเข้ามาลูกแล้วลูกเล่า จนแทบไม่มีเวลาพักหายใจ เช่น
- ช่วงที่ร่างกายป่วยออด ๆ แอด ๆ บ่อยครั้ง
- ถูกเจ้านายตำหนิหรือกดดันเป็นประจำ
- เลิกกับคนรัก หรือมีปัญหารุมเร้าเข้ามาพร้อม ๆ กัน
3. ความเครียดเรื้อรัง (Chronic Stress)
ความเครียดระดับที่น่ากลัวที่สุด เพราะเป็นความเครียดที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนาน เผชิญหน้าอยู่ทุกวัน จนรู้สึกเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด นำไปสู่ภาวะเครียดสะสม ที่กัดกินทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น
- งานที่ทำไม่มีความสุข แต่ลาออกไม่ได้
- ปัญหาหนี้สินรุมเร้า
- ทะเลาะกับแฟนหรือคนในครอบครัวเป็นประจำ
6 สัญญาณเตือนภัย เครียดแค่ไหนที่ร่างกายบอกว่าต้องไปพบแพทย์
หากเริ่มรู้สึกว่าความเครียดที่เจอมันหนักหนา และไม่แน่ใจว่าควรไปปรึกษาคุณหมอหรือยัง ลองมาเช็ก 6 สัญญาณเตือนเหล่านี้ดูครับ หากมีข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อรวมกัน อาจเป็นสัญญาณว่าใจของคุณกำลังร้องขอความช่วยเหลือแล้ว
- จัดการอารมณ์ไม่ได้: มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ เช่น โกรธฉุนเฉียวง่ายกว่าปกติ หรือจู่ ๆ ก็รู้สึกเศร้า ดำดิ่งลงไปอย่างไม่มีสาเหตุ และไม่สามารถดึงตัวเองกลับมาได้
- มีปัญหาในการนอน: นอนหลับยากขึ้น นอนไม่หลับ ฝันร้ายบ่อย ๆ หรือสะดุ้งตื่นกลางดึกหลายครั้งแล้วนอนต่อไม่ได้ ทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
- พฤติกรรมการกินเปลี่ยนไป: เบื่ออาหาร กินได้น้อยลง จนน้ำหนักลดฮวบ หรือในทางกลับกัน บางคนอาจกินเพื่อแก้เครียด (Emotional Eating) กินเยอะกว่าเดิม จนควบคุมไม่ได้
- ความสามารถในการใช้ชีวิตลดลง: สมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก ทำงานหรือเรียนได้ช้าลง ประสิทธิภาพในการทำงานลดฮวบอย่างเห็นได้ชัด ไม่กระตือรือร้นเหมือนแต่ก่อน
- ปลีกตัวออกจากสังคม: เริ่มไม่อยากเจอผู้คน ไม่อยากพูดคุยกับใคร แม้กระทั่งเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัว ไม่อยากทำกิจกรรมที่เคยชอบ และละเลยสิ่งรอบตัว
- เริ่มใช้สารเสพติดหรือคิดทำร้ายตัวเอง: ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือใช้สารเสพติดเพื่อหลบหนีความจริง เริ่มมีความคิดแวบเข้ามาในหัวว่าอยากทำร้ายตัวเอง หรือไม่อยากอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป
ดูแลใจตัวเองในวันที่ล้า
การเดินไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา ไม่ได้แปลว่าเราเป็นบ้าหรืออ่อนแอ แต่มันคือการดูแลรักษาสุขภาพใจให้แข็งแรง เช่นเดียวกับการที่เราไปหาหมอเมื่อเป็นหวัด หากคุณเริ่มสังเกตเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ในตัวเองหรือคนใกล้ชิด ลองเริ่มต้นด้วยการผ่อนคลายด้วยวิธีง่ายๆ เช่น ออกกำลังกาย ทำงานอดิเรก หรือหาคนที่ไว้ใจได้ระบายความรู้สึกออกมา
แต่ถ้ารับมือไม่ไหวจริง ๆ การเข้าพบผู้เชี่ยวชาญคือทางออกที่ดีที่สุดครับ เพราะสุขภาพจิตที่ดี คือรากฐานของชีวิตที่มีความสุข รักตัวเองให้มาก ๆ และอย่าลืมหมั่นเช็กสภาพใจกันด้วยนะครับ

