เคยไหม? เวลาทำอะไรผิดพลาดแล้วรู้สึกเฟล… แต่รู้ไหมว่าในโลกของวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ความผิดพลาดหรือความบังเอิญ บางครั้งกลับสร้างปาฏิหาริย์ที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล ยาและนวัตกรรมยอดฮิตหลายชนิดที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน บางอย่างไม่ได้เกิดจากการวางแผนสมบูรณ์แบบในห้องทดลอง แต่เกิดจากความบังเอิญที่ผู้ค้นพบเองก็คาดไม่ถึง
วันนี้ลุงจะพาไปดู 4 ยารักษาโรคระดับตำนานที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ อ่านแล้วว้าวแน่นอลลลล เพราะถ้าไม่มีความบังเอิญในวันนั้น มนุษยชาติอาจไม่มีนวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่ช่วยชีวิตคนนับล้านในวันนี้
เพนิซิลลิน (Penicillin): ยาปฏิชีวนะจากจานเพาะเชื้อที่ถูกลืม
ย้อนไปในยุคที่ยังไม่มีสารฆ่าเชื้อ แค่แผลถลอกเล็กๆ หรือโรคปอดบวมธรรมดาก็สามารถคร่าชีวิตคนได้ จนปี ค.ศ. 1928 อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง (Alexander Fleming) นักวิจัยชาวสก็อตแลนด์ เผลอวางจานเพาะเชื้อแบคทีเรียทิ้งไว้บนโต๊ะทำงาน แล้วออกไปพักร้อนนานหลายวัน เมื่อกลับมาเขาพบว่ามีเชื้อราสีเขียวชนิดหนึ่ง เติบโตขึ้นในจานเพาะเชื้อ และที่น่าทึ่งคือ แบคทีเรียที่อยู่รอบ ๆ เชื้อรานั้น ไม่สามารถเจริญเติบโตได้เลย
เชื้อราสีเขียวนั้นสร้างสารพิเศษขึ้นมา เพื่อขัดขวางและทำลายการเติบโตของแบคทีเรีย เฟลมมิ่งจึงนำไปสกัดเป็นยาเพนิซิลลิน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะตัวแรกของโลกที่ช่วยชีวิตทหารในสงครามโลกและผู้ป่วยติดเชื้อนับล้านคน
ไวอากร้า (Viagra): ยาโรคหัวใจที่ให้ผลลัพธ์ “แข็ง” ผิดคาด
ยาสีฟ้าเม็ดเล็ก ๆ ที่ช่วยคืนความปึ๋งปั๋ง ให้ผู้ชายทั่วโลกกลับมามีความมั่นใจ ที่จริงแล้วไวอากร้า (Viagra) ไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นมา เพื่อรักษาสมรรถภาพทางเพศตั้งแต่แรก ในช่วงเริ่มต้น ทีมวิจัยตั้งใจสร้างยานี้เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจขาดเลือด
เมื่อนำไปทดลองใช้กับกลุ่มผู้ป่วยตัวอย่าง พบว่ายานี้ไม่ได้ช่วยรักษาโรคหัวใจได้ดีเท่าที่ควร แต่กลุ่มผู้ป่วยเพศชายรายงานถึงผลข้างเคียงว่า อวัยวะเพศเกิดการแข็งตัวอย่างรวดเร็ว และแข็งตัวยาวนานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สรรพคุณของยานี้คือ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด จึงส่งผลต่อการแข็งตัวของอวัยวะเพศด้วย (กะปูว ผช. แข็งตัวได้เพราะมีเลือดมาคั่ง) บริษัทผู้ผลิตจึงเปลี่ยนแผนการตลาด หันมาขายยานี้ โดยชูจุดขายเรื่องการแก้ปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศแทน และมียอดขายถล่มทลายทั่วโลก
พาราเซตามอล (Paracetamol): ความโก๊ะจากการหยิบยาผิดซอง
ยาสามัญประจำบ้านอย่างพาราเซตามอล (Paracetamol) มีต้นกำเนิดที่ตลกมาก ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แพทย์สองคนต้องการทดสอบการใช้สารเคมีชนิดหนึ่ง เพื่อกำจัดพยาธิในตัวคนไข้ แต่เภสัชกรกลับหยิบสารเคมีผิดตัว โดยจ่ายสารที่มีโครงสร้างคล้ายกันแทน ปรากฏว่าคนไข้กินเข้าไปแล้วพยาธิไม่ตาย แต่อาการไข้สูงและอาการปวดของคนไข้กลับลดฮวบลงอย่างรวดเร็วและปลอดภัย
จากความผิดพลาดในวันนั้นก็ได้รับการวิจัยต่อ จนกลายมาเป็นพาราเซตามอล ยาแก้ปวดลดไข้ที่ปลอดภัยและได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกนั่นเอง
โบท็อก (Botox): จากยารักษาตาเข สู่เคล็ดลับหน้าใส ไร้ตีนกา
สารฉีดหน้าเรียวและลบริ้วรอยอย่างโบท็อกซ์ (Botox) แท้จริงแล้วคือสารพิษจากแบคทีเรีย ยุคแรก ๆ แพทย์จะใช้สารนี้ในปริมาณเจือจางมาก ๆ เพื่อฉีดรักษาอาการกล้ามเนื้อตาทำงานผิดปกติ เช่น ตาเข ตาเหล่ หรือหนังตากระตุก
แต่ระหว่างการรักษา คนไข้สังเกตเห็นว่าริ้วรอยรอบดวงตา โดยเฉพาะตีนกา จางหายไปอย่างรวดเร็ว แถมผิวรอบดวงตายังกลับมาเต่งตึง กระชับขึ้นแบบน่าประหลาดใจ
เพราะสารพิษนี้ช่วยคลายกล้ามเนื้อ ส่งผลให้ริ้วรอยเหี่ยวย่นและรอยตีนกาจางลงอย่างเห็นได้ชัด จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจความงามมูลค่าแสนล้าน และหัตถการยอดนิยมอันดับหนึ่งของโลกในปัจจุบันนั่นเอง
เรื่องราวน่าทึ่งของยาทั้ง 4 นี้ สอนเราว่า บางครั้งความล้มเหลวหรือความผิดพลาดก็ไม่ได้แย่เสมอไป ถ้านักวิทยาศาสตร์และแพทย์ยุคนั้น เลือกที่จะโยนผลงานที่ผิดพลาดทิ้งไป ทุกวันนี้เราอาจไม่มียาดี ๆ ที่ช่วยยืดชีวิตและดูแลสุขภาพของเราให้ดีขึ้น
ครั้งต่อไปถ้าคุณทำอะไรผิดพลาด ลองเปิดใจกว้างและสังเกตมันให้ดี เพราะนั่นอาจเป็นโอกาสสำคัญ ที่รอให้คุณค้นพบก็เป็นได้

