ตื่นเช้ามาลืมตาดูแอปวัดค่าอากาศทีไร หัวใจแทบวาย! ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับกลายเป็นสีม่วง (Purple Zone) สะท้อนถึงวิกฤตฝุ่นพิษ PM2.5 ที่อยู่ในขั้นอันตราย หลายคนอาจกำลังวิตกกังวลว่า ถ้าไม่มีหน้ากาก N95 ราคาแพง หรือไม่มีเครื่องฟอกอากาศล้ำ ๆ เราจะเอาชีวิตรอดจากฝุ่นร้ายนี้อย่างไร?
วันนี้ลุงมีข้อมูลดี ๆ จากผลการทดสอบเชิงวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้คุณอุ่นใจขึ้น เพราะแค่หน้ากากอนามัยทั่วไป (Surgical Mask) ที่เราหาซื้อได้ง่าย ๆ ก็มีพลังวิเศษที่ช่วยให้คุณกลับมาหายใจได้โล่งปอดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
ผลทดสอบชี้ หน้ากากอนามัยธรรมดา เปลี่ยนฝุ่นโซนสีม่วง สู่โซนสีเหลือง
เชื่อว่าหลายคนอาจเคยตั้งข้อสงสัยว่า หน้ากากอนามัยสีฟ้าหรือสีเขียวธรรมดาที่เราใช้กัน สามารถกันฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ได้จริงไหม? ล่าสุดทีมวิจัยได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพการใส่หน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐาน เพื่อหาคำตอบในเรื่องนี้
ผลลัพธ์คือมันสามารถกรองฝุ่น PM2.5 จากระดับสีม่วงเข้มที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ให้ลดลงมาเหลือเพียงระดับสีเหลืองซึ่งเป็นระดับปานกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เค้าพิสูจน์กันยังไง?
เพื่อความโปร่งใสและแม่นยำ ทีมวิจัยได้ออกแบบชุดทดสอบระบบระบายอากาศและวัดปริมาณฝุ่นอย่างเป็นระบบ โดยมีส่วนประกอบและการทำงานหลัก ๆ 3 ส่วน ดังนี้
- 1. ส่วนเก็บฝุ่น: ทำหน้าที่จำลองสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ โดยเก็บและควบคุมปริมาณฝุ่น PM2.5 ให้อยู่ในระดับสูงถึงประมาณ 180 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ซึ่งหากเทียบกับดัชนีคุณภาพอากาศแล้ว นี่คือพื้นที่สีม่วงที่อันตรายมาก
- 2. ส่วนเชื่อมต่อ: ทำหน้าที่ดึงอากาศปนเปื้อนฝุ่นจากส่วนแรกให้ไหลผ่านหน้ากากอนามัย เพื่อกรองฝุ่นและส่งผ่านอากาศที่สะอาดขึ้นเข้าสู่ส่วนถัดไป
- 3. ส่วนวัดปริมาณฝุ่นและเครื่องวัด PM2.5: เมื่ออากาศเดินทางผ่านหน้ากากอนามัยเข้ามาแล้ว เครื่องวัดจะทำการอ่านค่าผลลัพธ์ทันที ซึ่งพบว่าอากาศในส่วนนี้เหลือฝุ่น PM2.5 เพียง 30.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) เท่านั้น
จากตัวเลขข้างต้น คิดเป็นประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละอองได้สูงถึงประมาณ 83% เลยทีเดียว จากระดับสีม่วงที่สูดเข้าไปแล้วแสบคอ กลายมาเป็นระดับสีเหลืองที่ปลอดภัยต่อระบบทางเดินหายใจของเรามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่ไม่ใช่หน้ากากทุกชิ้นจะกันฝุ่นได้เท่ากัน
แม้ผลการทดสอบจะออกมาน่าประทับใจ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องระลึกไว้เสมอคือ หน้ากากอนามัยในท้องตลาดมีหลากหลายเกรด หากเลือกใช้หน้ากากที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่มีแผ่นกรองที่ได้มาตรฐาน หรือบางเกินไป ประสิทธิภาพในการป้องกันก็อาจจะไม่สูงเท่ากับผลการทดสอบนี้
แต่ผู้เชี่ยวชาญยังยืนยันว่า การใส่หน้ากากที่ไม่ได้คุณภาพ ก็ยังดีกว่าการไม่ใส่เลย ถึงยังงั้นเพื่อสุขภาพที่ดีที่สุดของเราและคนที่เรารัก ควรเลือกซื้อหน้ากากอนามัยจากแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ และมีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมจะดีที่สุดครับ
ใส่หน้ากากอนามัยอย่างไรให้ป้องกัน PM2.5 ได้
การเลือกหน้ากากคุณภาพดีเป็นเพียงครึ่งทางเท่านั้น อีกครึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือวิธีการสวมใส่ เพราะหากใส่ผิดวิธี ปล่อยให้มีช่องว่าง ลมและฝุ่นก็จะเล็ดลอดเข้าไปทำร้ายปอดของเราได้ นี่คือเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ช่วยเพิ่มพลังการปกป้องครับ
- บีบแกนลวดให้แนบสนิท: ทุกครั้งที่ใส่หน้ากาก ต้องใช้สองนิ้วกดแกนโลหะบริเวณดั้งจมูกให้โค้งรับกับรูปดั้ง เพื่อปิดช่องโหว่ด้านบนไม่ให้อากาศไหลผ่านโดยไม่ผ่านตัวกรอง
- ดึงหน้ากากให้คลุมถึงใต้คาง: อย่าใส่หน้ากากแค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือดึงมาไว้ใต้จมูก ต้องดึงขอบล่างของหน้ากากลงมาให้คลุมใต้คางอย่างมิดชิด
- ปรับสายรัดให้กระชับใบหน้า: หากสายคล้องหูหลวมเกินไป ให้ทำการผูกปมที่สายคล้องหู หรือใช้คลิปหนีบช่วย เพื่อให้ขอบของหน้ากากแนบสนิทกับแก้มทั้งสองข้าง ไม่มีช่องว่างเปิดอ้า
- เทคนิคหน้ากากสองชั้น (Double Masking): หากต้องเดินทางไปในที่ที่มีฝุ่นหนาแน่นมาก ๆ แนะนำให้สวมหน้ากากผ้าทับหน้ากากอนามัยอีกชั้นหนึ่ง หน้ากากผ้าจะช่วยดันหน้ากากอนามัยให้แนบชิดกับใบหน้าได้ดียิ่งขึ้น ช่วยอุดรอยรั่วและเพิ่มประสิทธิภาพการกรองฝุ่นได้ดียิ่งขึ้นไปอีก
วิกฤตฝุ่น PM2.5 อาจเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงได้ยากในชีวิตประจำวัน แต่เราป้องกันตัวเองได้ครับ แค่สวมหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพ และใส่อย่างถูกวิธีทุกครั้งที่ก้าวออกจากบ้าน เพียงเท่านี้ก็สามารถเปลี่ยนฝันร้ายสีม่วง ให้กลายเป็นพื้นที่สีเหลืองได้แล้วครับ

